เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  AI กับพระไตรปิฎก
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ถาม AI :
ช่วยสรุป พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ เขมกสูตร ว่าด้วยไม่มีตนในขันธ์ ๕

AI_075

 

1)
ช่วยสรุป พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ เขมกสูตร ว่าด้วยไม่มีตนในขันธ์ ๕

คำตอบจากAI


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ (สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค) เขมกสูตร เป็นพระสูตรที่มีความสำคัญมากในการอธิบายความแตกต่างระหว่าง "ความเข้าใจในหลักการ" กับ "การบรรลุธรรมจริงๆ" โดยมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้ครับ

1. เหตุการณ์เริ่มต้น
พระธรรมทินนะและเหล่าภิกษุผู้อาวุโส เดินทางไปเยี่ยม พระเขมกะ ซึ่งกำลังอาพาธหนัก อยู่ที่พะทัปปะวิหาร ท่านเหล่านั้นส่งตัวแทนมาถามอาการ และถามถึงความก้าวหน้า ในการปฏิบัติธรรมของพระเขมกะว่า ท่านยังละความถือตัวว่าเป็น "เรา" (อัสมิมานะ) ได้หรือยัง?

2. คำตอบของพระเขมกะ (จุดสำคัญของสูตร)
พระเขมกะตอบคำถามที่น่าสนใจมาก ซึ่งทำให้พระเถระรูปอื่นๆ ถึงกับต้องเดินมา สนทนากับ ท่านด้วยตัวเอง โดยท่านสรุปใจความสำคัญไว้ว่า:

-ไม่เห็นตนในขันธ์ 5 ท่านยืนยันว่าท่านไม่ได้มองว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ เป็นตัวตน (ไม่เห็นว่าเป็น "เรา")

-ยังมี "ความรู้สึกว่ามีเรา" เหลืออยู่ แม้ท่านจะรู้ว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตน แต่ท่านสารภาพว่า "ความรู้สึกว่า มีเรา (I am)" ในสังโยชน์ 5 ประการที่เหลืออยู่นั้น ยังไม่ถูกถอนออกไปโดยสิ้นเชิง

3. อุปมาที่ลึกซึ้ง (ดอกบัว และ เสื้อผ้า)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน พระเขมกะได้ยกอุปมา 2 อย่างที่กลายเป็นหัวใจของพระสูตรนี้:

อุปมากลิ่นดอกบัว กลิ่นของดอกบัวไม่ได้อยู่ที่กลีบ ไม่ได้อยู่ที่ก้าน หรืออยู่ที่เกสร เพียงอย่างเดียว แต่มันคือ "กลิ่นของดอกบัว" ในภาพรวม เช่นเดียวกับความรู้สึกว่า "มีเรา" ที่ยังอบอวลอยู่แม้จะแยกแยะขันธ์ 5 ออกแล้วก็ตาม

อุปมาการซักผ้า แม้ช่างซักฟอกจะซักผ้าด้วยน้ำผสมด่างจนสะอาดมองเห็นว่าขาวแล้ว แต่ "กลิ่นของน้ำด่างหรือกลิ่นคราบเก่า" ยังคงติดอยู่เล็กน้อย ต้องนำไปเก็บไว้ในหีบ อบกลิ่นสักพัก กลิ่นเหล่านั้นจึงจะหายไปสิ้นเชิง

การเปรียบเทียบ การที่อริยสาวกเห็นการเกิดดับของขันธ์ 5 แม้จะละความเห็นผิด (ทิฐิ) ได้แล้ว แต่ "มานะ" หรือความถือตัวส่วนละเอียด ต้องอาศัยการพิจารณาซ้ำๆ จนกว่าจะดับไปเอง

4. บทสรุป
ในขณะที่พระเขมกะ กำลังแสดงธรรมเรื่องการละมานะนี้เอง จิตของท่านก็หลุดพ้น จากอาสวะ (บรรลุเป็นพระอรหันต์) รวมถึงภิกษุผู้ฟังอีก 60 รูปก็ได้บรรลุธรรมพร้อมกัน ในขณะนั้นด้วย

สรุปประเด็นหลักที่ได้จากพระสูตรนี้

ความรู้ท่วมหัว ไม่เท่ากับการละได้ขาด การรู้ตามตำราว่า "ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตน" เป็นระดับหนึ่ง แต่การถอนความรู้สึกว่า "มีเรา" (อัสมิมานะ) ออกจากใจจริงๆ ต้องใช้การภาวนา ที่ละเอียดกว่า

อัสมิมานะ (ความถือตัวว่ามีเรา) เป็นสังโยชน์ข้อละเอียดที่ละได้ยากที่สุด และจะถูกกำจัดออกไป เป็นลำดับสุดท้ายก่อนเป็นพระอรหันต์

วิปัสสนาคือกระบวนการ: การบรรลุธรรม อาจไม่ใช่การเปลี่ยนปุ๊บปั๊บ แต่เหมือนการซักผ้า ที่ต้องรอให้กลิ่นน้ำยาค่อยๆ ระเหยออกไปจนสะอาดบริสุทธิ์

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2)

ท่านพระทาสกะ เป็นใคร เกี่ยวข้องอย่างไรในพระสูตรนี้

คำตอบจากAI

ท่าน พระทาสกะ ในพระสูตรนี้เปรียบเสมือน "ผู้นำสาร" (Messenger) คนสำคัญครับ แม้ท่านจะไม่ใช่ตัวละครหลักที่แสดงธรรม แต่บทบาทของท่านคือตัวเชื่อม ที่ทำให้เกิดการสนทนาธรรม ครั้งสำคัญนี้ขึ้นมา

นี่คือรายละเอียดบทบาทของท่านพระทาสกะในเขมกสูตรครับ:

1. สถานะและหน้าที่
ในขณะนั้น พระเขมกะ พักอยู่ที่พะทัปปะวิหาร ส่วน กลุ่มพระเถระ (ผู้อาวุโส) พักอยู่ที่ โฆสิตาราม (ทั้งสองแห่ง อยู่ในเมืองโกสัมพีเหมือนกัน แต่อยู่คนละที่) พระเถระทั้งหลาย ใช้ให้ พระทาสกะ เป็นตัวแทนเดินเท้าไป-มา ระหว่างที่พักทั้งสองแห่ง เพื่อถามไถ่อาการป่วย และสื่อสารข้อธรรม

2. "ผู้วิ่งรอก" สื่อสารธรรม
พระทาสกะต้องทำหน้าที่เดินไปกลับหลายรอบมาก จนในพระสูตรพรรณนาให้เห็นถึงความพยายามของท่าน:
รอบที่ 1 ไปถามอาการป่วยของพระเขมกะ (พระเขมกะตอบว่าอาการแย่ลง)

รอบที่ 2 ไปถามว่า พระเขมกะยังเห็น "อัตตา" (ตัวตน) ในขันธ์ 5 อยู่หรือไม่? (พระเขมกะตอบว่า ไม่เห็นว่าเป็นตน แต่ยังรู้สึกว่า "มีเรา" อยู่)

รอบที่ 3 พระเถระส่งพระทาสกะไปถามต่อว่า "ที่ว่า 'มีเรา' นั้น หมายถึง 'เรา' ในรูป หรือ 'เรา' นอกเหนือจากรูปกันแน่?"

3. เป็นเหตุให้พระเขมกะต้องมาด้วยตัวเอง
หลังจากพระทาสกะเดินไปเดินมาหลายเที่ยว จนพระเขมกะเกรงใจ (และอาจจะเหนื่อยแทน) พระเขมกะจึงตัดสินใจว่า "การจะอธิบายเรื่องนี้ ผ่านคนกลางนั้น ทำได้ยาก"

ท่านจึงฝากพระทาสกะ ไปบอกพระเถระว่า “อย่าให้ท่านทาสกะต้องลำบาก เดินไปมา อีกเลย เดี๋ยวเราจะถือไม้เท้า พยุงสังขารที่ป่วยอยู่นี้ เดินไปหาพวกท่านเพื่ออธิบาย ด้วยตัวเอง”

ความสำคัญของพระทาสกะ ในเชิงการปฏิบัติ

หากไม่มีพระทาสกะที่คอย "ซักไซ้" ตามคำสั่งพระเถระ การสนทนาธรรมที่ลึกซึ้งเรื่อง "อุปมาดอกบัว" และ "การซักผ้า" ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น บทบาทของท่านแสดงให้เห็นว่า:

ความเพียร ท่านทำหน้าที่กัลยาณมิตรโดยไม่ย่อท้อต่อความลำบากทางกาย (การเดินไปมา)

ความละเอียด การถาม-ตอบผ่านท่าน ทำให้เห็นลำดับชั้นของความเข้าใจธรรมะ จากขั้นต้น (รู้ว่าไม่ใช่ตน) ไปสู่ขั้นละเอียด (การละความรู้สึกว่ามีเรา)

เกร็ดน่ารัก ในพระสูตรกล่าวว่า พระทาสกะเดินไปเดินมาจนพระเขมกะรู้สึกเกรงใจมาก ซึ่งสะท้อนถึงความเมตตา ของพระภิกษุสมัยพุทธกาล ที่พยายาม ช่วยประคับประคองจิตใจ ของเพื่อนภิกษุที่กำลังป่วยครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3)

พระเขมยังอาพาธ หลังแสดงธรรมแก่ภิกษุ 60 รูป ตนเองหายจากอาพาธหรือไม่

คำตอบจากAI

ในพระสูตรไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนครับว่า "อาการป่วยทางกาย" ของท่านหายสนิท เป็นปลิดทิ้งหรือไม่ แต่มีประเด็นที่น่าสนใจมากในตอนท้ายของพระสูตร ซึ่งสะท้อนถึง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับท่านครับ:

1. การเปลี่ยนแปลงทาง "ใจ" ที่ส่งผลต่อ "กาย"
ตามเนื้อผ้าใน เขมกสูตร เมื่อพระเขมกะพิจารณาธรรมจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะ (เป็นพระอรหันต์) สภาวะทางจิตใจของท่านเปลี่ยนจาก "ผู้ป่วยที่มีความกังวล และทุกข์ทรมาน" กลายเป็น "ผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์และสงบระงับ"

ในทางพุทธศาสนา เมื่อจิตเข้าถึงมรรคผล บางครั้งอาการป่วยทางกาย อาจจะบรรเทา ลง เนื่องจาก "ปีติ" และ "ความสงบ" เข้ามาแทนที่ความเครียดทางระบบประสาท แต่สังขารส่วนที่สึกหรอ ไปตามกฎธรรมชาติ (อนิจจัง) ก็ยังคงดำเนินต่อไป

2. สิ่งที่พระสูตรระบุไว้ชัดเจน
ตอนท้ายของพระสูตรระบุถึงผลที่เกิดขึ้นทันทีไว้ 2 อย่างคือ:
ทางธรรม: จิตของพระเขมกะและพระเถระอีก 60 รูป หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน
ทางกาย: พระสูตรกล่าวว่า "เมื่อท่านพระเขมกะ กล่าวไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ความถือตัว (มานะ) ก็สูญสิ้นไป" และมักจะจบลงด้วยความชื่นชมยินดีของภิกษุเหล่านั้น

3. ข้อสังเกตเพิ่มเติม (เทียบเคียงจากสูตรอื่น)
ในพระไตรปิฎก มีหลายครั้งที่พระสาวกบรรลุธรรมหรือฟังธรรม (เช่น โพชฌงคปริตร) แล้ว "หายจากอาพาธนั้น" เช่น พระมหากัสสปะ หรือ พระโมคคัลลานะ

แต่สำหรับ พระเขมกะ บทเรียนสำคัญของท่านไม่ใช่การ "หายป่วย" แต่คือการ "หายหลงในตัวตน" ครับ แม้กายจะยังป่วยอยู่ (ต้องใช้ไม้เท้าพยุง) แต่ความทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นในกายนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง

สรุป: พระสูตรเน้นที่ "การหายจากโรคคืออาสวกิเลส" มากกว่าโรคทางกายครับ แม้ท่านจะยังต้องประคองสังขารที่ป่วยอยู่ แต่ท่านก็ไม่ได้เป็นทุกข์เพราะความป่วยนั้น อีกต่อไป


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4)
ภิกษุ 60 รูป ฟังเทศนาจากพระเขมกะแล้วจิตหลุดพ้น ในขณะที่พระเขมกะ ยังมี อัสมิมานะ เหลืออยู่ แสดงว่า อินทรีย์ของภิกษุ 60 รูปนั้น แก่กล้ากว่าพระเขมกะ

คำตอบจากAI

ข้อสังเกตของคุณน่าสนใจ และแหลมคมมากครับ เป็นประเด็นที่ผู้อ่านพระสูตรนี้ หลายท่าน มักตั้งคำถาม แต่ถ้าเราดู "บทสรุปตอนท้าย" ของพระสูตรนี้อย่างละเอียด จะพบว่าความจริงแล้ว ทั้งพระเขมกะและภิกษุ 60 รูป บรรลุธรรมพร้อมกัน ครับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผมขอวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์และเรื่อง "อินทรีย์" ดังนี้ครับ:

1. ลำดับการบรรลุธรรม (Timeline)
ในตอนท้ายของพระสูตร หลังจากพระเขมกะอธิบายเรื่อง "อุปมาดอกบัว" และ "การซักผ้า" จบลง

พระไตรปิฎกระบุไว้ว่า
"เมื่อท่านพระเขมกะกล่าวไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของภิกษุผู้เถระประมาณ 60 รูป และแม้จิตของท่านพระเขมกะ ก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น"

นั่นหมายความว่า พระเขมกะไม่ได้ติดอยู่ในภาวะ "อัสมิมานะ" ตลอดไป แต่ท่านใช้ การอธิบายธรรมครั้งนั้นเป็นการ "ทบทวนวิปัสสนา" ไปในตัว จนกระทั่งท่านและผู้ฟัง บรรลุถึงจุดหมายปลายทางพร้อมๆ กันครับ

2. การเปรียบเทียบ "อินทรีย์"
หากจะวิเคราะห์เรื่องอินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ว่าใครแก่กล้ากว่ากัน อาจมองได้ 2 มุมครับ:

มุมที่พระเขมกะดู "ลุ่มลึก" กว่า

พระเขมกะเป็นผู้ "แยกแยะ" สภาวะธรรมได้ละเอียดมาก ท่านรู้ความต่างระหว่าง "การเห็นว่าไม่ใช่ตน" (ที่พระรูปอื่นรู้แค่ภาคทฤษฎี) กับ "ความรู้สึกว่ามีเรา" (ที่เป็นภาคปฏิบัติส่วนลึก)

การที่ท่านสามารถยกอุปมาที่ลึกซึ้งขนาดนั้นได้ แสดงว่าท่านมี "ปัญญินทรีย์" ที่แหลมคมมาก เพียงแต่ในขณะเริ่มต้นสนทนา ท่านยังมี "สังโยชน์ละเอียด" เหลืออยู่นิดเดียว (เหมือนคราบน้ำด่างที่เหลือบนผ้าขาว)

มุมที่ภิกษุ 60 รูป "พร้อม" กว่า
ภิกษุ 60 รูปอาจจะมีอินทรีย์ที่ฝึกฝนมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว เพียงแต่ "ติดขัด" หรือ "สงสัย" ในจุดเล็กๆ บางอย่าง เมื่อได้รับ "กุญแจ" คือคำอธิบายเรื่องอัสมิมานะจากพระเขมกะ จิตจึงดีดตัวหลุดพ้นทันที

3. บทสรุป: ใครนำใคร?
ในเหตุการณ์นี้ พระเขมกะทำหน้าที่เป็น "ธรรมกถึก" (ผู้แสดงธรรม) แม้ในตอนเริ่ม ท่านจะยังไม่บรรลุพระอรหันต์ แต่ท่านมีความรู้แจ้งในระดับอนาคามี (หรือผู้มีวิปัสสนาญาณ แก่กล้า) ที่สามารถชี้ทางสว่างให้คนอื่นได้ความจริงที่สวยงาม ในพระสูตรนี้คือ:

ขณะที่ท่านกำลังช่วยซักผ้าให้คนอื่น (สอนธรรมภิกษุ 60 รูป) ผ้าของท่านเองก็สะอาด บริสุทธิ์ไปพร้อมกันด้วยครับ

ข้อคิดที่ได้
เรื่องนี้สอนเราว่า "การสนทนาธรรมตามกาล" (ธัมมสากัจฉา) มีอานิสงส์มหาศาล เพราะในขณะที่ถกแถลงธรรมกันนั้น จิตจะจดจ่ออยู่กับสภาวะปรมัตถ์ จนสามารถ ละวางตัวตนได้ในขณะนั้นเลย

คุณมองว่าการที่พระเขมกะ ยอมรับอย่างซื่อตรงว่า "ยังมีอัสมิมานะเหลืออยู่" (แทนที่จะแกล้งทำเป็นบรรลุแล้ว) เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านบรรลุธรรม ในตอนจบ
ด้วยไหมครับ?

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5)
ช่วยสรุปเป็นข้อๆ ว่า พระเขมกะ เทศนาเรื่องอะไรบ้างแก่ภิกษุเถระ 60 รูป จนจิตหลุดพ้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์

คำตอบจากAI

พระสูตรนี้ (เขมกสูตร) เป็นหนึ่งในพระสูตรที่งดงามมาก เพราะแสดงให้เห็นถึง "ความละเอียดของกิเลส" แม้ในผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว (พระอนาคามี) ก็ยังมีมานะบางอย่างหลงเหลืออยู่

สรุปสาระสำคัญที่พระเขมกะเถระ วิสัชนา แก่พระเถระ 60 รูป จนบรรลุธรรม มีดังนี้ครับ

1. การแยกแยะระหว่าง "รูปนาม" กับ "ตัวตน"
พระเขมกะอธิบายว่า ท่านไม่ได้มองว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ เป็นตน (ไม่ใช่ "อัตตา") แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ยังมี "ความรู้สึกว่ามีเรา" (อัสมิมานะ) ลอยตัวอยู่เหนือขันธ์ทั้ง 5 นั้น

2. อุปมาเรื่อง "กลิ่นดอกบัว"
นี่คือหัวใจของพระสูตรนี้ ท่านเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นภาพว่า:

ดอกบัว: เปรียบเหมือนขันธ์ 5

กลิ่น: เปรียบเหมือนความรู้สึกว่า "มีเรา"

คำอธิบาย: กลิ่นหอมนั้นไม่ได้อยู่ที่กลีบดอก ไม่ได้อยู่ที่ก้าน หรืออยู่ที่เกสร เพียงอย่างเดียว แต่กลิ่นนั้นซ่านออกมาจากดอกบัวทั้งหมด เช่นเดียวกัน ท่านไม่ได้มองว่า กายหรือใจ คือตัวตน แต่ "ความถือตัวว่าเรามีอยู่" ยังคงอบอวลอยู่

3. อุปมาเรื่อง "ผ้าที่ซักสะอาดแล้ว"
ท่านอธิบายถึงกระบวนการละกิเลสขั้นสุดท้าย (จากพระอนาคามีสู่พระอรหันต์) ว่า:

เปรียบเหมือนผ้าที่สกปรก เมื่อนำไปซักด้วยน้ำด่างและล้างจนสะอาดแล้ว กลิ่นของน้ำด่าง (หรือกลิ่นคราบเก่า) ยังคงติดอยู่ที่ผ้า

ต้องนำผ้านั้นไปเก็บไว้ในหีบอบ หรือทิ้งไว้สักพัก กลิ่นนั้นถึงจะจางหายไปเอง

ความหมาย: แม้พระอริยบุคคลจะละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5) ได้แล้ว แต่ "ความถือตัวว่ามีเรา" (อัสมิมานะ) อย่างละเอียดนั้น จะดับไปได้ก็ต่อเมื่อ พิจารณา ความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ 5 อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

4. การพิจารณาความเกิดและความเสื่อม
พระเขมกะชี้ให้เห็นว่า เมื่อภิกษุพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่า "รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูปเป็นอย่างนี้" (รวมถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในที่สุด "อัสมิมานะ" (ความถือว่ามีเรา) ที่เหลืออยู่น้อยนิดนั้นจะถูกถอนออกไปเอง โดยสิ้นเชิง

บทสรุป:
ในขณะที่พระเขมกะกำลังแสดงธรรมอยู่นั้น ทั้งตัวท่านเองและพระเถระผู้ฟังทั้ง 60 รูป ต่างก็พิจารณาตามจน "จิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน" สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้งหมด


ความเห็น

เขมกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗) อ่านครั้งแรกๆค่อนข้างสับสน มีคำพูดที่วกไปวกมา จึงพักไว้ก่อน พออ่านซ้ำอีกรอบก็ยังไม่เข้าใจ และดูจะเสียเวลาไปมาก ยังสงสัยว่า ใครที่แสดงธรรมจนภิกษุเถระ 60 รูปจิตหลุดพ้น ทีแรกคิดว่าเป็น พระทาสกะ ก็ไม่ใช่อีก และไม่คิดว่าผู้แสดงธรรมเป็น พระเขมกะ เพราะท่านอาพาธเป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา คิดว่าน่าจะพึ่ง ai ดีกว่า และภายในไม่กี่วินาทีก็ได้คำตอบที่เป็น บทสรุป

ก็ยังสงสัยต่อไปว่า พระเขมกะไม่ใช่พระอรหันต์ เหตุไฉนจึงแสดงธรรมจนภิกษุ จำนวน 60 รูป มีจิตหลุดพ้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ ความสงสัยนี้ ai ได้ประเมินจาก คำพูดของของพระเขมกะ จนวิเคราะห์ออกมาได้อย่างมีเหตุผลว่า พระเขมกะ มีจิตหลุดพ้นไปพร้อมๆกับภิกษุทั้ง 60 รูป

ข้อสังเกต
น่าจะมีพระสูตรเดียวนี้มั้งที่ภิกษุแสดงธรรมแก่ภิกษุ จนภิกษุผู้ฟังมีจิตหลุดพ้น และ ธรรมเทศนาที่พระเขมกะแสดง ดูจะมีความลึกซึ้งมาก ซึ่งเป็นเรื่องของภาคปฏิบัติ กับหัวข้อและอุปมา ที่ว่า

1. การแยกแยะระหว่าง "รูปนาม" กับ "ตัวตน"
ท่านไม่ได้มองว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณ เป็นตน (ไม่ใช่ "อัตตา")  ท่านก็ยังมี "ความรู้สึกว่ามีเรา" (อัสมิมานะ) ลอยตัวอยู่เหนือขันธ์ทั้ง 5

2. อุปมาเรื่อง "กลิ่นดอกบัว"
ดอกบัว: เปรียบเหมือนขันธ์ 5
กลิ่น: เปรียบเหมือนความรู้สึกว่า "มีเรา
กลิ่นหอมนั้นไม่ได้อยู่ที่กลีบดอก ไม่ได้อยู่ที่ก้าน หรืออยู่ที่เกสร เพียงอย่างเดียว แต่กลิ่นนั้นซ่านออกมาจากดอกบัวทั้งหมด เช่นเดียวกัน ท่านไม่ได้มองว่า กายหรือใจ คือตัวตน แต่ "ความถือตัวว่าเรามีอยู่"ยังคงอบอวลอยู่

3. อุปมาเรื่อง "ผ้าที่ซักสะอาดแล้ว"
เปรียบเหมือนผ้าที่สกปรก เมื่อนำไปซักด้วยน้ำด่างและล้างจนสะอาดแล้ว กลิ่นของน้ำด่าง (หรือกลิ่นคราบเก่า) ยังคงติดอยู่ที่ผ้า... "ความถือตัวว่ามีเรา" (อัสมิมานะ) อย่างละเอียดนั้น จะดับไปได้ก็ต่อเมื่อ พิจารณา ความเกิดดับใน อุปาทานขันธ์ 5 อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

4. การพิจารณาความเกิดและความเสื่อม

พระเขมกะชี้ให้เห็นว่า "รูปเป็นอย่างนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปเป็นอย่างนี้ ความดับแห่งรูป เป็นอย่างนี้" (รวมถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ในที่สุด "อัสมิมานะ" ที่เหลืออยู่ น้อยนิด นั้น จะถูกถอนออกไปเอง โดยสิ้นเชิง

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
 
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)

  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           



หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์