เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

รวมพระสูตร การสำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกันคราวละมากๆ 2487
 


การสำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกันคราวละมากๆ

1) ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 สำเร็จอรหันต์ (ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก)
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ปฐมเทศนา) (แสดงธรรมโดยพระศาสดา)
     เรื่องที่ทรงแสดง คือ ที่สุดสองอย่าง(กามสุข-ทรมานตน) ทางสายกลาง/ อริยสัจสี่ / ญาณทัสสนะ / อนัตตลักขณสูตร (ขันธ์๕เป็นอนัตตา)/ ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา / ยถาภูตญาณทัสสนะ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

2) ภิกษุชาวเมืองปาวา 30 รูปสำเร็จอรหันต์ (ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎก)
ติงสมัตตาสูตร (สงสารนี้กำหนด ที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้) (แสดงธรรมโดยพระศาสดา)
     สมัยเกิดเป็นสัตว์ เมื่อเธอทั้งหลาย เกิดเป็นโค ช้าง แกะ.... ถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำใน มหาสมุทรทั้ง ๔
     สมัยเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อพวกเธอ ถูกจับตัดศีรษะว่า เป็นโจรฆ่าชาวบ้าน...ฯลฯ ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

3) ภิกษุจำนวน 55 รูปสำเร็จอรหันต์ (ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก)
เรื่องยสกุลบุตร (แสดงธรรมโดยพระศาสดา)
   ยสกุลบุตร -1 ทรงแสดงอนุปุพพิกถา / อริยสัจสี่
   สหายพระยส - 4 ทรงแสดงอนุปุพพิกถา / อริยสัจสี่
   สหายคฤหัสถ์พระยส - 50 ทรงแสดงอนุปุพพิกถา / อริยสัจสี่
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
4) ภิกษุประมาณ 60 รูป สำเร็จอรหันต์ (ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ สุตตันตปิฎก)
ทวยตานุปัสสนาสูตร (แสดงธรรมโดยพระศาสดา)
     ทรงแสดง 21 หัวข้อธรรม ได้แก่ อริยสัจสี่, อุปธิ, อวิชชา, สังขาร, วิญญาณ, ผัสสะ, เวทนา, ตัณหา, อุปาทาน, ความริเริ่ม, อาหาร, ความหวั่นไหว, ตัณหา, ทิฐิ, มานะ ,รูปภพ อรูปภพ, นามรูป, นิพพาน, อารมณ์อันเป็นที่น่าพอใจ, นิพพาน-เป็นสุข, อารมณ์ ๖, วัตถุกาม , นิพพาน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
5) ภิกษุผู้เถระ 60 รูป สำเร็จอรหันต์ (ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก)
เขมกสูตร ว่าด้วยไม่มีตนในขันธ์ ๕ (แสดงธรรมโดยพระเขมกะ)
     1. การแยกแยะระหว่าง รูปนาม กับ ตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ เป็นตน (ไม่ใช่ "อัตตา") แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ยังมี "ความรู้สึกว่ามีเรา" ลอยตัวอยู่เหนือขันธ์ทั้ง 5 นั้น
     2. อุปมาดอกบัว เปรียบเหมือนขันธ์ 5 /กลิ่น เปรียบเหมือนความรู้สึกว่า "มีเรา"
     3. อุปมาเรื่อง "ผ้าที่ซักสะอาดแล้ว"..."ความถือตัวว่ามีเรา" อย่างละเอียดนั้น จะดับไปได้ ก็ต่อเมื่อ พิจารณา ความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ 5 อย่างต่อเนื่อง
     4. การพิจารณาความเกิดและความเสื่อมของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------
6) ภิกษุ 1,000 รูป (สาวกชฎิล) สำเร็จอรหันต์ (ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ สุตตันตปิฎก)
อาทิตตปริยายสูตร สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน (แสดงธรรมโดยพระศาสดา)
- อายตนะภายใน-ภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา เป็นของร้อน
- ร้อนเพราะไฟทางกิเลส
     ไฟคือราคะ (ความโลภ/ความกำหนัด)
     ไฟคือโทสะ (ความโกรธ/ความพยาบาท)
     ไฟคือโมหะ (ความหลง/ความไม่รู้จริง)
- แนวทางการปฏิบัติ: การเบื่อหน่ายและหลุดพ้น นิพพิทา วิราคะ วิมุตติ ญาณ(หยั่งรู้)

(พระสูตร อาทิตตปริยายสูตร มีทั้งพระวินัยปิฎก และ สุตตตันปิฎก แต่วินัยปิฎกส่วนแรก เป็นคำแต่งใหม่ล้วนๆ มีการแสดงอภินิหาริย์ ของพระศาสดา หลายครั้ง เช่นการต่อสู้ กับ พญานาค ต่างกับ สุตตันตปิฎก ที่ไม่มีในส่วนนี้) อ่านพระสูตรใน วินัยปิฎก : สุตตันตปิฎก


เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)
 

 


 


1)
ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 สำเร็จเป็นพระอรหันต์
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๑๔ (พระสูตรเต็ม P975)

อนัตตลักขณสูตร
พระผู้มีพระภาค แสดงธรรมให้กับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕

โดยสรุป พระศาสดาแสดงธรรมแก่ปัญจวัคคีย์ในเรื่อง
- เรื่อง ที่สุดสองอย่าง อันบรรพชิตไม่ควรเสพ (กามสุข-ทรมานตน)
- เรื่อง ทางสายกลางได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘
- เรื่อง อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
- เรื่อง ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ (รู้ทุกข์ ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง...)
- เรื่อง อนัตตลักขณสูตร (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา)
- เรื่อง ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
- เรื่อง ยถาภูตญาณทัสสนะ (รูป เวทนา สัญญา..ก็เป็นแค่สักว่า นั่นไม่ใช่ของเรา)
- ปัจวัคคีย์ทั้ง5 สำเร็จอรหันต์ ไม่ห่างกันนัก


ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ปฐมเทศนา)

1.ทรงรับสั่งว่าที่สุดสองอย่าง อันบรรพชิตไม่ควรเสพ
คือ ไม่พัวพันด้วยกามสุข และ ไม่ทำความลำบากแก่ตน (ปฏิบัติแบบทรมาน)
และไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น

2.ทรงให้ปฏิบัติทางสายกลาง
ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ 1.ปัญญาอันเห็นชอบ 2. ความดำริชอบ 3. เจรจาชอบ 4. การงานชอบ 5. เลี้ยงชีวิตชอบ 6. พยายามชอบ 7. ระลึกชอบ 8. ตั้งจิตชอบ

3.ทรงตรัสเรื่องอริยสัจสี่
   - นี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นทุกข์ ไม่ประสบกับสิ่งที่่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ สิ่งนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

  - ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ
คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วย ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

  - นี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือด้วยมรรค คือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.

  - นี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ 1.ปัญญา อันเห็นชอบ 2. ความดำริชอบ 3. เจรจาชอบ 4. การงานชอบ 5. เลี้ยงชีวิตชอบ 6. พยายามชอบ 7. ระลึกชอบ 8. ตั้งจิตชอบ

4. ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า
นี้ทุกขอริยสัจ.. ควรกำหนดรู้ ..เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว
นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ .. ควรละเสีย .. เราได้ละแล้ว
นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ .. ควรทำให้แจ้ง.. เราทำให้แจ้งแล้ว
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.. ควรให้เจริญ.. เราให้เจริญแล้ว

5. พระองค์ยืนยันถึงการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว เมื่อนั้น เราจึง ยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้ สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับ กำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป

6. ท่านพระโกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรม
ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัส ไวยากรณ ภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา

7. เหล่าภุมมเทวดา ได้บันลือเสียง
พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดา ได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกจะคัดง้างไม่ได้ เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป เป็นทอดๆ จนถึงพรหมโลก

8. ทั้งหมื่นโลกธาต สะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่
ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้ แล. ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หา ประมาณ มิได้ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.

9. โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้

10. ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมแล้ว
ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว จึงได้ทูลขอบรรพชา พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วตรัสต่อไปว่า เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำ ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด

11.ท่านพระวัปปะ และท่านพระภัททิยได้บรรลุธรรมแล้ว
ต่อมา พระผู้มีพระภาคได้ทรง ประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุที่เหลือจากนั้นด้วย ธรรมีกถา ท่านพระวัปปะ และท่านพระภัททิยะ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ว่า สิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา จากนั้นทั้งสองจึงทูลขอบรรพชา

12. ท่านพระมหานามะ และ ท่าน พระอัสสชิ ได้บรรลุธรรมแล้ว
วันต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนด้วยธรรมีกถาอยู่ ดวงตา เห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินได้เกิดขึ้นแก่ ท่านพระมหานามะ และ ท่าน พระอัสสชิ ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับ เป็นธรรมดา ท่านทั้งสองได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว จึงได้ขอบรรพชา

13. ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่อ อาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็น อย่างนั้นเลย .. เวทนาเป็นอนัตตา...สัญญาเป็นอนัตตา...สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา
... วิญญาณเป็นอนัตตา

14. ทรงแสดง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
พวกเธอสำคัญความนั้น เป็นไฉน
รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา

15. ตรัสให้พิจารณาโดย ยถาภูตญาณทัสสนะ
เพราะเหตุนั้นแล รูป อย่างใด อย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือ ภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.. เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ..สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง ..วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ตรัสอย่างเดียวกัน

16. เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด ย่อมหลุดพ้น

อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ใน สัญญา แม้ในสังขารทั้งหลาย แม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้นเมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว

17. ชาติสิ้นแล้ว กิจที่ทำได้ทำเสร็จแล้ว
อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้วกิจ ที่ควรทำได้ทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มี

18. พระปัญจวัคคีย์สำเร็จเป็นพระอรหันต์

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลินภาษิตของ ผู้มีพระภาค เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์พ้น แล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น

19. ครั้งนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖ องค์
1.ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
2 ท่านพระโกณทัญญะ
3.ท่านพระวัปปะ
4.ท่านพระภัททิยะ
5.ท่านพระมหานามะ
6.ท่านพระอัสสชิ

(พระสูตรเต็ม P975)


2) ภิกษุชาวเมืองปาวาประมาณ ๓๐ รูป สำเร็จอรหันต์
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๖ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๘๖
(พระสูตรเต็ม P575)

ติงสมัตตาสูตร
สงสารนี้กำหนด ที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้

ตรัสกับ
ภิกษุชาวเมืองปาวา ประมาณ ๓๐ รูป

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้ยังมีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอจะสำคัญ ความข้อนั้น เป็นไฉน โลหิตที่หลั่งไหลออก ของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ซึ่งถูกตัดศีรษะ โดยกาลนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้ง๔ สิ่งไหนจะมากกว่ากัน

(สมัยเกิดเป็นสัตว์) เมื่อเธอทั้งหลาย

เกิดเป็นโค
ถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เกิดเป็นกระบือ ถูกตัดศีรษะตลอดกาลนานโลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เกิดเป็นแกะ
ถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เกิดเป็นแพะ
ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เกิดเป็นเนื้อ
ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เกิดเป็นสุกร
ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออก มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เกิดเป็นไก่ ซึ่งถูกตัดศีรษะตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหลออก มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

(สมัยเกิดเป็นมนุษย์) เมื่อพวกเธอ ถูกจับตัดศีรษะว่า

เป็นโจรฆ่าชาวบ้าน ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เป็นโจรคิดปล้น ตลอดกาลนาน โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

เป็นโจรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น โลหิตที่หลั่งไหล มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔

ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่าสงสารนี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้... ฯลฯ.. พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุ ชาวเมือง ปาวา ประมาณ ๓๐ รูป พ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

(พระสูตรเต็ม P575)


3) ยสกุลบุตร ๑ สหายพระยส ๔ คฤหัสถ์พระยส ๕๐ (รวม ๕๕) สำเร็จอรหันต์
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๒๔ (พระสูตรฉบับเต็ม P310 )

เรื่องยสกุลบุตร (ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ)
แสดงธรรมโดยพระศาสดา

ยสกุลบุตร ๑ (สำเร็จพระอรหันต์)
สหายพระยส ๔ (สำเร็จพระอรหันต์)
สหายคฤหัสถ์พระยส ๕๐ (สำเร็จพระอรหันต์)

1. ยสกุลบุตร ลูกเศรษฐีคหบดี จิตหลุดพ้น

1) ทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา 
- โทษความต่ำทราม
- ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย
- อานิสงส์ในความออกจากกาม

2) ทรงแสดง อริยสัจสี่
เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิต เบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้วจึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย  นิโรธ  มรรค ยสกุลบุตร เกิดดวงตาเห็นธรรม (บรรลุโสดาบัน) ปราศจากธุลีปราศจาก มลทิน ว่าสิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา

3) ยสกุลบุตรฟังธรรมซ้ำเป็นครั้งที่สอง จิตหลุดพ้น
คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดง อนุปุพพิกถา และอริยสัจสี่ แก่ บิดาของยสกุลบุตร
จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาภูมิธรรม ตามที่ตนได้เห็นแล้ว  ได้รู้แจ้งแล้ว ก็พ้นจาก อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น (ยสกุลบุตรสำเร็จอรหันต์)

สมัยนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๗ องค์
ตถาคต ๑
ปัญจวัคคีย์ ๕
ยสกุลบุตร ๑


(อ่านพระสูตรฉบับเต็ม P310)

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๒๔

2. สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยส จิตหลุดพ้น (เรื่องยสกุลบุตร)

(โดยย่อ)

สหายคฤหัสถ์ ๔ คนของพระยส คือ วิมล ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ ควัมปติ ๑ เป็นบุตรของสกุลเศรษฐีสืบๆมา ในพระนครพาราณสี ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรปลงผม และหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว

1) พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ อานิสงส์ ในความ ออกจากกาม
2) ทรงประกาศพระธรรมเทศนา คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (อริยสัจสี่)
3) พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว (บรรลุโสดาบัน)

สหายพระยสทั้ง ๔ คน ทูลขอบรรพชา

ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา

เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาท สั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น

สมัยนั้น มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๑๑ องค์
ตถาคต ๑
ปัญจวัคคีย์ ๕
ยสกุลบุตร ๑

สหายพระยส ๔

(อ่านพระสูตรฉบับเต็ม P310 )

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๒๔

3. สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส ๕๐ คน จิตหลุดพ้น (เรื่องยสกุลบุตร)

(โดยย่อ)

สหายคฤหัสถ์ของท่านพระยส  เป็นชาวชนบทจำนวน ๕๐ คน  เป็นบุตรของสกุล เก่าสืบๆ  กันมา ได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตร ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ  ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิตแล้ว

1) พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อนุปุพพิกถา แก่พวกเขาคือทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และ อานิสงส์ ในความ ออกจากกาม
2) ทรงประกาศพระธรรมเทศนา คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (อริยสัจสี่)
3) พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว (บรรลุโสดาบัน) 

สหายพระยส ๕๐ คน ทูลขอบรรพชา

ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาทสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา

เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประทานโอวาท สั่งสอนภิกษุเหล่านั้น ด้วยธรรมีกถา จิตของภิกษุเหล่านั้น พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น

สมัยนั้น  มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๖๑ องค์
ตถาคต ๑
ปัญจวัคคีย์ ๕
ยสกุลบุตร ๑

สหายพระยส ๔
สหายคฤหัสถ์พระยส ๕๐

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม P310


4) ภิกษุประมาณ ๖๐ รูป หลุดพ้นแล้วจากอาสวะ
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ หน้า ๔๒๑ (พระสูตรฉบับเต็ม P1439)

ทวยตานุปัสสนาสูตร

แสดงธรรมพระผู้มีพระภาค

(โดยย่อ)

1. อริยสัจสี่
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี นี้เป็นข้อที่ ๒

2. อุปธิ
การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ทุกข์.. ย่อมเกิดขึ้น เพราะ อุปธิปัจจัย นี้เป็นข้อ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า เพราะอุปธิทั้งหลายดับไปเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

3. อวิชชา
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์..ย่อมเกิดขึ้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอวิชชานั่นเองดับไป..โดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

4. สังขาร
การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า เพราะสังขารทั้งหลายดับไป เพราะสำรอกโดยไม่มีเหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

5. วิญญาณ
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะวิญญาณดับ เพราะสำรอกโดยไม่เหลือทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

6. ผัสสะ
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์...ย่อมเกิดเพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะผัสสะดับ เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

7. เวทนา
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะเวทนาดับ เพราสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

8. ตัณหา
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้น เพราะ ตัณหาเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะตัณหาดับ เพราะสำรอกโดย ไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

9. อุปาทาน
การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้นเพราะ อุปาทาน เป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปาทานดับ เพราะสำรอกโดยไม่เหลือทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

10. ความริเริ่ม
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์..ย่อมเกิดขึ้น เพราะ ความริเริ่มเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะการริเริ่ม ดับ เพราะสำรอกโดยไม่เหลือทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

11. อาหาร
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอาหารดับ เพราะสำรอกโดย ไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

12. ความหวั่นไหว
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์...ย่อมเกิดขึ้นเพราะความหวั่นไหวเป็นปัจจัย นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะความหวั่นไหว ดับไป เพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ทุกข์จึงไม่เกิด นี้เป็นข้อที่ ๒

13. ตัณหา ทิฐิ มานะ
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ความดิ้นรน ย่อมมีแก่ผู้อัน ตัณหา ทิฐิ และมานะ อาศัยแล้ว นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆว่า ผู้ที่ตัณหา ทิฐิ และมานะ ไม่อาศัยแล้ว ย่อมไม่ ดิ้นรน นี้เป็นข้อที่ ๒

14. รูปภพ อรูปภพ
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า อรูปภพ ละเอียดกว่า รูปภพ นี้เป็นข้อที่ ๑
การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นิโรธ ละเอียดกว่า อรูปภพ นี้เป็นข้อ ๒

15. นามรูป
นามรูป ที่โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก เทวดา และมนุษย์เล็งเห็นว่า นามรูปนี้ เป็นของจริง
แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย เห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นามรูปนั่น เป็นของเท็จ

16. นิพพาน
นิพพานที่โลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นิพพานนี้ เป็นของเท็จ
แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย เห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นิพพานนั้น เป็นของจริง

17. อารมณ์อันเป็นที่น่าพอใจ(อิฏฐารมณ์)
อิฏฐารมณ์ ที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก..เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า เป็นสุข
แต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย เห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นทุกข์

18. นิพพาน-เป็นสุข
นิพพาน ที่โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก เทวดาและมนุษย์เล็งเห็นว่า นี้เป็นทุกข์
พระอริยะเจ้า ทั้งหลายเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นสุข

19. อารมณ์ ๖ (ความพอใจใน รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ ธรรมารมณ์)
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อม
  เห็นอารมณ์ ๖ ที่เกิดขึ้น ที่โลก พร้อมทั้งเทวโลก เทวดาและมนุษย์ สมมติกันว่า เป็นสุข
  เห็นอารมณ์ ๖ ที่ดับไป สมมติกันว่า เป็นทุกข์
พระอริยะเจ้าผู้ได้สดับ ย่อม
  เห็นอารมณ์ ๖ ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นทุกข์
  เห็นอารมณ์ ๖ ที่ดับไป ว่าเป็นสุข

20. วัตถุกาม
ชนเหล่าอื่น กล่าววัตถุกาม (ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ) โดยความเป็นสุข
ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าว วัตถุกามนั้น โดยความเป็นทุกข์

21. นิพพาน
ชนเหล่าอื่น กล่าวนิพพานใด โดยความเป็นทุกข์
ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้ง กล่าวนิพพานนั้นโดยความเป็นสุข

ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความมืดตื้อ ย่อมมีแก่ชนพาลทั้งหลายผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติ เปิดเผยแก่สัตบุรุษ เหมือนอย่างแสงสว่างนั้น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ใกล้

พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้น มีใจชื่นชมยินดี จิตของภิกษุประมาณ ๖๐ รูป หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้แล

(พระสูตรฉบับเต็ม P1439)


5) ภิกษุผู้เถระ ๖๐ รูป จิตหลุดพ้น
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๒๓ (พระสูตรฉบับเต็ม P1621)

เขมกสูตร
ว่าด้วยไม่มีตนในขันธ์ ๕
แสดงธรรมโดยท่านพระเขมกะ

(โดยย่อ)

1. การแยกแยะระหว่าง "รูปนาม" กับ "ตัวตน"
พระเขมกะอธิบายว่า ท่านไม่ได้มองว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ เป็นตน (ไม่ใช่ "อัตตา") แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ยังมี "ความรู้สึกว่ามีเรา" (อัสมิมานะ) ลอยตัวอยู่เหนือขันธ์ทั้ง 5 นั้น

2. อุปมาเรื่อง "กลิ่นดอกบัว"
นี่คือหัวใจของพระสูตรนี้ ท่านเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพว่า
   ดอกบัว เปรียบเหมือนขันธ์ 5
   กลิ่น เปรียบเหมือนความรู้สึกว่า "มีเรา"
   คำอธิบาย กลิ่นหอมนั้นไม่ได้อยู่ที่กลีบดอก ไม่ได้อยู่ที่ก้าน หรืออยู่ที่เกสร เพียงอย่างเดียว แต่กลิ่นนั้นซ่านออกมาจากดอกบัวทั้งหมด เช่นเดียวกัน ท่านไม่ได้มองว่า กายหรือใจ คือตัวตน แต่ "ความถือตัวว่าเรามีอยู่"ยังคงอบอวลอยู่

3. อุปมาเรื่อง "ผ้าที่ซักสะอาดแล้ว"
ท่านอธิบายถึงกระบวนการละกิเลสขั้นสุดท้าย (จากพระอนาคามีสู่พระอรหันต์) ว่า:
   เปรียบเหมือนผ้าที่สกปรก เมื่อนำไปซักด้วยน้ำด่างและล้างจนสะอาดแล้ว กลิ่นของน้ำด่าง (หรือกลิ่นคราบเก่า) ยังคงติดอยู่ที่ผ้า
   ต้องนำผ้านั้นไปเก็บไว้ในหีบอบ หรือทิ้งไว้สักพัก กลิ่นนั้นถึงจะจางหายไปเอง
   ความหมาย แม้พระอริยบุคคลจะละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5) ได้แล้ว แต่ "ความถือตัวว่ามีเรา" (อัสมิมานะ) อย่างละเอียดนั้น จะดับไปได้ก็ต่อเมื่อ พิจารณา ความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ 5 อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

4. การพิจารณาความเกิดและความเสื่อม
พระเขมกะชี้ให้เห็นว่า เมื่อภิกษุพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่า "รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้" (รวมถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในที่สุด "อัสมิมานะ" (ความถือว่ามีเรา) ที่เหลืออยู่น้อยนิดนั้นจะถูกถอนออกไปเอง โดยสิ้นเชิง

บทสรุป ในขณะที่พระเขมกะกำลังแสดงธรรมอยู่นั้น ทั้งตัวท่านเองและพระเถระผู้ฟังทั้ง 60 รูป ต่างก็พิจารณาตามจน "จิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน" สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้งหมด

(ข้อความโดยย่อนี้เป็นการสรุปจากการถาม ai)

(พระสูตรฉบับเต็ม P1621)


6) ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป จิตหลุดพ้น
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๘-๑๙ (พระสูตรเต็ม P1528)

อาทิตตปริยายสูตร สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
แสดงธรรมโดยพระศาสดา

"สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน"

1. สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน สิ่งทั้งปวงในที่นี้หมายถึง
1.อายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2.อายตนะภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
3.วิญญาณ - การรับรู้ที่เกิดจากอายตนะเหล่านั้น
4.สัมผัส การกระทบกันระหว่างอายตนะ
5.เวทนา ความรู้สึกที่เกิดขึ้น (สุข, ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์)

2. ร้อนเพราะอะไร? (เหตุแห่งความร้อน)
พระองค์ทรงขยายความว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ร้อนด้วยไฟทางกายภาพ แต่ "ร้อนด้วยไฟทางกิเลส" ได้แก่
ไฟคือราคะ (ความโลภ/ความกำหนัด)
ไฟคือโทสะ (ความโกรธ/ความพยาบาท)
ไฟคือโมหะ (ความหลง/ความไม่รู้จริง)
นอกจากนี้ยังร้อนเพราะความทุกข์ทางธรรมชาติ คือ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศกเศร้า ความรำพรรณ และความคับแค้นใจ

3. แนวทางการปฏิบัติ: การเบื่อหน่ายและหลุดพ้น
เมื่ออริยสาวก (ผู้ฟังธรรม) ได้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของร้อนและเผาลนจิตใจอยู่เสมอ จะเกิดกระบวนการทางจิตดังนี้:
นิพพิทา เกิดความเบื่อหน่ายในอายตนะและผัสสะทั้งหลาย
วิราคะ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายความกำหนัด (ความยึดติด)
วิมุตติ เมื่อคลายความกำหนัด จิตก็หลุดพ้น
ญาณ เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า "หลุดพ้นแล้ว" ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุเหล่านั้น ต่างชื่นชม ยินดี ภาษิต ของพระผู้มีพระภาค ก็แหละเมื่อพระองค์ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น ต่างมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่นดังนี้แล

สรุปข้อคิดสำคัญ
พระสูตรนี้สอนให้เรามองโลกตามความเป็นจริงว่า ความสุขทางประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) นั้นมีพื้นฐานมาจากความเร่าร้อน หากเราเข้าไปยึดถือว่าเป็น "เรา" หรือ "ของเรา" เราจะถูกไฟกิเลสเผาลนไม่จบสิ้น การฝึกจิตให้รู้เท่าทันความร้อนเหล่านี้ จะนำไปสู่ความสงบเย็น (นิพพาน) ในที่สุด

หมายเหตุ พระสูตรนี้ทรงเลือกเทศนาแก่ ชฎิล 3 พี่น้อง* เพราะเดิมทีคนกลุ่มนี้ เป็นนักบวชที่บูชาไฟอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงใช้ "ไฟ" เป็นสื่อในการสอน เพื่อให้ เข้าถึงใจผู้ฟังได้ง่ายที่สุด

(พระสูตรชฎิล 3 พี่น้อง อยู่ในพระวินัยปิฎก ที่มีคำแต่งใหม่มากมาย ตามที่อ้างอิงด้านล่าง P405)


(พระวินัยปิฎก)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๓๖-๕๐

เรื่องชฎิล ๓ พี่น้อง
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม
P405

(พระสูตรนี้ มี 2 ส่วน)
พระศาสดาแสดงปาฎิหาริย์ - ส่วนที่ 1 (เป็นคำแต่งใหม่/อรรถกา P405)
พระศาสดาแสดงธรรม - ส่วนที่ 2
(คำสอนที่เป็นพุทธวจน P1528)


พระวินัยมีการแต่งเติม (พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๓๖-๕๐)
พระสูตร ข้อที่ [๓๗]- [๕๔] ฉบับพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ เป็นการแสดงปาฏิหาริย์ ของพระศาสดา ถึง 13 ครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติ พิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นการ แต่งเพิ่ม เข้ามาภายหลัง (อรรถกถา) โดยเฉพาะ ปาฏิหาริย์ครั้งที่ ๑ เป็นการต่อสู้กับ พญานาค ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะเบียดเบียนสัตว์และการที่ใช้ฤทธิ์ ขดพญานาค ให้มาอยู่ในบาตรของพระองค์ ยิ่งเป็นเรื่องไม่บังควร ขัดกับที่ทรงบัญญัติ ห้ามนำบาตรใส่ เนื้อสัตว์เช่นเนื้อเสือ เนื้อช้าง เนื้องู ฯลฯ

ส่วนข้อที่ [๕๕] ในอาทิตตปริยายสูตร (เนื้อหาที่เป็นพุทธวจน) เป็นแสดงธรรม แก่ เหล่าชฎิล โดยย่อคือ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ 
ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตหลุดพ้น จิตของภิกษุ ๑๐๐๐ รูปนั้นพ้นแล้วจากอาสวะ ทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ซึ่งข้อที่ ๕๕ นี้ มีในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ (สุตตันตปิฎก) หน้า ๑๘-๑๙ ใช้ชื่อสูตรเดียวกัน คือ อาทิตตปริยายสูตร มีเนื้อหาว่า ด้วยสิ่งทั้งปวง เป็นของร้อน แต่ไม่มีในส่วนที่แสดงปาฎิหาริย์เหมือนกับวินัยปิฎก (คลิก)



  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์