พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๑๙
(พระสูตรเต็ม)
ยถาภูตญาณทัสสนะ ตรัสกับปัญจวัคคีย์
(ขันธ์ 5 แต่ละขันธ์ ประกอบด้วย 11 ลักษณะ)
1) รูป อย่างใดอย้างหนึ่ง (ประกอบด้วย 11 ลักษณะ)
1. รูปในอดีต (ที่ล่วงมาแล้ว)
2. รูปในอนาคต (ที่ยังมาไม่ถึง)
3. รูปในปัจจุบัน (ที่กำลังปรากฏ)
4. รูปภายใน (ในตัวเรา)
5. รูปภายนอก (สิ่งของ/คนอื่น/ที่เข้าไปยึดถือ/พอใจในรูปนั้น)
6. หยาบ (สัมผัสได้ง่าย เช่น ร่างกาย)
7. ละเอียด (สัมผัสยาก เช่น สภาวะของธาตุ)
8. เลว (รูปที่ก่อให้เกิดกิเลส/ไม่สวยงาม)
9. ประณีต (รูปที่สวยงาม/น่าพอใจ)
10.ไกล (รูปที่มองไม่เห็น/อยู่ห่างออกไป/ที่เข้าไปยึดถือ/พอใจในรูปนั้น)
11.ใกล้ (รูปที่อยู่ตรงหน้า)
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป
เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
------------------------------------------------------------------------------------------
2) เวทนา อย่างใดอย่างหนึ่ง (สุข-ทุกข์-อทุกขมสุข)
1. เวทนาที่เป็นอดีต (ที่ล่วงมาแล้ว)
2.
เวทนาอนาคต (ที่ยังมาไม่ถึง)
3. เวทนาปัจจุบัน (ที่กำลังปรากฏ)
4. เวทนาภายใน (ในตัวเรา/เรารู้สึกอยู่ในใจ)
5. เวทนาภายนอก (เช่นเห็นคนอื่นมีสุข เราก็มีความสุขไปด้วย)
6. เวทนาหยาบ (เช่นเจ็บปวดขั้นรุนแรง หรือดีใจจนน้ำตาไหล)
7. เวทนาละเอียด (เช่นรู้สึกสงบขณะนั่งสมาธิ หรือรู้สึกเฉยๆขณะทำงานเพลินๆจนลืมตัว)
8. เวทนาเลว(ความรู้สึกที่มาพร้อมกิเลสเช่นสะใจที่เห็นคู่อริพ่ายแพ้/สุขจากเสพสุรา/ติดยา)
9. เวทนาประณีต (ความรู้สึกที่สะอาดปราศจากกิเลสเช่นสุขใจจากทำทาน รักษาศีล)
10. เวทนาไกล (เสียใจอย่างหนักกับเรื่องราวในอดีต ที่ไกลจากสภาวะปัจจุบันมาก)
11. เวทนาใกล้ (ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้เช่น ความรู้สึกเฉยๆตอนนี้กับก่อนหน้านี้)
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่า เวทนา
เธอทั้งหลาย พึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
------------------------------------------------------------------------------------------
3) สัญญา อย่างใดอย่างหนึ่ง (ความจำได้หมายรู้)
1. สัญญาที่เป็นอดีต (ที่ล่วงมาแล้ว)
2. สัญญาที่เป็นอนาคต (ที่ยังมาไม่ถึง)
3. สัญญาที่เป็นปัจจุบัน (ที่กำลังปรากฏ)
4. สัญญาภายใน (จำตนเองได้ )
5. สัญญาภายนอก (จำหน้าบุตร จำหน้าพ่อแม่ จำยี่ห้อรถ จำสีได้ จำกลิ่นได้ )
6. สัญญาหยาบ (การจำสิ่งที่ชัดเจนทางกายภาพ เช่นจำรูป เสียง กลิ่น รส ที่รุนแรง)
7. สัญญาละเอียด (การจำสภาวะทางจิตที่ประณีตเช่นความรู้สึกในสมาธิ ความว่างอากาสา)
8. สัญญาเลว (ความจำที่ประกอบด้วยกิเลส เช่น จำวิธีการโกง จำคำด่าของคนอื่น)
9. สัญญาประณีต (ความจำที่เป็นบุญกุศล เช่นจำวิธีการเจริญสติความรู้สึกที่ทำบุญทำทาน)
10. สัญญาที่อยู่ไกล (ความจำที่ ระลึกได้ยาก หรืออยู่คนละขั้วกับปัจจุบัน)
11. สัญญาที่อยู่ใกล้ (ความจำที่ระลึกได้ง่าย จำได้ว่ามื้อเช้าทานข้าวกับอะไร)
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่า สัญญา
เธอทั้งหลาย พึงเห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
------------------------------------------------------------------------------------------
4) สังขารทั้งหลาย อย่างใดอย่างหนึ่ง (สังขารคือ เจตจำนง หรือ สิ่งที่ปรุงแต่งจิต)
1.
สังขารที่เป็นอดีต (ที่ล่วงมาแล้ว)
2.
สังขารที่เป็นอนาคต (ที่ยังมาไม่ถึง)
3.
สังขารที่เป็นปัจจุบัน (ที่กำลังปรากฏ)
4.
สังขารที่เป็นภายใน (ความคิดที่เกิดขึ้นในใจเราเองเช่นตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะตื่นมาใส่บาตร)
5.
สังขารที่เป็นภายนอก (การรับรู้ถึงความตั้งใจหรือพฤติกรรมของผู้อื่น)
6.
สังขารที่หยาบ (ความคิดที่รุนแรงเช่นโกรธจนอยากด่า หรือความโลภจนอยากโขมย)
7.
สังขารที่ละเอียด (ความคิดที่แผ่วเบาเช่นความสงบขณะนั่งสมาธิ หรือความคิดฟุ้งซ่าน)
8.
สังขารที่เลว (ความคิดที่เป็นอกุศล นำไปสู่ความทุกข์ เช่น เจตนาจะโกหก)
9.
สังขารที่ประณีต (ความคิดที่เป็นกุศล เช่น เจตนาจะช่วยเหลือคนที่ลำบาก)
10.
สังขารที่อยู่ไกล (ความคิดหรือเจตนนึกถึงความอาฆาต ที่เคยมีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว)
11.
สังขารที่อยู่ใกล้ (ความคิดที่กำลังปรุงแต่งอยู่เดี๋ยวนี้ เช่นตั้งใจจะอ่านข้อความนี้ ให้จบ)
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่า สังขาร
เธอทั้งหลายพึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
------------------------------------------------------------------------------------------
5) วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง (กิริยาที่รู้แจ้ง)
1.
วิญญาณที่เป็นอดีต (การรับรู้ที่ดับไปแล้ว เช่น วินาทีที่แล้วเรา )
2.
วิญญาณอนาคต (การรับรู้ที่ยังไม่เกิด เช่นจินตนาการว่าพรุ่งนี้จะได้ ยินเสียงนกร้อง )
3.
วิญญาณปัจจุบัน (การรับรู้ที่กำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ เช่น ขณะที่กำลังอ่านประโยคนี้อยู่ครับ )
4.
วิญญาณภายใน (การรับรู้ที่เกิดในตัวเราเอง เช่น เรารู้สึก เจ็บ ที่ขา)
5.
วิญญาณภายนอก (การนึกถึงหรือรับรู้การมีอยู่ของการรับรู้ของผู้อื่น เช่น เรามองเห็น เพื่อน กำลังตั้งใจฟัง เพลง (รับรู้ว่าเขามีโสตวิญญาณทำงานอยู่)
6.
วิญญาณที่หยาบ (การรับรู้ผ่านอายตนะที่กระทบกันชัดเจน เช่น เห็น แสงจ้ามาก หรือ ได้ยิน เสียงฟ้าร้อง
)
7. วิญญาณที่ละเอียด (การรับรู้ที่แผ่วเบา เช่น การรับรู้ในสมาธิที่ลึกซึ้ง (มโนวิญญาณ))
8.
วิญญาณที่เลว (การรับรู้ที่ประกอบด้วยอกุศล เช่น การรับรู้ (เห็น/ได้ยิน) ที่ทำให้เกิด ความพยาบาท )
9.
วิญญาณที่ประณีต (การรับรู้ที่ประกอบด้วยกุศล เช่น การรับรู้ขณะ ฟังธรรม หรือการรับรู้ที่เกิดจากสติปัญญา (วิปัสสนาญาณ))
10.
วิญญาณที่อยู่ไกล (การรับรู้สิ่งที่อยู่ห่างออกไป หรือสภาพการรับรู้ที่ต่างจากปัจจุบันมาก เช่น นึกถึงตอนที่เรา เห็น ทะเลเมื่อปีที่แล้ว)
11. วิญญาณที่อยู่ใกล้ (การรับรู้ที่อยู่ตรงหน้าหรือสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน เช่น การ เห็น หน้าจอมือถือที่คุณถืออยู่นี้)
ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ
เธอทั้งหลาย พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่าย แม้ใน เวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้นเมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
|