พระวินัยปิฎก เล่ม ๓ หน้า ๑ - ๗/
ภิกขุนีวิภังค์ /ปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
1) เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา (ภิกษุณีรูปงาม)
[๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น นายสาฬหะหลานของมิคารมาตา มีความประสงค์จะสร้างวิหารถวายภิกษุณีสงฆ์.
ครั้งนั้นและนายสาฬหะ หลานของมิคารมาตา (หลานนางวิสาขา) จึงเข้าไปหานางภิกษุณี ทั้งหลาย แจ้งความประสงค์ว่า แม่เจ้า กระผมอยากจะสร้างวิหาร ถวายภิกษุณีสงฆ์ ขอแม่เจ้า จงโปรดให้ภิกษุณี ผู้อำนวยการก่อสร้างรูปหนึ่งแก่กระผม.
ครั้งนั้นมีสาว ๔ พี่น้อง ชื่อนันทา ๑ ชื่อนันทาวดี ๑ ชื่อสุนทรีนันทา ๑ ชื่อถุลลนันทา ๑ บวชอยู่ในสำนักภิกษุณี.
บรรดาภิกษุณีทั้ง ๔ นั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทา เป็นบรรพชิตสาวทรงโฉมวิไล น่าพิศ พึงชม เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปรีชา ขยัน ไม่เกียจคร้าน กอปรด้วยปัญญา เลือกฟั้น อันเป็นทางดำเนินในการงานนั้นๆ สามารถพอที่จะทำกิจการงานนั้นๆ ให้ลุล่วงไป.
ครั้งนั้นแลจึงภิกษุณีสงฆ์ได้สมมติภิกษุณีสุนทรีนันทา ให้เป็นผู้อำนวยการ ก่อสร้าง แก่นายสาฬหะ หลานมิคารมาตา. และต่อมาภิกษุณีสุนทรีนันทา ไปสู่เรือน ของนายสาฬหะ หลานมิคารมาตาเสมอ โดยแจ้งว่า จงให้มีด จงให้ขวาน จงให้ผึ่ง จงให้จอบ จงให้สิ่ว. แม้นายสาฬหะ หลานมิครมาตา ก็ไปสู่สำนักนางภิกษุณีเสมอ เพื่อทราบกิจการที่ทำแล้ว ที่ยังมิได้ทำ เขาทั้งสองได้มีจิตปฏิพัทธ์กัน เพราะเห็นกันอยู่เสมอ
ครั้นนายสาฬหะหลานมิคารมาตา ไม่ได้โอกาสที่จะประทุษร้าย ภิกษุณี สุนทรีนันทา จึงได้ตกแต่งภัตตาหารถวายภิกษุณีสงฆ์ เพื่อมุ่งจะประทุษร้าย ภิกษุณีสุนทรีนันทานั้น.
ครั้งนั้นแล นายสาฬหะหลานมิคารมาตา ให้ปูอาสนะในโรงฉัน จัดอาสนะ สำหรับ ภิกษุณีทั้งหลาย ที่แก่กว่าภิกษุณีสุนทรีนันทา ไว้ส่วนหนึ่งสำหรับ ภิกษุณีทั้งหลาย ที่อ่อนกว่าภิกษุณีสุนทรีนันทา ไว้ส่วนหนึ่ง จัดอาสนะสำหรับภิกษุณี สุนทรีนันทา ไว้ในสถานที่ อันกำบังนอกฝาเรือน ให้ภิกษุณีผู้เถระทั้งหลายพึงเข้าใจว่า นางนั่งในสำนักพวกภิกษุณีผู้นวกะ แม้ภิกษุผู้นวกะทั้งหลายก็พึงเข้าใจว่า นางนั่งอยู่ใน สำนัก พวกภิกษุณีผู้เถระ.
ครั้นจัดเสร็จแล้ว นายสาฬหะหลานมิคารมาตา ได้ให้คนไปแจ้งภัตตกาล แก่ภิกษุณีสงฆ์ ว่าได้เวลาอาหารแล้ว เจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.
ภิกษุณีสุนทรีนันทาทราบได้ดีว่า นายสาฬหะ หลานมิคารมาตา ไม่ได้ทำอะไร มากมาย ได้ตกแต่งภัตตาหารไว้ถวายภิกษุณีสงฆ์ ด้วยเธอมีความประสงค์จะ ประทุษร้ายเรา ถ้าเราไป ความอื้อฉาวจักมีแก่เรา จึงใช้ภิกษุณีอันตวาสินีไป ด้วยสั่งว่า เธอจงไปนำบิณฑบาตมาให้เรา และผู้ใดถามถึงเราเธอจงบอกว่าอาพาธ.
ภิกษุณีอันเตวาสินีนั้นรับคำสั่งของภิกษุณีสุนทรีนันทา แล้วว่าดีแล้วพระแม่เจ้า.
สมัยนั้น นายสาฬหะ หลานมิคารมาตา ยืนคอยอยู่ที่ซุ้มประตูข้างนอก ถามถึง ภิกษุณีสุนทรีนันทาไปข้างไหน ขอรับ แม่เจ้าสุนทรีนันทา ไปข้างไหน ขอรับ?
เมื่อเขาถามถึงอย่างนี้แล้ว ภิกษุณีอันเตวาสินีของนางสุนทรีนันทา ตอบกะเขา ดังนี้ว่า อาพาธค่ะ ดิฉันจักนำบิณฑบาตไปถวาย.
ครั้งนั้นเขาคิดว่า การที่เราได้ตกแต่งอาหารถวายภิกษุณีสงฆ์ ก็เพราะเหตุ แม่เจ้าสุนทรีนันทา จึงสั่งคนให้เลี้ยงดูภิกษุณีสงฆ์แล้ว เลี่ยงไปทางสำนักภิกษุณีสงฆ์.
ก็สมัยนั้น ภิกษุณีสุนทรีนันทายืนคอยมองนายสาฬหะ หลานมิคารมาตา อยู่ข้างนอกซุ้มประตูวัด นางเห็นเขาเดินมาแต่ไกลจึงหลบเข้าสู่สำนัก นอนคลุมศีรษะ อยู่บนเตียง.
ครั้นเขาเข้าไปหาแล้ว ได้ถามนางว่า แม่เจ้าไม่สบายหรือขอรับ ทำไมจึงจำวัด เสียเล่า?.
นางตอบว่า นาย การที่สตรีรักใคร่กับคนที่เขาไม่รักตอบ ย่อมเป็นเช่นนี้ แหละค่ะ.
เขากล่าวว่า ทำไมผมจะไม่รักแม่เจ้า ขอรับ แต่ผมหาโอกาสที่จะประทุษร้าย แม่เจ้าไม่ได้แล้วมีความกำหนัด ได้ถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย กับนางภิกษุณี สุนทรีนันทา ผู้มีความกำหนัด.
ก็สมัยนั้นแล ภิกษุณีรูปหนึ่งผู้ชราทุพพลภาพ เท้าเจ็บ นอนอยู่ไม่ห่างจาก ภิกษุณีสุนทรีนันทา นางภิกษุณีนั้นได้แลเห็นนายสาฬหะ หลานมิคารมาตา ถึงความ เคล้าคลึงด้วยกายกับภิกษุณีสุนทรีนันทาผู้กำหนัด ครั้นเห็นแล้วจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนแม่เจ้าสุนทรีนันทา จึงได้มีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึง ด้วยกายของบุรุษ บุคคลผู้กำหนัดเล่า.
ครั้งนั้นแล นางภิกษุณีนั้น ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย. บรรดาภิกษุณี ผู้มีความมักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน แม่เจ้าสุนทรีนันทา จึงได้มีความกำหนัดยินดี การเคล้าคลึง ด้วยกายของบุรุษบุคคล ผู้กำหนัดเล่า.
ครั้งนั้นแล นางภิกษุณีเหล่านั้น จึงแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุเหล่านั้นพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุณีสุนทรีนันทา จึงได้มีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย ของบุรุษ บุคคลผู้มีความกำหนัดเล่า.
ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
2) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีสุนทรีนันทามีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกาย ของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด จริงหรือ?.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
3) ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ ภิกษุณี สุนทรีนันทา ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุณี สุนทรีนันทา จึงได้มีความกำหนัด ยินดีการเคล้าคลึงด้วยกายของบุรุษ บุคคลผู้กำหนัดเล่า การกระทำของนางนั่นไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของนาง เป็นไปเพื่อความ ไม่เลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อ ความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวก ที่เลื่อมใสแล้ว.
ครั้นพระองค์ทรงติเตียนภิกษุณีสุนทรีนันทา โดยอเนกปริยายแล้ว จึงตรัสโทษ แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคน ไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่ง ความเป็นคน เลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย แล้วทรง กระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุณีทั้งหลาย
อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มภิกษุณีผู้เก้อยาก ๑
เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุณีผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑
เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑
เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑
เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑
เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกภิกษุณี จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
4) พระบัญญัติ
๕. ๑. อนึ่ง ภิกษุณีใด มีความกำหนัด ยินดีการลูบก็ดี คลำก็ดี จับก็ดี ต้องก็ดี บีบเคล้นก็ดี ของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด ใต้รากขวัญ* ลงไป เหนือเข่าขึ้นมา แม้ภิกษุณีนี้ ก็เป็นปาราชิก ชื่ออุพภชานุมัณฑลิกา หาสังวาสมิได้
* ใต้กระดูกไหปลาร้า
เรื่องภิกษุณีสุนทรีนันทา จบ.
5) สิกขาบทวิภังค์ (ส่วนขยายสิกบท)
[๒] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติ อย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.
บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าทรงผืนผ้า ที่ถูก ทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุณี โดยสมญา ชื่อ ภิกษุณี โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นเอหิภิกษุณี ชื่อ ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้อุปสมบทแล้ว ด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุณีเพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นพระเสขะ.
ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่า เป็นผู้อัน สงฆ์สองฝ่าย พร้อมเพรียงกันอุปสมบท ให้ด้วยญัตติจตุถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะบรรดา ภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีอันสงฆ์สองฝ่าย พร้อมเพรียงกัน อุปสมบทให้ ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.
ที่ชื่อว่า มีความกำหนัด ได้แก่หญิงหรือชายมีความกำหนัดมาก มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์.
ที่ชื่อว่า บุรุษบุคคล ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ผู้ชาย ไม่ใช่เปรตผู้ชาย ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นคนรู้ความ เป็นผู้สามารถ เพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย.
บทว่า ใต้รากขวัญลงไป คือ เบื้องต่ำแห่งรากขวัญลงไป.
บทว่า เหนือเข่าขึ้นมา คือ เบื้องบนแห่งมณฑลเข่าขึ้นมา.
ที่ชื่อว่า ลูบ คือ เพียงลูบไป.
ที่ชื่อว่า คลำ คือ จับเบาๆ ไปข้างโน้นข้างนี้.
ที่ชื่อว่า จับ คือ เพียงจับตัว
ที่ชื่อว่า ต้อง คือ เพียงถูกต้องตัว.
บทว่า ยินดี ... การบีบเคล้นก็ดี คือยินดีการจับต้องอวัยวะ แล้วบีบเคล้น.
บทว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาค ตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน.
คำว่า เป็นปาราชิก อธิบาย บุรุษถูกตัดศีรษะแล้วไม่อาจมีสรีระคุมกันนั้น เป็นอยู่ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุณีก็ฉันเหมือนกัน มีความกำหนัด ยินดีการลูบก็ดี คลำก็ดี จับก็ดี ต้องก็ดี บีบเคล้นก็ดี ของบุรุษบุคคลผู้กำหนัด ใต้รากขวัญลงไป เหนือเข่าขึ้นมา ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นธิดาของพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก
บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่าสังวาส ได้แก่กรรมที่พึงกระทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับ ภิกษุณีนั้น เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้
6) บทภาชนีย์ (ข้อห้าม การจำแนก การขยายความ)
[๓] เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความกำหนัด ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกกายด้วยกาย ใต้รากขวัญลงไปเหนือเข่าขึ้นมา ภิกษุณีต้องอาบัติปาราชิก.
ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ถูกกายด้วยของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ด้วยของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ถูกกายด้วยของที่โยนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ด้วยของที่โยนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ถูกของที่โยนให้ ด้วยของที่โยนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๔] กายต่อกายถูกกัน เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ภิกษุณีต้อง อาบัติถุลลัจจัย.
ของที่เนื่องด้วยกายกับกายถูกกัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
กายกับของที่เนื่องด้วยกายถูกกัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกาย กับของที่เนื่องด้วยกายถูกกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. โยนของไปถูกกายต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๕] ฝ่ายหนึ่งมีความกำหนัด กายต่อกายถูกกัน ใต้รากขวัญลงไป เหนือเข่า ขึ้นมา ภิกษุณีต้องอาบัติถุลลัจจัย.
กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกาย ถูกกายต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกาย ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๖] กายถูกกาย เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๗] เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความกำหนัด จับต้องกายด้วยกาย ของยักษ์ก็ดี เปรตก็ดี บัณเฑาะก็ดี สัตว์ดิรัจฉานที่มีกายคล้ายมนุษย์ก็ดี ใต้รากขวัญลงมา เหนือเข่าขึ้นไป ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกาย ถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไป ถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๘] ถูกกายด้วยกาย เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
กายถูกของ ที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๙] ฝ่ายหนึ่งมีความกำหนัด
ถูกกายด้วยกาย ใต้รากขวัญลงมา เหนือเข่าขึ้นไป ต้องอาบัติทุกกฏ.
กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติ-ทุกกฏ.
[๑๐] กายถูกกาย เหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
กายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่เนื่องด้วยกายถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของไปถูกกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
โยนของถูกของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ของที่โยนไปถูกของที่โยนมา ต้องอาบัติทุกกฏ.
7) อนาปัตติวาร (ข้อยกเว้น)
[๑๑] ภิกษุณีไม่ตั้งใจ ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ ไม่ยินดี ๑ วิกลจริต ๑ มีจิตฟุ้งซ่าน ๑ กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุณีอาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล
|