ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๖๔/๓๓๔ / อริยสัจจากพระโอษฐ์ ๑ หน้าที่ ๒๕๔
หลักที่ควรรู้เกี่ยวกับทุกข์
ภิกษุ ท. ! ข้อที่เรากล่าวว่า
1. พึงรู้จักทุกข์
2. พึงรู้จักเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์
3. พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์
4. พึงรู้จักผลของทุกข์
5. พึงรู้จักความดับไม่เหลือ ของทุกข์ และ
6. พึงรู้จักทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือของทุกข์
ดังนี้นั้น
ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึงอะไรเล่า ?
1. พึงรู้จักทุกข์
ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เรากล่าวหมายถึง
ความเกิด เป็นทุกข์
ความแก่ เป็นทุกข์
ความเจ็บไข้ เป็นทุกข์
ความตาย เป็นทุกข์
ความโศก ความร่ำไรร่ำพัน
ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ
ความคับแค้นใจ เป็นทุกข์
ความปรารถนาอย่างใดแล้ว ไม่ได้อย่างนั้น เป็นทุกข์
กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญจุปาทานขันธ์* เป็นทุกข์.
2. พึงรู้จักเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์
ภิกษุ ท. ! เหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ตัณหา เป็นเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์
3. พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์
ภิกษุ ท. ! ความเป็นต่างกันของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ทุกข์ที่มีประมาณยิ่ง มีอยู่ ที่มีประมาณเล็กน้อย มีอยู่
ที่คลายช้า มีอยู่
และที่คลายเร็ว มีอยู่
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ความเป็นต่างกันของทุกข์
4.พึงรู้จักผลของทุกข์
ภิกษุ ท. ! ผลของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ย่อมโศกเศร้า ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอก ร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล
หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์ รวบรัดแล้ว ย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า “ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับ ไม่เหลือของทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี” ดังนี้
ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า ความทุกข์มีความหลงใหลเป็นผล หรือมิฉะนั้น ก็มีการแสวงหา ที่พึ่ง ภายนอกเป็นผล.
ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ผลของทุกข์
5.พึงรู้จักความดับไม่เหลือ ของทุกข์
ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท. ! ความดับไม่เหลือของทุกข์ มีได้ เพราะความดับไม่เหลือของตัณหา
6.พึงรู้จักทางดำเนินให้ถึง ความดับไม่เหลือของทุกข์
ภิกษุ ท. ! อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้นั่นเอง เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ ของทุกข์ ได้แก่
ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ....
ภิกษุ ท. ! คำใด ที่เรากล่าวว่า “พึงรู้จักทุกข์ พึงรู้จักเหตุเป็นแดนเกิดของทุกข์ พึงรู้จักความเป็นต่างกันของทุกข์ พึงรู้จักผลของทุกข์ พึงรู้จักความดับไม่เหลือ ของทุกข์ และพึงรู้จักทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือ ของทุกข์” ดังนี้นั้น เรากล่าวหมายถึงความข้อนี้ แล.
* ปัญจุปาทานขันธ์ คือ
ปัญจุปาทานขันธ์ (หรือ อุปาทานขันธ์ 5) คือ ขันธ์ 5 ที่ประกอบด้วย "อุปาทาน" หรือความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเรา ของเรา ในทางพุทธศาสนาจัดว่าสิ่งนี้คือ "ตัวทุกข์" ที่แท้จริง
ปัญจุปาทานขันธ์ ประกอบด้วย 5 ส่วน
1. รูปูปาทานขันธ์ ความยึดมั่นใน รูป (ร่างกาย และวัตถุธาตุ)
2. เวทนูปาทานขันธ์ ความยึดมั่นใน เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์)
3. สัญญูปาทานขันธ์ ความยึดมั่นใน สัญญา (ความจำได้หมายรู้ในสิ่งต่างๆ เช่น สี เสียง กลิ่น รส)
4. สังขารูปาทานขันธ์ ความยึดมั่นใน สังขาร (ความคิดปรุงแต่งทางจิตที่ผลักดันให้ทำดีหรือชั่ว)
5. วิญญาณูปาทานขันธ์ ความยึดมั่นใน วิญญาณ (การรับรู้ผ่านทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)
ความต่างระหว่าง "ขันธ์ 5" กับ "ปัญจุปาทานขันธ์"
ขันธ์ 5 (ปัญจขันธ์) คือ องค์ประกอบของชีวิตตามธรรมชาติ (กายและใจ) ที่ยังไม่มี ความยึดมั่นถือมั่นเข้าไปเกาะเกี่ยว
ปัญจุปาทานขันธ์ คือ เมื่อเราเข้าไปยึดว่า กายนี้คือเรา ความรู้สึกนี้คือเรา ความจำนี้คือเรา ความคิดนี้คือเรา หรือการรู้นี้คือเรา ความยึดมั่นนี้เองที่เป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กับขันธ์เหล่านั้น
ตามหลักพุทธศาสนา การฝึกจิตและเจริญปัญญา คือการทำให้เห็นว่าขันธ์เหล่านี้ "ไม่ใช่ตัวตนของเรา" เพื่อละความยึดมั่นและพ้นจากทุกข์ในที่สุด
|