เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ฆราวาสที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล มีเพียง 2 ท่าน คือ พาหิยทารุจีริยะ และ ยสกุลบุตร 2481
 


เพศฆราวาสที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล มีเพียง 2 ท่าน คือ

๑. พาหิยทารุจีริยะ (เป็นประมงอาศัยอยู่ที่ท่าสุปปารกะใกล้ฝั่งสมุทร)
พาหิยเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคขณะเสด็จออกบิณฑบาต...อพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรม ที่จะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ดูกรพาหิยะ เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน เพราะเรายังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเพื่อบิณฑบาตอยู่ แม้ครั้งที่ ๒...แม้ครั้งที่ ๓ พาหิยทารุจีริยะ ก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิต ของพระผู้มีพระภาคก็ดีความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล

ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล
เมื่อท่านเห็น จักเป็นสักว่า เห็น
เมื่อฟัง จักเป็นสักว่า ฟัง
เมื่อทราบ จักเป็นสักว่า ทราบ (ได้กลิ่น ได้ลิ้ม ได้สัมผัสทางกาย)
เมื่อรู้แจ้ง จักเป็นสักว่า รู้แจ้ง (รับรู้ทางใจ)

ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใดท่านไม่มี ในกาลนั้น ท่านย่อมไม่มี ในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์
เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปไม่นาน แม่โคลูกอ่อนขวิดพาหิยทารุจีริยะจนเสียชีวิต....

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พาหิยทารุจีริยะ ปรินิพพานแล้ว
---------------------------------------------------------------------------------------------

๒. ยสกุลบุตร (เป็นบุตรเศรษฐีสุขุมาลชาติผู้บริโภคกามจนเบื่อหน่าย)
ยสลูกเศรษฐีเบื่ิอหน่ายชีวิต เปล่งอุทานว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ เมื่อพระผู้มีพระภาค ทรงได้ยินเช่นนั้น จึงตรัสกะยสกุลบุตรว่า ดูกรยส ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ

ทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมอง ของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อยสกุลบุตรมีจิตสงบ ปลอดจากนิวรณ์ มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ อริยสัจสี่ คือ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค ยสดวงตาเห็นธรรม  (สำเร็จโสดาบัน) ว่าสิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา

ต่อมาพระบิดาของยสกุลบุตรออกตามหาบุตร พระผู้มีพระภาคจึงทรงบันดาล อิทธาภิสังขาร(ฤทธิ์บังตา) ทำให้พระบิดามองไม่เห็นยส เศรษฐีทูลถามว่าทรงเห็นยสบ้างไหม ? ทรงตรัสว่า ดูกรคหบดี ถ้าอย่างนั้นเชิญนั่ง บางทีท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้

เมื่อเศรษฐีผู้คหบดีนั่งลง จึงทรงแสดง อนุปุพพิกถา และอริยสัจสี่ตามลำดับ เศรษฐีผู้คหบดี  ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว (สำเร็จโสดาบัน) ขณะนั้น ยสกุลบุตร นั่งฟังพระผู้มีพระภาค แสดงธรรมแก่พระบิดาอยู่ ต่อมายสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วยญาณทัสสนะ ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น (สำเร็จเป็นพระอรหันต์)


การสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในเพศฆราวาสมีเพียง 2 ท่านนี้ เท่านั้น อรรถกถาหรือคัมภีร์อื่น ที่มีมากกว่านี้ เช่น พระเจ้าสุทโธทนะ (พระบิดาพระพุทธเจ้า) พระนางเขมา (มเหสีของพระเจ้า พิมพิสาร) สันตติมหาอำมาตย์ (อำมาตย์ใหญ่ของพระเจ้าปเสนทิโกศล) เป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมา ภายหลัง ทั้งสิ้น คลิก

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
(ดูทั้งหมด)
สารบาญพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๘-๓๓ (๒๕ เล่ม) ทุกพระสูตร
1. ฉบับหลวง
2. ฉบับมหาจุฬาฯ
3. อรรถกถาไทย
4. ฉบับภาษาบาลี
5. อรรถกถา-บาลี
6. Pali Roman (Roman Script)
7. Atthakatha PaliRoman
 
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)
 

 


 


พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่
๖๙-๗๓

พาหิยสูตร
กุลบุตรชื่อพาหิยทารุจีริยะ


            [๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล กุลบุตรชื่อ พาหิยทารุจีริยะ อาศัย อยู่ที่ท่าสุปปารกะใกล้ฝั่งสมุทร เป็นผู้อันมหาชนสักการะ เคารพ นับถือบูชา ยำเกรง ได้จีวร บิณฑบาตเสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร

            ครั้งนั้นแล พาหิยทารุจีริยะหลีกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจ อย่างนี้ ว่า เรา เป็นคนหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ หรือผู้ถึงอรหัตตมรรคในโลก ลำดับนั้นแล เทวดา ผู้เป็นสายโลหิต ในกาลก่อนของพาหิยทารุจีริยะ เป็นผู้อนุเคราะห์ หวังประโยชน์ ได้ทราบความปริวิตกแห่งใจของพาหิยทารุจีริยะ ด้วยใจ แล้วเข้าไปหาพาหิย ทารุจีริยะ

            ครั้นแล้วได้กล่าวว่า ดูกรพาหิยะ ท่านไม่เป็นพระอรหันต์ หรือไม่เป็นผู้ถึง อรหัตตมรรค อย่างแน่นอน ท่านไม่มีปฏิปทาเครื่องให้เป็นพระอรหันต์ หรือ เครื่องเป็น ผู้ถึงอรหัตตมรรค พาหิยทารุจีริยะถามว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บัดนี้ใครเล่า เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้ถึง อรหัตตมรรคในโลกกับเทวโลก

            เทวดาตอบว่า ดูกรพาหิยะ ในชนบททางเหนือ มีพระนครชื่อว่าสาวัตถี บัดนี้ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประทับอยู่ในพระนครนั้น

            ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล เป็นพระอรหันต์อย่างแน่นอน ทั้งทรงแสดงธรรม เพื่อความเป็นพระอรหันต์ด้วย

            ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะ ผู้อันเทวดานั้นให้สลดใจแล้ว หลีกไปจาก ท่าสุปปารกะ ในทันใดนั้นเอง ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ผู้ประทับอยู่ในพระวิหาร เชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐีใกล้พระนคร สาวัตถี โดยการพักแรมสิ้นราตรีหนึ่ง ในที่ทั้งปวง

        [๔๘] ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันจงกรมอยู่ในที่แจ้ง พาหิยทารุจีริยะ เข้าไปหา ภิกษุทั้งหลายถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ถามภิกษุเหล่านั้นว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลาย ผู้เจริญ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าประสงค์ จะเฝ้าพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า

            ดูกรพาหิยะ พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เพื่อบิณฑบาต ลำดับนั้นแล พาหิยทารุจีริยะ รีบด่วนออกจากพระวิหารเชตวัน เข้าไปยังพระนครสาวัตถี ได้เห็น พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี น่าเลื่อมใส ควรเลื่อมใส มีอินทรีย์สงบ มีพระทัยสงบ ถึงความฝึกและความสงบอันสูงสุด มีตน อันฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว มีอินทรีย์สำรวมแล้วผู้ประเสริฐ แล้วได้เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค ด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

            ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค โปรดทรงแสดง ธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรม ที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด

            [๔๙] เมื่อพาหิยทารุจีริยะกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เวลานี้ยังไม่สมควรก่อน เพราะเรายังเข้าไปสู่ละแวกบ้าน เพื่อบิณฑบาตอยู่ แม้ครั้งที่ ๒ พาหิยทารุจีริยะก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิต ของพระผู้มีพระภาคก็ดี ความเป็นไปแห่งอันตราย แก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล

            ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค โปรดทรง แสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรดทรงแสดงธรรม ที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนานเถิด ฯ    

            แม้ครั้งที่ ๒...แม้ครั้งที่ ๓ พาหิยทารุจีริยะ ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเป็นไปแห่งอันตรายแก่ชีวิต ของพระผู้มีพระภาค ก็ดีความเป็นไป แห่งอันตราย แก่ชีวิตของข้าพระองค์ก็ดี รู้ได้ยากแล ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตโปรด ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์สิ้นกาลนานเถิด ฯ

            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง

            ดูกรพาหิยะ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แล

            ดูกรพาหิยะ ในกาลใดแล เมื่อท่านเห็นจักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่า ฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ในกาลนั้น ท่านย่อม ไม่มี ในกาลใดท่านไม่มี ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แล เป็นที่สุดแห่งทุกข์

            ลำดับนั้นแล จิตของพาหิยทารุจีริยะ กุลบุตรหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นในขณะนั้นเอง ด้วยพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้ ของพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสสอนพาหิยทารุจีริยะกุลบุตร ด้วยพระโอวาท โดยย่อนี้แล้ว เสด็จหลีกไป ฯ

            [๕๐] ครั้งนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน แม่โคลูกอ่อนขวิด พาหิยทารุจีริยะให้ล้มลงปลงเสียจากชีวิต ครั้นพระผู้มี พระภาค เสด็จเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครสาวัตถี เสด็จกลับจากบิณฑบาต ในเวลาปัจฉาภัต เสด็จออกจากพระนคร พร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก ได้ทอดพระเนตร เห็นพาหิยทารุจีริยะ ทำกาละแล้ว จึงตรัส กะภิกษุทั้งหลายว่า

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงช่วยกันจับสรีระ ของ พาหิยทารุจีริยะ ยกขึ้นสู่เตียงแล้ว จงนำไปเผาเสีย แล้วจงทำสถูปไว้

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะ ประพฤติธรรมอันประเสริฐ เสมอกับท่านทั้งหลาย ทำกาละแล้ว ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ช่วยกันยกสรีระของ พระพาหิยทารุจีริยะ ขึ้นสู่เตียง แล้วนำไปเผา และทำสถูปไว้แล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ได้นั่งอยู่ณ ที่ควรข้างหนึ่ง

            ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สรีระของ พาหิยทารุจีริยะ ข้าพระองค์ทั้งหลายเผาแล้ว และสถูปของพาหิยทารุจีริยะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทำไว้แล้วคติของพาหิยทารุจีริยะนั้นเป็นอย่างไร ภพเบื้องหน้าของเขาเป็นอย่างไร ฯ

            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะ เป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งไม่ทำเราให้ลำบาก เพราะเหตุแห่งการ แสดงธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะปรินิพพานแล้ว

            ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้น ว่า

ดิน น้ำ ไฟ และลม ย่อมไม่หยั่งลงในนิพพานธาตุใด
ในนิพพานธาตุ นั้น
ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง
พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ
พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง
ความมืดย่อมไม่มี
ก็เมื่อใด พราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้ (สัจจะ ๔) รู้แล้วด้วยตน
เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมหลุดพ้น จากรูป และ อรูป จากสุข และทุกข์



พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๔ วินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๒๔


เรื่องยสกุลบุตร


            [๒๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครพาราณสี มีกุลบุตร ชื่อ ยส เป็นบุตร เศรษฐี สุขุมาลชาติ. ยสกุลบุตรนั้นมีปราสาท ๓ หลัง คือหลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูหนาว หลังหนึ่ง เป็นที่อยู่ ในฤดูร้อน หลังหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน. ยสกุลบุตรนั้นรับบำเรอด้วย พวกดนตรี ไม่มีบุรุษเจือปน ในปราสาทฤดูฝนตลอด ๔ เดือน ไม่ลงมาเบื้องล่าง ปราสาท.

            ค่ำวันหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรอิ่มเอิบพร้อมพรั่งบำเรออยู่ ด้วยกามคุณ ๕ ได้นอน หลับก่อน ส่วนพวกบริวารชนนอนหลับภายหลัง. ประทีปน้ำมันตามสว่าง อยู่ตลอดคืน. คืนนั้นยสกุลบุตรตื่นขึ้นก่อน ได้เห็นบริวารชนของตนกำลังนอนหลับ บางนาง มีพิณ ตกอยู่ที่รักแร้ บางนางมีตะโพนวาง อยู่ข้างคอ บางนางมีเปิงมางตกอยู่ ที่อก บางนาง สยายผม บางนางมีน้ำลายไหล บางนางบ่นละเมอ ต่างๆปรากฏแก่ ยสกุลบุตร ดุจ ป่าช้าผีดิบ. 

            ครั้นแล้วความเห็นเป็นโทษได้ปรากฏแก่ยสกุลบุตร จิตตั้งอยู่ในความเบื่อหน่าย จึงยสกุลบุตรเปล่งอุทานว่าท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ แล้วสวม รองเท้าทอง เดินตรงไปยังประตูนิเวศน์ พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ ด้วยหวังใจว่า ใครๆ
อย่าได้ทำอันตราย แก่การ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตของยสกุลบุตรเลย.

            ลำดับนั้น ยสกุลบุตรเดินตรงไปทางประตูพระนคร. พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ ด้วยหวังใจว่าใครๆ อย่าได้ทำอันตรายแก่การออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตของ ยสกุลบุตร. ทีนั้น ยสกุลบุตร ได้เดินตรงไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.

            [๒๖] ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคตื่นบรรทมแล้วเสด็จ จงกรมอยู่ ณ ที่แจ้งได้ ทอดพระเนตรเห็นยสกุลบุตรเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จลง จากที่จงกรม ประทับนั่งบนอาสนะ ที่ปูลาดไว้. 

            ขณะนั้น ยสกุลบุตรเปล่งอุทานในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านผู้เจริญ ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ. ทันทีนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะยสกุลบุตรว่า ดูกรยสที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิดยส นั่งลง เราจักแสดงธรรมแก่เธอ. 

            ที่นั้น ยสกุลบุตรร่าเริงบันเทิงใจว่าได้ยินว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ดังนี้ 
แล้วถอด รองเท้าทองเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคม พระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อยสกุลบุตรนั่งเรียบร้อยแล้วพระผู้มีพระภาค ได้ทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม.

            เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ยสกุลบุตรมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้วจึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้น แสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์สมุทัย  นิโรธ  มรรค.

            ดวงตาเห็นธรรม (สำเร็จโสดาบัน) ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ว่าสิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา
ได้เกิดแก่ ยสกุลบุตร ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรได้รับน้ำย้อมเป็นอย่างดี ฉะนั้น.

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บิดาของยสกุลบุตรตามหา

            [๒๗] ครั้นรุ่งเช้า มารดาของยสกุลบุตรขึ้นไปยังปราสาท ไม่เห็นยสกุลบุตร จึงเข้าไปหา เศรษฐีผู้คหบดี แล้วได้ถามว่า ท่านคหบดีเจ้าข้า พ่อยสกุลบุตรของท่านหายไปไหน? ฝ่ายเศรษฐี ผู้คหบดีส่งทูตขี่ม้าไปตามหาทั้ง ๔ ทิศแล้ว  ส่วนตัวเองไปหาทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ได้พบรองเท้าทองวางอยู่ ครั้นแล้วจึงตามไปสู่ที่นั้น. 

            พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีผู้คหบดีมาแต่ไกล. ครั้นแล้วทรง พระดำริว่า  ไฉนหนอ เราพึงบันดาล อิทธาภิสังขาร(พระองค์แสดงฤทธิ์) ให้เศรษฐี คหบดีนั่งอยู่ ณ ที่นี้ ไม่เห็น ยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้  แล้วทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ดังพระพุทธดำริ.

            ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า พระผู้มีพระภาค ทรงเห็น ยสกุลบุตรบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า? พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรคหบดี ถ้าอย่างนั้น เชิญนั่ง บางทีท่านนั่งอยู่ ณ ที่นี้จะพึงได้เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้.

            ครั้งนั้น เศรษฐีผู้คหบดีร่าเริงบันเทิงใจว่า ได้ยินว่า เรานั่งอยู่ ณ ที่นี้แหละ จักเห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ ณ ที่นี้  จึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อเศรษฐีผู้คหบดีนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดง อนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ ในความออกจากกาม. 

            เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า เศรษฐีผู้คหบดี  มีจิตสงบมีจิตอ่อน มีจิต ปลอดจาก นิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี  ปราศจากมลทินว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ได้เกิดแก่เศรษฐีผู้คหบดี ณ ที่นั่งนั้น แล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน  ควรได้รับน้ำย้อม ฉะนั้น.

            ครั้นเศรษฐีผู้คหบดี ได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้ง แล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำ แสดงความ สงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้ง นัก ภาษิตของ พระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้าพระองค์ ทรงประกาศ ธรรมโดยอเนก ปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของ ที่ปิด บอกทางแก่คน หลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้

            ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิม แต่วันนี้ เป็นต้นไป.

            ก็เศรษฐีผู้คหบดีนั้น ได้เป็นอุบาสก กล่าวอ้างพระรัตนตรัย เป็นคนแรก ในโลก

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ยสกุลบุตรสำเร็จพระอรหัตต์

            [๒๘] คราวเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ บิดาของยสกุลบุตร จิตของ ยสกุลบุตร ผู้พิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้วก็พ้นจาก อาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น.

            ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงพระดำริว่า เมื่อเราแสดงธรรมแก่บิดาของ ยสกุลบุตรอยู่ จิตของยสกุลบุตร ผู้พิจารณาเห็นภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น.

            ยสกุลบุตรไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ ครั้งก่อน ถ้ากระไร เราพึงคลายอิทธาภิสังขารนั้นได้แล้ว.

            พระองค์ก็ได้ทรงคลายอิทธาภิสังขาร*นั้น (ฤทธิ์จากการเจริญอิทธิบาทสี่)

            เศรษฐีผู้คหบดีได้เห็นยสกุลบุตรนั่งอยู่ ครั้นแล้วได้พูดกะยสกุลบุตรว่า พ่อ ยส มารดาของเจ้าโศกเศร้าคร่ำครวญถึง เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดา ของเจ้าเถิด.

            ครั้งนั้น ยสกุลบุตรได้ชำเลืองดูพระผู้มีพระภาคๆ ได้ตรัสแก่เศรษฐีผู้คหบดี ว่า  ดูกรคหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วย ญาณทัสสนะ เพียงเสขภูมิเหมือนท่าน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรม ตามที่ตนได้เห็นแล้ว
ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น (สำเร็จเป็นอรหันต์แล้ว ในขณะที่ยังเป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน)

            ดูกรคหบดียสกุลบุตรควรหรือเพื่อจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็น คฤหัสถ์ ครั้งก่อน?. เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.

            พระผู้มีพระภาคตรัส รับรองว่า ดูกรคหบดี  ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมด้วย ญาณทัสสนะ เพียงเสขภูมิเหมือนท่าน เมื่อเธอพิจารณาภูมิธรรมตามที่ตนได้เห็นแล้ว ได้รู้แจ้งแล้ว จิตพ้นแล้วจาก อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ดูกรคหบดี ยสกุลบุตร ไม่ควรจะกลับเป็นคฤหัสถ์บริโภคกาม เหมือนเป็นคฤหัสถ์ครั้งก่อน.

            เศรษฐีผู้คหบดีกราบทูลว่า การที่จิตของยสกุลบุตรพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือ มั่นนั้น เป็นลาภของยสกุลบุตร ยสกุลบุตรได้ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค มียสกุลบุตร เป็นปัจฉาสมณะ จงทรงรับภัตตาหารของ ข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเสวยในวันนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคทรงรับโดยดุษณีภาพ. 

            ครั้นเศรษฐีผู้คหบดีทราบการรับนิมนต์ ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ลุกจากที่นั่ง  ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้วกลับไป.

            กาลเมื่อเศรษฐี ผู้คหบดีกลับไปแล้วไม่นาน ยสกุลบุตรได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มี พระภาคว่าพระพุทธเจ้าข้า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนัก พระผู้มีพระภาค.

            พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด แล้วได้ตรัสต่อไปว่า ธรรมอันเรา กล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด.

พระวาจานั้นแล  ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น

            สมัยนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก ๗ องค์
(ตถาคต-1 ปัญจวัคคีย์-5 ยศสกุลบุตร-1 รวมเป็น 7 )



เรื่องราวที่แต่งขึ้นมาภายหลัง
(อรรถกถา)

ฆราวาสรายอื่นๆที่เชื่อกันว่าเป็นผู้บรรลุพระอรหัตผล เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ ไม่ได้เป็นคำกล่าวที่ ออกจากพระโอษฐ์ หรือพุทธวจน ได้แก่

(เป็นคำตอบที่ได้รับจากการถาม ai)

๑.พระเจ้าสุทโธทนะ
พระพุทธบิดาทรงบรรลุธรรมตามลำดับขั้นตั้งแต่โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และ ในวาระสุดท้ายก่อนปรินิพพาน ทรงบรรลุพระอรหัตผล ในเพศฆราวาสใต้ พระมหาเศวตฉัตร

แหล่งอ้างอิงหลัก: เรื่องราวการบรรลุธรรมของพระเจ้าสุทโธทนะส่วนใหญ่ ปรากฏใน อรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก) และ พุทธประวัติ ที่อ้างอิงเนื้อหาจากพระวินัย และพระสูตรอื่นๆ โดยไม่มี "สุทโธทนสูตร" เป็นการเฉพาะในนิกายหลัก แต่เป็นส่วนหนึ่ง ของเหตุการณ์ ในพุทธประวัติ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก และครั้งสุดท้าย

(และที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมแก่ พระนางสิริมหามายา พระมารดา ของพระพุทธเจ้า ที่ชั้นดาวดึงส์ นี้ก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นภายหลัง)

๒. พระนางเขมา
พระนางเขมาเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร และเป็นอัครสาวิกาฝ่ายขวา (เอตทัคคะในทางมีปัญญามาก) พระนางบรรลุอรหัตผล ขณะยังเป็นฆราวาส ก่อนที่จะทรงผนวชเป็นภิกษุณี

แหล่งอ้างอิงหลัก: เรื่องราวนี้มักปรากฏใน อรรถกถาธรรมบท รื่องพระนางเขมา หรือในส่วนของ อังคุตตรนิกาย ที่กล่าวถึงตำแหน่งเอตทัคคะ ของพระเถรีต่างๆ

๓. สันตติมหาอำมาตย์
อำมาตย์ใหญ่ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้รับรางวัลเป็นราชสมบัติ 7 วัน หลังปราบ กบฏได้สำเร็จ ในวันสุดท้ายได้ฟังธรรมจาก พระพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตผล ทันที และปรินิพพานในวันนั้น

แหล่งอ้างอิงหลัก: เรื่องราวนี้โดยเฉพาะรายละเอียดการบรรลุธรรม 7 วัน มักจะพบใน อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องสันตติมหาอำมาตย์ ซึ่งเป็นส่วนขยายความจากบทคาถาธรรมบท ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงคุณค่า ของบทธรรม บทเดียวที่ดีกว่าคาถาพันที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์






  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์