พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี (ภิกษุณีรูปแรกในพุทธศาสนา) สำเร็จเป็นพระอรหันต์หรือไม่
คำตอบจากAI
ใช่ค่ะ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีสำเร็จเป็นพระอรหันต์
หลังจากที่พระนาง ทรงได้รับอุปสมบทเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนาแล้ว พระนางได้เรียน กรรมฐานจากพระพุทธเจ้าและปฏิบัติอย่างจริงจัง จนบรรลุพระอรหัตผล ในเวลาต่อมาไม่นาน พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระนางว่าเป็นเอตทัคคะ (ผู้เป็นเลิศ) ในฝ่ายผู้รู้ราตรีนาน (มีประสบการณ์มาก) พระนางปรินิพพานเมื่ออายุ 120 ปี พร้อมกับ ภิกษุณีบริวารอีก 500 รูป ซึ่งล้วนบรรลุอรหันต์เช่นกัน
สามารถอ่านประวัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระนางได้ที่เว็บไซต์ 84000.org หรือใน สารานุกรม วิกิพีเดีย
หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภิกษุณีอรหันต์รูปอื่นๆ หรือเรื่องราว ในพุทธกาล อยากให้ฉันค้นหาเรื่องราวของพระอรหันต์รูปไหนเพิ่มเติมไหมคะ?
ถาม AI ต่อ..การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี พระพุทธเจ้ารับรองหรือไม่ หรือเป็นเนื้อความในอรรถกถา
การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ของ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี นั้น ได้รับการรับรองโดยตรง จาก พระพุทธเจ้า และมีบันทึกไว้ในส่วนที่เป็นพระไตรปิฎก (พุทธพจน์) ไม่ใช่เพียงแค่ เนื้อความ ในอรรถกถา (คัมภีร์อธิบายเพิ่มเติม)
รายละเอียดมีดังนี้:
ในพระไตรปิฎก (ส่วนพุทธพจน์): มีการบันทึกถึงการบรรลุธรรมของพระนางและภิกษุณี 500 รูปในหลายที่ โดยเฉพาะ ในส่วนของ ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 33 ซึ่งเป็นประวัติของพระอรหันต์สาวก
การรับรองโดยตรงจากพระพุทธเจ้า: หลังจากการปรินิพพานของพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีและภิกษุณีบริวาร พระพุทธเจ้าได้ทรง ประทานพระโอวาทและทรงยืนยันถึง คุณวิเศษของพระนาง ต่อหน้าภิกษุทั้งหลาย โดยตรัสว่าพระนาง สิ้นอาสวะแล้ว ไม่มีภพใหม่อีก
ในอรรถกถา: คัมภีร์อรรถกถาจะมีการขยายความ รายละเอียด ปลีกย่อยเพิ่มเติม เช่น วิธีการปฏิบัติกรรมฐานที่ทำให้บรรลุอรหันต์อย่างรวดเร็ว (เรียนกรรมฐาน โดยย่อจากพระพุทธเจ้า) และเหตุการณ์ช่วงที่พระนางปรินิพพาน แต่แก่นเรื่องการ บรรลุธรรมนั้น มีที่มาจาก พระไตรปิฎก โดยตรง
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงรับรองไว้ชัดเจนในพระพุทธพจน์ค่ะ
คุณอยากทราบเกี่ยวกับ วิธีการปฏิบัติกรรมฐานโดยย่อที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระนาง จนทำให้ บรรลุอรหันต์ไหมคะ?
ถาม AI ต่อ...ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 33 เป็นอรรถกถา (แต่งใหม่) ไม่ใช่หรือ
เป็นคำถามที่ดีมากค่ะที่ต้องการความชัดเจนในแหล่งที่มา
ขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 33 (หรือเล่มที่ 32 และ 33 ในฉบับภาษาไทยส่วนใหญ่) ไม่ใช่อรรถกถา (Commentary) ค่ะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก (Pali Canon) โดยตรง ซึ่งเป็นคัมภีร์หลัก ที่รวบรวมพุทธพจน์ (คำสอนของพระพุทธเจ้า) ที่ได้รับการ สังคายนา และรับรองมาตั้งแต่ครั้งปฐมสังคายนา
สถานะของคัมภีร์อปทานมีดังนี้:
อปทาน จัดอยู่ในหมวด ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของ พระสุตตันตปิฎก
เนื้อหาในอปทานจะเป็นลักษณะของ คาถาประวัติ หรือชีวประวัติในชาติปัจจุบัน และในอดีตชาติของพระอรหันต์สาวกและภิกษุณีอรหันต์ (เถรี) ซึ่งพระอรหันต์ เหล่านั้น เป็นผู้กล่าวเล่าเรื่องของตนเอง และได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของพระธรรม ที่ทรงตรัสรู้ (พุทธพจน์โดยนัย)
ส่วน อรรถกถา คือคัมภีร์ที่แต่งขึ้นมาในภายหลัง (เช่น สมัยพระพุทธโฆษาจารย์ ราว พ.ศ. 900) เพื่ออธิบายขยายความเนื้อหาในพระไตรปิฎกให้เข้าใจง่ายขึ้น อรรถกถาของ คัมภีร์อปทานมีชื่อว่า วิสุทธชนวิลาสินี (Visuddhajanavilāsinī)
ดังนั้น เนื้อความที่ระบุว่าพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีบรรลุอรหันต์นั้น มาจาก พระไตรปิฎกที่เป็นพุทธพจน์โดยตรง ไม่ใช่เนื้อหาที่แต่งเสริมในภายหลัง โดยอรรถกถาจารย์ค่ะ
คุณสนใจที่จะเจาะลึกเรื่องราวของ ภิกษุณีรูปอื่น ๆ ที่บรรลุอรหันต์ ซึ่งมีบันทึก ในพระไตรปิฎกเล่มเดียวกันนี้ไหมคะ?
ถาม AI ต่อ พิจารณาจากคำพูด และสำนวนการใช้ภาษา ในขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 33 ไม่น่าจะเป็นคำพูดของพระพุทธเจ้า อ่านแล้วเป็นการใช้ภาษา และ ลักษณะของรูปประโยค เป็นคำกล่าวทั่วๆไปมากกว่า เช่นคำว่า ในกาลครั้งหนึ่ง หรือ คำว่าพระศาสดาดิฉันได้บำรุงแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำ เสร็จแล้ว ฯลฯ ต่างจากคำกล่าวของพระศาสดา ที่เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตระ
ที่คุณสังเกตนั้นถูกต้องมากค่ะ !
ลักษณะภาษาและสำนวนที่คุณยกมานั้น ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสโดยตรง แต่เป็นคำกล่าวของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี และเหล่าภิกษุณีอรหันต์รูปอื่นๆ ที่กล่าวถึงประวัติความเป็นมา และคุณวิเศษ ของตนเองค่ะ
นี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคัมภีร์อปทาน:
1.ผู้กล่าวคือสาวก: คัมภีร์ ขุททกนิกาย อปทาน เป็นการรวบรวม "อัตชีวประวัติ" หรือเรื่องราว ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติของพระอรหันต์สาวก (ทั้งฝ่ายภิกษุ และภิกษุณี) ที่ท่านเหล่านั้น เล่าด้วยตนเองในรูปแบบของบทกวีหรือคาถา
2.ลักษณะภาษา: ภาษาจึงเป็นไปตามลักษณะของผู้กล่าว (สาวก) และรูปแบบของ วรรณกรรม เชิงประวัติ มีการใช้คำว่า "ดิฉัน" "พระศาสดา" "ในกาลครั้งหนึ่ง" ซึ่งเป็นภาษาบรรยาย เหตุการณ์ในอดีต
3.สถานะในพระไตรปิฎก: แม้ว่าผู้กล่าวจะเป็นสาวก แต่การกล่าวนี้เกิดขึ้น ในสมัย พุทธกาล และเนื้อหาเหล่านี้ได้รับการยอมรับและสังคายนาเข้าไว้ในส่วนของ พระสุตตันตปิฎก (ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกหมวดที่ 2) โดยถือว่าเป็น "พุทธพจน์โดยปริยาย" หรือคำสอนที่พระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตรับรองให้เป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมวินัย
4.ไม่ใช่ อรรถกถา: อรรถกถา (เช่น วิสุทธชนวิลาสินี) จะเป็นคัมภีร์ที่แต่งขึ้นภายหลัง เพื่ออธิบาย ความหมาย ของคาถาในอปทานอีกชั้นหนึ่ง
ดังนั้น การบรรลุเป็นพระอรหันต์ของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี จึงเป็นเนื้อความ ที่มีที่มาจาก บันทึกชั้นพระไตรปิฎกโดยตรง (คืออปทานเล่มนี้) ซึ่งได้รับการรับรอง โดยธรรมเนียม พุทธศาสนา เถรวาท ว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้น และได้รับการยืนยันจาก พระพุทธเจ้าค่ะ
คุณสนใจที่จะเปรียบเทียบภาษาและเนื้อหาของอปทาน กับ พระสูตรที่เป็นพุทธพจน์ โดยตรง (เช่น ในทีฆนิกาย) เพื่อเห็นความแตกต่างของสำนวนภาษาที่ชัดเจนขึ้น ไหมคะ?
ความเห็น (จาก anakame.com)
พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ไม่มีพระสูตรไหนที่เป็นพุทธวจน (จากพระโอษฐ์) กล่าวว่า พระปชาบดีสำเร็จเป็นพระอรหันต์ (ในสมัยของพระองค์) แต่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์ต่างๆ ที่ ai นำมาอ้าง ( 84000.org /วิกิพีเดีย ) ซึ่งไม่อาจเชื่อถือได้ มีลักษณะเป็นดราม่า ที่แต่งขึ้นมาใหม่จนดู วิลิศมาหรา เกินจริง
หากจำกันได้ว่าพระพุทธเจ้าปฏิเสธการขอบวช ด้วยน้ำตานองหน้าของนางปชาบดีถึง 3 ครั้ง
"
ดูกรพระนางโคตมี อย่าเลย พระนาง อย่าชอบใจการออกบวช เป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยที่ตถาคต ประกาศแล้วของ มาตุคามเลย" ต่อมานางก็ไปร้องให้อ้อนวอน กับพระอานนท์ ให้ช่วยเจรจากับพระศาสดาโดยอ้างถึงบุญคุณที่เคยเลี้ยงดูเจ้าชาย สิทธัตถะสมัยเป็นราชกุมาร ความพยายามของพระอานนท์ก็สำเร็จ แต่มีเงื่อนไขด้วย ครุธรรม ๘ ประการ ที่เป็นกฎเหล็กของภิกษุณี
ต่อมาพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์
หากมาตุคามไม่ได้ออกบวช (ไม่มีภิกษุณี) พระสัทธรรมพึงดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี
หากมาตุคามออกบวช พระสัทธรรมจักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี
สรุปว่า พระศาสดาทรงเล็งเห็น (ด้วยพระญาณ) แล้วว่าหากมาตุคามออกบวชแล้ว คงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ยาก ขณะเดียวกันก็จะทำให้พระสัทธรรมมีอายุสั้นลง
ดังนั้นเรื่องที่กล่าวว่า พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีสำเร็จเป็นพระอรหันต์นั้น จึงดูขัดแย้ง กับเหตุผลที่พระศาสดาปฏิเสธการขอบวชของพระนางถึง 3 ครั้ง และยังปฏิเสธ คำร้องขอของพระอานนท์ถึง 3 ครั้งอีกด้วย
ถามว่า ทำไม ai จึงมีทัศนะเอนเอียง หรือเชื่อในอรรถกถา
ก็ต้องตอบว่า เพราะคำของ อรรถกถา (ในทุกเรื่อง) มีอิทธิพลต่อการการวิเคราะห์ของ ai และตำราต่างๆ รวมทั้ง การเผยแพร่คำสอนในอรรถกถามีอยู่มากมาย ที่สำคัญในสถาบันการศึกษาของสงฆ์ไทย การสอนของภิกษุซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนในสังคม เว็บไซต์หลักด้านพุทธศาสนา ฯลฯ ก็มีส่วนให้ ai จำเป็น ต้องวิเคราะห์ และสังเคราะห์จากแหล่งข้อมูลเหล่านั้น ai เคยออกตัวมาแล้ว ในการแยกแยะคำสอนที่เป็นพุทธวจน กับอรรถกถาหรือคำแต่งใหม่ ว่า ai ขาดความเข้าใจในเชิงลึก ในด้านบริบททางศาสนา อ่าน AI-008
|