พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๑ สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า ๕๘
จักกวัตติสูตร - อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละ
[๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัย อันสืบเนื่อง มาจากบิดาของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัย อันสืบมาจากบิดาของตน จักเจริญทั้งด้วยอายุ จักเจริญทั้งด้วยวรรณะ จักเจริญทั้งด้วยสุข จักเจริญทั้งด้วยโภคะ จักเจริญทั้งด้วยพละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน เรื่องอายุ ของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เจริญอิทธิบาท ประกอบด้วย ฉันทะสมาธิ ปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาท ประกอบด้วย วิริยะสมาธิ ปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาท ประกอบด้วย จิตตสมาธ ิปธานสังขาร
เจริญอิทธิบาท ประกอบด้วย วิมังสาสมาธ ิปธาน สังขาร
เธอนั้น
เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เพราะกระทำให้มากซึ่ง อิทธิบาท ๔ เหล่านี้ เมื่อปรารถนาก็พึงตั้งอยู่ได้ถึงกัป ๑ หรือเกินกว่ากัป ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้แลเป็นอธิบายในเรื่องอายุของภิกษุ
..................................................................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน เรื่องวรรณะ ของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร
ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีศีล
สำรวมระวังในพระปาติโมกข์
ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร
มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย
สมาทาน ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องวรรณะ ของภิกษุ
..................................................................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน เรื่องสุข ของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน
มีวิตก มีวิจาร มีปีติ และสุข เกิดแก่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน
มีความผ่องใส แห่งจิต ณ ภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป
ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ มี สัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย
เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า
ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌาน
ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้
มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องสุข ของภิกษุ
..................................................................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน เรื่องโภคะ ของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
มีจิตประกอบด้วย เมตตา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง
ด้วยจิตประกอบด้วย เมตตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน
ด้วยมีจิตประกอบด้วย กรุณา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง
ด้วยจิต ประกอบด้วย กรุณา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน
ด้วยมีจิต ประกอบด้วย มุทิตา แผ่ไปตลอดทิศ ๑
อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง
ด้วยจิตประกอบด้วย มุทิตา อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน
ด้วยมีจิตประกอบด้วย อุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้ง เบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง
ด้วยจิตประกอบด้วย อุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความ เป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องโภคะ ของภิกษุ
..................................................................................................
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใน เรื่องพละ ของภิกษุ มีอธิบายอย่างไร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้
ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ และ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในทิฐธรรมเทียว เข้าถึงอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอธิบายในเรื่องพละ ของภิกษุ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นแม้กำลังสักอย่างหนึ่งอื่น อันข่มได้แสนยาก เหมือนกำลังของมารนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้จะเจริญขึ้นได้ อย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นกุศลธรรมทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นยินดีชื่นชม พระภาษิต ของพระผู้มีพระภาคแล้วดังนี้แลฯ
จบ จักกวัตติสูตร ที่ ๓
|