เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

เรื่องทีฆาวุกุมาร เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร ศึกแย่งชิงราชสมบัติ 2491
 

พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕

เรื่องทีฆาวุกุมาร

การสูญเสียบ้านเมือง : พระเจ้าทีฆีติโกศล (พระบิดา) และพระมเหสี ถูกพระเจ้าพรหมทัต แห่งกาสีชิงราชสมบัติ จนต้องปลอมตัวหนีไปอาศัยอยู่ในบ้านช่างหม้อ และมีโอรสคือ ทีฆาวุกุมาร

คำสอนสุดท้าย เมื่อพระบิดาและพระมเหสีถูกจับได้และกำลังจะถูกประหาร พระเจ้าทีฆีติโกศล ได้เห็นทีฆาวุกุมารอยู่ในฝูงชน จึงตรัสสอนว่า "อย่าเห็นแก่ยาว อย่าเห็นแก่สั้น เวรย่อมไม่ระงับ ด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร"

การแก้แค้นและการให้อภัย ทีฆาวุกุมารพยายามหาทางเข้าใกล้พระเจ้าพรหมทัต จนได้เป็น คนรับใช้คนสนิท วันหนึ่งขณะอยู่ในป่า พระเจ้าพรหมทัตบรรทมหนุนตักทีฆาวุกุมาร ทีฆาวุกุมาร ชักดาบจะฆ่าล้างแค้น แต่ก็นึกถึงคำสอนของพ่อที่ว่า "อย่าเห็นแก่ยาว (อย่าจองเวร) อย่าเห็นแก่สั้น (อย่าด่วนโกรธ)" จึงยับยั้งชั่งใจไว้ได้

ผลลัพธ์ เมื่อพระเจ้าพรหมทัตตื่นขึ้นและรู้ความจริง ทรงเลื่อมใสในความมีเมตตาและกตัญญู จึงคืนราชสมบัติทั้งหมดให้ และยกพระราชธิดาให้เป็นมเหสี ทั้งสองแคว้นจึงกลับมาเป็นมิตรกัน

ข้อคิดสำคัญ
การระงับเวร: "เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร" เป็นคติธรรมหลักที่ใช้ยุติความขัดแย้ง
ความกตัญญูและการคุมสติ: การเชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดามารดา และการมีสติยับยั้งชั่งใจ นำไปสู่ความเจริญ
-------------------------------------------------------------------------------------
หัวข้อพระสูตรนี้
เรื่องทีฆาวุกุมาร
พระเจ้าโกศลและพระมเหสีถูกจับ
พระราโชวาทของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช
พระโอวาท

พระสูตรนี้มีข้อสงสัยจึงต้องถาม AI

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)
 

 


 


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ หน้าที่ ๒๕๒-๒๖๓.
มหาวรรค ภาค ๒

            [๒๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-

เรื่องทีฆาวุกุมาร

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครพาราณสี ได้มีพระเจ้ากาสี พระนามว่าพรหมทัต ทรงเป็นกษัตริย์มั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชสมบัติมาก มีรี้พลมาก มีพระราชพาหนะมาก มีพระราชอาณาจักรใหญ่ มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร บริบูรณ์ ส่วนพระเจ้าโกศลพระนามทีฆีติ ทรงเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์น้อย มีพระราชสมบัติน้อย มีรี้พลน้อย มีพระราชพาหนะน้อย มีพระราชอาณาจักรเล็ก มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารไม่สู้จะบริบูรณ์

            ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จกรีธาจาตุรงคเสนา ไปโจมตีพระเจ้า ทีฆีติโกศลราช พระเจ้าทีฆีติโกศลราชได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จกรีธาจาตุรงคเสนามาโจมตีพระองค์ จึงทราบพระราชดำริว่า พระเจ้าพรหมทัต กาสิกราช ทรงเป็นกษัตริย์มั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชสมบัติมาก มีรี้พลมาก มีพระราชพาหนะมาก มีพระราชอาณาจักรใหญ่ มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารบริบูรณ์

            ส่วนเราเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์น้อย มีพระราชสมบัติน้อย มีรี้พลน้อย มีพระราช พาหนะน้อย มีพระราชอาณาจักรเล็ก มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลัง ธัญญาหารไม่สู้จะบริบูรณ์ เราไม่สามารถจะต่อยุทธกับพระเจ้า พรหมทัตกาสิกราช แม้แต่เพียงศึกเดียว

            ถ้ากระไร เราพึงรีบหนีออกจากพระนคร ไปเสียก่อนดีกว่า ครั้นแล้ว ทรงพา พระมเหสีเสด็จหนีออกจากพระนครไปเสียก่อน ฝ่ายพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงยึด รี้พลพาหนะ ชนบท คลังศัตราวุธยุทธภัณฑ์และคลังธัญญาหาร ของพระเจ้า ทีฆีติโกศลราช ไว้ได้แล้วเสด็จเข้า ครอบครองแทน.

            ครั้งนั้น พระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับพระมเหสี ได้เสด็จหนีไปทาง พระนครพาราณสี เสด็จบทจรโดยลำดับมรรค ถึงพระนครพาราณสีแล้ว ข่าวว่าท้าวเธอ พร้อมกับมเหสี ทรงปลอมแปลง พระองค์มิให้ใครรู้จัก ทรงนุ่งห่มเยี่ยงปริพาชก เสด็จอาศัยอยู่ในบ้านของช่างหม้อ ซึ่งตั้งอยู่ชายแดน แห่งหนึ่ง เขตพระนครพาราณสีนั้น

            ครั้นต่อมาไม่นานเท่าไรนัก พระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติโกศล ทรงตั้งพระครรภ์ พระนางเธอนั้น ทรงแพ้พระครรภ์เห็นปานนี้คือ เมื่อยามรุ่งอรุณ ทรงปรารถนาจะ ทอดพระเนตร จตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะยืนอยู่ในสนามรบ และจะทรงเสวย น้ำล้าง พระแสงขรรค์ จึงกราบทูลคำนี้แด่พระสวามีในทันทีว่า ขอเดชะ หม่อมฉัน มีครรภ์ได้แพ้ครรภ์เห็นปานนี้คือ เมื่อยามรุ่งอรุณ หม่อมฉันปรารถนาจะดูจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะยืนอยู่ในสนามรบ และจะดื่มน้ำล้างพระแสงขรรค์ พระพุทธเจ้าข้า

            พระราชารับสั่งว่า แม่เทวี เราทั้งสองกำลังตกยาก จะได้จตุรงคเสนา ผู้ผูก สอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และน้ำล้างพระแสงขรรค์มาแต่ไหน

            พระราชเทวีกราบทูลว่า ถ้าหม่อมฉันไม่ได้ คงตายแน่ พระพุทธเจ้าข้า.

            ก็สมัยนั้น พราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เป็นสหายของ พระเจ้า ทีฆีติโกศลราช จึงพระเจ้าทีฆีติโกศลราช เสด็จเข้าไปหาพราหมณ์ปุโรหิต ของพระเจ้าพรหม ทัตกาสิกราช ครั้นถึงแล้วได้ตรัสคำนี้แก่ท่านพราหมณ์ว่า เกลอเอ๋ย เพื่อนหญิงของเพื่อนมีครรภ์ นางแพ้ท้องมีอาการเห็นปานนี้คือ เมื่อยามรุ่งอรุณ นางปรารถนาจะดูจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวม เกราะยืนอยู่ในสนามรบ และจะดื่มน้ำล้าง พระแสงขรรค์

            พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลว่า ขอเดชะ ถ้ากระนั้น หม่อมฉันจะขอเฝ้า พระเทวีก่อน

            ลำดับนั้น พระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้เสด็จเข้าไปหาพราหมณ์ ปุโรหิต ของเจ้า พรหมทัตกาสิกราช พราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้แลเห็นพระมเหสี ของพระเจ้า ทีฆีติโกศลราช กำลังเสด็จมาแต่ไกลเทียว

            ครั้นแล้วลุกจากที่นั่งห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือไปทางพระมเหสีของพระเจ้า ทีฆีติโกศลราช แล้วเปล่งอุทานขึ้น ๓ ครั้งว่า ท่านผู้เจริญพระเจ้าโกศล ประทับอยู่ใน พระอุทรแน่แล้ว พระเจ้าโกศล ประทับอยู่ในพระอุทรแน่แล้ว พระเจ้าโกศลประทับ อยู่ในพระอุทรแน่แล้ว เพราะฉะนั้น พระเทวีอย่าได้เสียพระทัย เมื่อยามรุ่งอรุณ จักได้ทอดพระเนตรจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และจักได้ ทรงเสวยน้ำล้างพระแสงขรรค์เป็นแน่

            จึงพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เข้าไปในพระราชสำนัก ครั้งถึงแล้ว ได้กราบทูล พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชว่า ขอเดชะ นิมิตทั้งหลายปรากฏ ตามกำหนดวิธีการ คือในเวลารุ่งอรุณพรุ่งนี้ จตุรงคเสนาจะผูกสอด สรวมเกราะยืนอยู่ ในสนามรบ และเจ้าพนักงาน จะเอาน้ำล้างพระแสงขรรค์ด้วย พระพุทธเจ้าข้า

            ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงมีพระบรมราชโองการ สั่งเจ้าพนักงาน ทั้งหลาย ว่าดูกรพนาย พราหมณ์ปุโรหิตสั่งการอย่างใด พวกเจ้าจงทำอย่างนั้น

            พระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ทอดพระเนตรจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอด สรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และได้เสวยน้ำล้างพระแสงขรรค์ในเวลารุ่งอรุณ สมความปรารถนา

             ครั้นต่อมาทรงอาศัยความแก่แห่งพระครรภ์นั้น ได้ประสูติพระราชโอรส พระชนกชนนี ได้ขนาน พระนามพระราชโอรสนั้นว่า ทีฆาวุ และต่อมาไม่ช้านานเท่าไร ทีฆาวุราชกุมาร ก็ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา

            ครั้งนั้น พระเจ้าทีฆีติโกศลราชดำริว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชนี้ ก่อความ พินาศ ให้แก่พวกเรามากมาย ได้ช่วงชิงเอารี้พล พาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธ ยุทธภัณฑ์ และ คลังธัญญาหารของพวกเราไป ถ้าท้าวเธอจักสืบทราบถึงพวกเรา คงสั่งให้ประหารชีวิตหมด ทั้งสามคน ถ้ากระไรเราพึงให้พ่อ ทีฆาวุกุมาร หลบอยู่นอก พระนคร ครั้นแล้วได้ให้ทีฆาวุราชกุมาร หลบอยู่นอกพระนครครั้นทีฆาวุราชกุมาร หลบอยู่นอกพระนคร ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้ศึกษา ศิลปะสำเร็จทุกสาขา.

พระเจ้าโกศลและพระมเหสีถูกจับ

            [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมัยนั้น นายช่างกัลบกของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้สวามิภักดิ์อยู่ในพระเจ้า พรหมทัตกาสิกราช เขาได้เห็นพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับมเหสีทรงปลอมแปลงพระกายมิให้ใครรู้จัก ทรงนุ่งห่มเยี่ยงปริพาชก เสด็จอาศัยอยู่ในบ้านของช่างหม้อ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายแดนแห่งหนึ่ง เขตพระนครพาราณสี

            ครั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับมเหสี ทรงปลอมแปลงพระกายมิให้ใครรู้จัก ทรงนุ่งห่มเยี่ยง ปริพาชก เสด็จอาศัยอยู่ในบ้านของช่างหม้อ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายแดนแห่งหนึ่ง เขตพระนครพาราณสี พระพุทธเจ้าข้า

            ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงมีพระบรมราชโองการสั่งเจ้าพนักงาน ทั้งหลายว่า ดูกรพนาย ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงไปจับพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับ พระมเหสี

            พวกเขาทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วไปจับพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมพระมเหสีมาถวาย

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงพระบรมราชโองการ สั่งเจ้าพนักงานทั้งหลายว่า ดูกรพนาย ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเอาเชือกที่เหนียวๆ มัดพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับ พระมเหสี มัดให้แน่น ให้มีพระพาหาไพล่หลัง กล้อนพระเศียร แล้วนำตระเวนไป ตามถนน ตามตรอกทุกแห่ง ด้วยวัชฌเภรี มีสำเนียงอันคมคาย แล้วให้ออกไปทางประตู ด้านทักษิณ บั่นตัวออกเป็น ๔ ท่อนวางเรียงไว้ในหลุม ๔ ทิศ ทางด้านทักษิณแห่ง พระนคร

            พวกเขาทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้นแล้ว ได้เอาเชือกอย่างเหนียวมัดพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับมเหสี มัดให้แน่นให้มี พระพาหาไพล่หลัง กล้อนพระเศียรแล้วนำตระเวน ไปตามถนน ตามตรอกทั่วทุกแห่งด้วย วัชฌเภรีมี สำเนียงคมคาย

            ครั้งนั้น ทีฆาวุราชกุมารได้ทรงดำริดังนี้ว่า นานมาแล้วที่เราได้เยี่ยม พระชนก ชนนี ถ้ากระไร เราพึงไปเฝ้าเยี่ยมพระชนกชนนี ครั้นแล้วเข้าไปสู่พระนครพาราณสี ได้ทอดพระเนตรเห็น เจ้าพนักงาน ทั้งหลาย เอาเชือกอย่างเหนียวๆ มัดพระชนกชนนี จนแน่น ให้มีพระพาหาไพล่หลัง กล้อนพระเศียรแล้ว นำตระเวนไปตามตรอก ด้วยวัชฌเภรีมีสำเนียงอันคมคาย ครั้นแล้วเสด็จ พระดำเนิน เข้าไปใกล้พระชนกชนนี.



พระราโชวาทของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช

            พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ทอดพระเนตรเห็นทีฆาวุกุมาร เสด็จพระดำเนินมา แต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้ตรัสพระบรมราชโอวาทนี้ แก่ทีฆาวุกุมารว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็น แก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร

            เมื่อท้าวเธอตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าพนักงานเหล่านั้น ได้ทูลคำนี้แด่ท้าวเธอว่า พระเจ้า ทีฆีติโกศลราชนี้ เป็นผู้วิกลจริต จึงบ่นเพ้ออยู่ ทีฆาวุของพระองค์คือใคร พระองค์ตรัสอย่างนี้ กะใครว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร

            พระเจ้าทีฆีติโกศลราชตรัสว่า พนาย เราไม่ได้เสียจริตบ่นเพ้ออยู่ แต่ผู้ใดรู้เรื่อง ผู้นั้นจัก เข้าใจ

            พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ตรัสพระบรมราโชวาทนี้แก่ทีฆาวุราชกุมาร เป็น คำรบสอง ว่า .... พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ตรัสพระบรมราโชวาทนี้แก่ทีฆาวุราชกุมาร เป็นคำรบที่สามว่าพ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร

            เจ้าพนักงานเหล่านั้น ได้ทูลคำนี้แด่พระเจ้าทีฆีติโกศลราช เป็นคำรบสามว่า เจ้าทีฆีติโกศลราชนี้ เป็นผู้วิกลจริต จึงบ่นเพ้ออยู่ ทีฆาวุของพระองค์คือใคร พระองค์ตรัสกะใคร อย่างนี้ว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อม ระงับได้ เพราะไม่จองเวร

            พระเจ้าทีฆีติโกศลราชตรัสว่า พนาย เราไม่ได้เสียจริตบ่นเพ้ออยู่ แต่ผู้ใดรู้เรื่อง ผู้นั้นจักเข้าใจ

            จึงพนักงานเหล่านั้น ได้นำพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับพระมเหสี ไปตามถนนตาม ตรอกทั่วทุกแห่ง แล้วให้ออกไปทางประตูด้านทักษิณ บั่นพระกายเป็น ๔ ท่อน วางเรียงไว้ในหลุม ๔ ทิศ ด้านทักษิณแห่งพระนคร วางยามคอยระวัง เหตุการณ์ไว้แล้วกลับไป ครั้งนั้นทีฆาวุราชกุมาร เข้าไปสู่พระนครพาราณสี นำสุรา มาเลี้ยงพวกเจ้าหน้าที่อยู่ยาม เมื่อเวลาที่คนเหล่านั้นเมาฟุบลง ทีฆาวุราชกุมารจึงจัดหา ฟืน มาวางเรียงกันไว้ ยกพระบรมศพของพระชนกชนนี ขึ้นสู่พระจิตกาธาร ถวายพระเพลิง แล้วประนมพระหัตถ์ทำประทักษิณ พระจิตกาธาร ๓ รอบ

            ขณะนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ประทับอยู่ชั้นบนแห่งปราสาท อันประเสริฐ ได้ทอด พระเนตร เห็นทีฆาวุราชกุมาร กำลังทรงประนมพระหัตถ์ ทำประทักษิณ พระจิตกาธาร ๓ รอบ ครั้นแล้วได้ทรงพระดำริแน่ในพระทัยว่า เจ้าคนนั้นคงเป็นญาติหรือ สายโลหิต ของพระเจ้า ทีฆีติโกศลราชแน่นอน น่ากลัวจะก่อความฉิบหายแก่เรา ช่างไม่มีใครบอกเราเลย.

            ครั้งนั้น ทีฆาวุราชกุมาร เสด็จหลบเข้าป่าไป ทรงกันแสงร่ำไห้ จนพอแก่เหตุ ทรงซับ น้ำพระเนตร แล้วเสด็จเข้าพระนครพาราณสี ไปถึงโรงช้างใกล้พระบรม มหาราชวัง แล้วได้ตรัสคำนี้ แก่นายหัตถาจารย์ว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าปรารถนา จะศึกษาศิลปะ

            นายหัตถาจารย์ตอบว่า ถ้ากระนั้น เชิญมาศึกษาเถิดพ่อหนุ่มน้อย อยู่มาวันหนึ่ง ทีฆาวุ ราชกุมาร ทรงตื่นบรรทมตอนปัจจุสสมัยแห่งราตรี แล้วทรงขับร้องและดีดพิณ คลอเสียงเจื้อยแจ้ว อยู่ที่โรงช้าง.

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงตื่นบรรทมเวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี ได้ทรง สดับ เสียงเพลง และเสียงพิณ ที่ดีดคลอเสียงอันเจื้อยแจ้ว ดังแว่วมาทางโรงมงคลหัตถี จึงมีพระดำรัสถามพวก มหาดเล็กว่า แน่พนาย ใครตื่นในเวลาเช้ามืดแห่งราตรีแล้ว ขับร้องและดีดพิณแว่วมาทางโรงช้าง?

            พวกมหาดเล็กกราบทูลว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ชายหนุ่ม ศิษย์ของนายหัตถาจารย์ชื่อโน้น ตื่นในเวลาเช้ามืดแห่งราตรีแล้ว ขับร้อง และดีดพิณคลอเสียง อันเจื้อยแจ้วดังที่โรงช้าง พระพุทธเจ้าข้า.

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พนาย ถ้ากระนั้น จงพาชายหนุ่มมาเฝ้า พวกเขาทูลรับ สนองพระบรมราชโองการแล้ว พาทีฆาวุราชกุมารมาเฝ้า จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้ตรัสถาม ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อนายชายหนุ่ม เจ้าตื่นในเวลาเช้าแห่งราตรีแล้ว ขับร้องและดีดพิณคลอเสียง อันเจื้อยแจ้ว ดังทาง โรงช้างหรือ?

            ทีฆาวุราชกุมารทูลรับว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า.

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อนายชายหนุ่ม ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงขับร้อง และดีดพิณไป ทีฆาวุราชกุมารทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแส รับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วประสงค์จะให้ทรงโปรดปราน จึงขับร้องและดีดพิณ ด้วยเสียงอันไพเราะ

            ทีนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อนายชายหนุ่ม เจ้าจงอยู่รับใช้เรา เถิด ทีฆาวุราชกุมารทูลรับ สนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วจึงประพฤติทำนองตื่นก่อนนอนทีหลัง คอยเฝ้าฟัง พระราชดำรัส ใช้ ประพฤติให้ถูกพระอัธยาศัย เจรจาถ้อยคำไพเราะ ต่อพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ครั้นต่อมาไม่นานนั กท้าวเธอทรงแต่งตั้ง ทีฆาวุราชกุมาร ไว้ในตำแหน่งผู้ไว้วางพระราชหฤทัย ใกล้ชิดสนิทภายในอยู่มาวันหนึ่ง ท้าวเธอ ได้ตรัส คำนี้แก่ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อนายชายหนุ่ม ถ้ากระนั้น เจ้าจงเทียมรถพวกเราจักไป ล่าเนื้อ

            ทีฆาวุราชกุมารทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระราชกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า แล้วจัดเทียมรถไว้เสร็จ ได้กราบทูลคำนี้แด่พระเจ้า พรหมทัตกาสิกราช ว่า ขอเดชะรถพระที่นั่งเทียมเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ขอจงทรงพระกรุณา โปรดทราบกาล อันควรเถิดพระพุทธเจ้าข้า.

            ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จขึ้นราชรถ ทีฆาวุราชกุมาร ขับราชรถ ไปแต่ขับ ราชรถไปโดยวิธี ที่หมู่เสนาได้แยกไปทางหนึ่ง ราชรถได้แยกไป ทางหนึ่ง ครั้งนั้น พระเจ้าพรหม ทัตกาสิกราชเสด็จไปไกล แล้วได้ตรัสคำนี้แก่ ทีฆาวุราชกุมาร ว่า พ่อนายชายหนุ่ม ถ้ากระนั้นเจ้าจง จอดรถ เราเหนื่อยอ่อน จักนอนพัก.

            ทีฆาวุราชกุมาร ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระราชกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้นแล้วจอดราชรถนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นดิน จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงพาด พระเศียรบรรทมอยู่บนตักของทีฆาวุราชกุมาร เมื่อท้าวเธอทรงเหน็ดเหนื่อยมา เพียงครู่เดียว ก็บรรทมหลับ.

            ขณะนั้น ทีฆาวุราชกุมารคิดถึงความหลังว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชนี้แล ทรงก่อความ ฉิบหา ยแก่พวกเรามากมาย ท้าวเธอทรงช่วงชิงรี้พล ราชพาหนะชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และ คลังธัญญาหารของพวกเราไป และยังได้ปลงพระชนมชีพ พระชนกชนนี ของเราเสียด้วย เวลานี้เป็นเวลาที่เราพบคู่เวร ดังนี้ จึงชักพระแสงขรรค์ ออกจากฝัก แต่เจ้าชายได้ทรงยั้งพระทัย ไว้ได้ในทันทีว่า พระชนกได้ทรงสั่งเราไว้ เมื่อใกล้สวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่า เห็น แก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร การที่เรา จะละเมิดพระดำรัส สั่งของพระชนกนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้ แล้วสอดพระขรรค์เข้าไว้ในฝัก

            ทีฆาวุราชกุมาร ได้ทรงคิดถึงความหลังเป็นคำรบสองว่า ....

            ทีฆาวุราชกุมาร ได้ทรงคิดถึงความหลังเป็นคำรบสามว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช นี้แลทรงก่อความฉิบหายแก่พวกเรามากมาย ท้าวเธอ ทรงช่วงชิงรี้พลราชพาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร ของพวกเราไป และยังได้ปลงพระชนมชีพ พระชนกชนนีของเราเสียด้วย เวลานี้เป็นเวลาที่เราพบคู่เวร ดังนี้

            จึงชักพระแสงขรรค์ออกจากฝัก แต่ก็ทรงยั้งพระทัยไว้ได้ทันที เป็นคำรบสามว่า พระชนก ได้ตรัสสั่งไว้เมื่อใกล้สวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็น แก่สั้น เวรทั้งหลายย่อม ไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร การที่เราจะละเมิดพระดำรัสสั่งของ พระชนก นั้น ไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้ แล้วทรงสอดพระแสงขรรค์เข้าไว้ในฝักตามเดิม.

            ขณะนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้งพระทัย รีบเสด็จลุกขึ้น ทีฆาวุราชกุมาร ได้กราบทูลคำนี้แด่พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชในทันทีว่า ขอเดชะ เพราะอะไร หรือพระองค์จึงทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้งพระทัย รีบเสด็จลุกขึ้น พระพุทธเจ้าข้า

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสตอบว่า พ่อนายชายหนุ่ม ฉันฝันว่าทีฆาวุราชกุมาร โอรสของ พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ฟาดฟันฉันด้วยพระแสงขรรค์ ณ ที่นี้ เพราะเหตุนั้น ฉันจึงกลัว หวั่นหวาด ตกใจรีบลุกขึ้น

            ทันใดนั้น ทีฆาวุราชกุมาร จับพระเศียรของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ด้วยพระหัตถ์ซ้าย ชักพระแสงขรรค์ ด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วได้กล่าวคำขู่แก่ พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชว่า ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คือ ทีฆาวุราชกุมาร โอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชคนนั้น พระองค์ทรงก่อความ ฉิบหาย แก่พวกข้าพระพุทธเจ้ามากมาย คือ ทรงช่วงชิงรี้พล ราชพาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธ ยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร ของข้าพระพุทธเจ้าไป มิหนำซ้ำยังปลงพระชนมชีพ พระชนกชนนี ของข้าพระพุทธเจ้าเสียด้วย เวลานี้เป็นเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าพบคู่เวรละ

            จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ซบพระเศียรลงแทบยุคลบาทของ ทีฆาวุราชกุมาร แล้วได้ ตรัสคำวิงวอนแก่เจ้าชายว่า พ่อทีฆาวุ พ่อจงให้ชีวิตแก่ฉัน พ่อทีฆาวุ พ่อจงให้ชีวิตแก่ฉันด้วยเถิด

            เจ้าชายกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าหรือจะเอื้อมอาจ ทูลเกล้าถวายชีวิต แก่พระองค์ พระองค์ต่างหากควรพระราชทานชีวิตแก่พระพุทธเจ้า

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อทีฆาวุ ถ้าเช่นนั้นพ่อจงให้ชีวิตแก่ฉัน และฉันก็ให้ ชีวิต แก่พ่อ.

            ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช และทีฆาวุราชกุมาร ต่างได้ให้ชีวิตแก่กัน และกันได้ จับพระหัตถ์กัน และได้ทำการสบถ เพื่อไม่ทำร้ายกัน จึงพระเจ้า พรหมทัตกาสิกราชได้ตรัสคำนี้ แก่ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อทีฆาวุ ถ้ากระนั้น พ่อจงเทียมรถไปกันเถอะ.

            ทีฆาวุราชกุมารทูล รับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วเทียมรถ ได้กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชว่า รถพระที่นั่งเทีย มเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ขอพระองค์โปรดทรงทราบกาล อันควรเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

            จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จขึ้นรถทรงแล้ว ทีฆาวุราชกุมารขับรถไป ได้ขับรถไป โดยวิธีไม่นานนักก็มาพบกองทหาร ครั้นพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จเข้าสู่พระนคร พาราณสี แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้เรียกประชุมหมู่อำมาตย์ ราชบริษัท ได้ตรัสถามความเห็นข้อนี้ว่า พ่อนายทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพบ ทีฆาวุราชกุมาร โอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช จะพึงทำอะไรแก่เขา.

            อำมาตย์บางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้า จะพึงตัดมือ จะพึงตัดเท้า จะพึงตัดทั้งมือและเท้า จะพึงตัดหู จะพึงตัดจมูก จะพึงตัดทั้งหูและจมูก จะพึงตัดศีรษะ พระพุทธเจ้าข้า.

            พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อนายทั้งหลาย ชายหนุ่มผู้นี้แล คือ ทีฆาวุราชกุมาร โอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชคนนั้น ชายหนุ่มผู้นี้ใครๆ จะทำอะไร ไม่ได้ เพราะชายหนุ่มผู้นี้ ได้ให้ชีวิตแก่เรา และเราก็ได้ให้ชีวิตแก่ชายหนุ่มผู้นี้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามความข้อนี้แก่ ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อทีฆาวุ พระชนกของเธอได้ตรัส คำใดไว้ เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร ดังนี้ พระชนกของเธอได้ตรัสคำนั้น หมายความว่าอย่างไร?

            ทีฆาวุราชกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะ พระชนกของข้าพระพุทธเจ้าได้ตรัส พระบรมราโชวาท อันใดแล ไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว ดังนี้ หมายความว่า เจ้าอย่าได้จองเวรให้ยืดเยื้อ เพราะฉะนั้น พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสพระบรมราโชวาท วันนี้แลไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระบรม ราโชวาทอันใดแลไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น ดังนี้

            หมายความว่า เจ้าอย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วนัก เพราะฉะนั้น พระชนกของ ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสพระบรมราโชวาทอันนี้แล ไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น พระชนกของ ข้าพระพุทธเจ้าได้ตรัสพระบรมราโชวาทอันใดแลไว้ เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร ดังนี้

            หมายความว่า พระชนกชนนีของข้าพระพุทธเจ้า ถูกพระองค์ปลงพระชนมชีพ เสีย ถ้าข้าพระพุทธเจ้า จะพึงปลงพระชนมชีพของพระองค์เสียบ้าง คนเหล่าใด ใคร่ความเจริญ แก่พระองค์ คนเหล่านั้นจะพึงปลงชีวิตข้าพระพุทธเจ้า คนเหล่าใด ใคร่ความเจริญแก่ข้าพระพุทธเจ้า คนเหล่านั้นจะพึงปลงชีวิตคนเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เวรนั้นไม่พึงระงับเพราะเวร

            แต่มาบัดนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานชีวิต แก่ข้าพระพุทธเจ้า และ ข้าพระพุทธเจ้าก็ได้ทูลถวายพระชนมชีพ แก่พระองค์ เป็นอันว่าเวรนั้นระงับแล้ว เพราะไม่จองเวร พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสพระบรมราโชวาท อันนี้แลไว้ เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร พระพุทธเจ้าข้า.

            ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีเลย ทีฆาวุราชกุมารนี้เป็นบัณฑิต จึงได้เข้าใจความแห่ง ภาษิต อันพระชนกตรัสแล้ว โดยย่อได้โดยพิสดาร แล้วทรงพระกรุณา โปรดพระราชทานคืน รี้พล ราชพาหนะ ชนบท คลัง ศัสตราวุธยุทธภัณฑ์และ คลังธัญญาหาร อันเป็นพระราชสมบัติ ของพระชนก และได้พระราชทาน พระราชธิดาอภิเษกสมรสด้วย

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขันติ โสรัจจะ เห็นปานนี้ ได้มีแล้วแก่พระราชาเหล่านั้น ผู้ถืออาชญา ผู้ถือศัสตราวุธ ก็การที่พวกเธอบวชในธรรมวินัย อันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ จะพึงอดทน และสงบ เสงี่ยมนั้น ก็จะพึงงามในธรรมวินัยนี้แน่.

พระโอวาท
อย่าบาดหมางกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกันเลย

            [๒๔๕] พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระโอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น เป็นคำรบสามว่า อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย อย่าบาดหมางกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกันเลย อธรรมวาที ภิกษุรูปนั้น ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค เป็นคำรบสาม พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม ได้โปรดทรง ยับยั้งเถิด ขอพระผู้มีพระภาค ได้โปรดทรงมีความ ขวนขวายน้อย ประกอบสุข วิหารธรรมในปัจจุบันอยู่เถิด พวกข้าพระพุทธเจ้า จักปรากฏด้วยความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง การวิวาทนั้น จึงพระผู้มีพระภาคทรงดำริว่า โมฆบุรุษ เหล่านี้ หัวดื้อ นักแล เราจะให้โมฆบุรุษเหล่านี้เข้าใจกัน ทำไม่ได้ง่ายเลย ดังนี้ แล้วเสด็จลุกจาก พระพุทธอาสน์กลับไป.

ทีฆาวุภาณวาร ที่ ๑ จบ


ถาม AI
พระสูตรนี้กล่าวถึง การคลอดทีฆาวุกุมาร จนกระทั่งโตเลยหรือ และตอนท้ายพระสูตร จู่ๆก็มีภิกษุ และพระพุทธเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยไม่มีการกล่าวถึงตั้งแต่แรก เหมือนเนื้อเรื่องไม่ปะติดปะต่อกัน

คำตอบจาก AI
เข้าใจเลยครับว่าทำไมถึงรู้สึกว่าเนื้อเรื่องไม่ปะติดปะต่อ นั่นเป็นเพราะว่า เรื่องทีฆาวุกุมาร ในพระวินัยปิฎกไม่ได้วางโครงเรื่องแบบนิยายทั่วไป แต่ทำหน้าที่เป็น "เรื่องเล่าประกอบ การบัญญัติสิกขาบท" หรือเป็นตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าหยิบยกมาสอนภิกษุ ในสถานการณ์เฉพาะหน้า

1. บริบทเริ่มต้น: เหตุเกิดที่เมืองโกสัมพี
จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีที่มาที่ไปตั้งแต่ต้นพระสูตร (ในบทที่ชื่อว่า โกสัมพิกขันธกะ) คือมีเหตุการณ์ "พระทะเลาะกัน" ที่เมืองโกสัมพี จนบานปลายแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน อย่างรุนแรง พระพุทธเจ้าทรงพยายามห้ามปรามหลายครั้งแต่ภิกษุเหล่านั้นไม่ยอมฟัง

ทำไมต้องเล่าเรื่องทีฆาวุกุมาร?
เมื่อห้ามแล้วไม่ฟัง พระพุทธเจ้าจึงทรงนำ "เรื่องในอดีต" (ชาดก) มาเล่าให้ภิกษุเหล่านั้น ฟังเพื่อเตือนสติว่า

ขนาดกษัตริย์ในสมัยก่อน (ทีฆาวุกุมาร) ที่พ่อแม่ถูกฆ่าตายต่อหน้า และมีความแค้นมหาศาล ยังยอมวางดาบและเลิกจองเวรเพื่อความสงบสุขได้ แล้วพวกเธอที่เป็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทะเลาะกันด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย ทำไมถึงไม่ยอมเลิกราต่อกัน

3. การเล่าเรื่องแบบ "เล่าย้อนอดีต"
เนื้อเรื่องช่วงกลาง: คือส่วนที่คุณอ่าน ซึ่งเล่าตั้งแต่ทีฆาวุกุมารเกิด เติบโต จนกระทั่งแก้แค้น สำเร็จด้วยการให้อภัย

ตอนท้ายเรื่อง เมื่อเล่าจบ พระพุทธเจ้าจึงทรง "ประชุมชาดก" (สรุปว่าตัวละครในอดีต คือใครในปัจจุบัน) และทรงสรุปบทเรียนกลับมาที่ภิกษุกลุ่มที่ กำลังทะเลาะกันนั้นอีกครั้ง เพื่อย้ำว่า "เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร"

สรุปคือ
พระพุทธเจ้าทรงเป็น "ผู้เล่า" เรื่องนี้ทั้งหมดครับ เนื้อหาที่คุณเห็นภิกษุ และ พระพุทธเจ้า โผล่มาตอนท้าย จึงเป็นการตัดสลับกลับมาสู่ "เหตุการณ์ปัจจุบัน" ในขณะที่ทรงเทศนา อยู่นั่นเองครับ




 

  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์