เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม

ถาม-ตอบ กับ AI (ชุด2)
 
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ถาม AI :
ภิกษุรับเงินและทอง เป็นอาบัติ หากให้ผู้อื่นรับแทน เป็นอาบัติหรือไม่

AI_205

 

1)
ภิกษุรับเงิน และทอง เป็นอาบัติ หากให้ผู้อื่นรับแทน เป็นอาบัติหรือไม่

คำตอบจากAI

เป็นอาบัติครับ ตามพระธรรมวินัยระบุชัดเจนว่าภิกษุจะรับเอง หรือให้ผู้อื่นรับแทน ก็ต้องอาบัติเช่นเดียวกัน

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ใน นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ข้อที่ 18 (โกสิยวรรค) ความว่า: "อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์"

รายละเอียดของอาบัติ
    การรับเอง: ภิกษุหยิบจับหรือรับเงินทองเข้ามือตนเอง
    การให้ผู้อื่นรับแทน: ภิกษุสั่งหรือบอกให้ผู้อื่น (เช่น ลูกศิษย์ หรือญาติโยม) รับเงินทองนั้นไว้เพื่อตน
    การยินดีเงินที่เขาเก็บไว้ให้: แม้ไม่ได้สั่ง แต่เมื่อเขารับไว้ให้แล้ว ภิกษุมีความยินดี หรือหมายใจว่าเป็นของตน ก็เป็นอาบัติ

โทษและการแก้ไข
     ประเภทอาบัติ: เป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ซึ่งถือเป็นอาบัติที่ต้อง "สละ" สิ่งของนั้น ออกไปก่อน จึงจะแสดงอาบัติ (ปลงอาบัติ) ตก
     การสละ:ภิกษุต้องสละเงินทองนั้นท่ามกลางสงฆ์ โดยห้ามนำกลับมาใช้สอยอีก

ทางออกที่ถูกต้องตามพระวินัย
หากญาติโยมประสงค์จะถวายปัจจัยเพื่อบำรุงพระศาสนา หรือเพื่อความสะดวกของ พระภิกษุ สามารถทำได้โดย:
     ถวายผ่านไวยาวัจกร: โยมมอบเงินให้ไวยาวัจกร (ผู้ทำธุระแทนพระ) แล้วแจ้งพระ ว่า "ได้มอบปัจจัยไว้กับไวยาวัจกรแล้ว หากพระคุณเจ้าต้องการปัจจัย 4 ประการใด โปรดเรียกหาจากไวยาวัจกรนั้น"
     การปวารณา: ญาติโยมบอกกล่าวความตั้งใจที่จะสนับสนุนปัจจัย 4 โดยที่พระ ไม่ต้องรับ หรือถือครองเงินนั้นโดยตรง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
2)
ไวยาวัจกรรับเงิน ไม่ถือเป็นการรับแทนตามพระวินัยหรือ

คำตอบจากAI

ไม่ใช่การรับแทนในความหมายที่ผิดพระวินัยครับ หากทำให้ถูกต้องตามขั้นตอน ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไว้ (เรียกว่า เมณฑกานุญาต) ไวยาวัจกรจะไม่ได้ ทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนรับเงิน" ให้พระ แต่เป็น "ผู้เก็บรักษาเงินของโยม" เพื่อจัดหา ของถวายพระตามความต้องการ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คือความแตกต่างระหว่าง การให้รับแทน (อาบัติ) กับ การผ่าน ไวยาวัจกร (ไม่เป็นอาบัติ):

1. แบบที่ "เป็นอาบัติ" (การให้รับแทน)
     ลักษณะ: พระสั่งโยมหรือสั่งลูกศิษย์ว่า "เอาเงินนี้ไปเก็บไว้ให้ฉันหน่อย" หรือ "รับเงินซองนี้แทนฉันที"
     เหตุผล: แบบนี้ถือว่าพระยังมีอำนาจสิทธิ์ขาดและเป็น "เจ้าของเงิน" นั้นโดยตรง เพียงแต่ไม่ได้ถือเองด้วยมือเท่านั้น

2. แบบที่ "ไม่เป็นอาบัติ" (ตามเมณฑกานุญาต)
     ลักษณะ: โยมนำเงินไปมอบให้ไวยาวัจกรเอง แล้วมา "ปวารณา" (บอกกล่าว) กับพระว่า "ข้าพเจ้าได้มอบปัจจัยไว้กับไวยาวัจกรแล้ว หากพระคุณเจ้าต้องการ สิ่งใดที่เป็นปัจจัย 4 โปรดเรียกหาจากไวยาวัจกรเถิด"

สถานะตามวินัย:
     เงิน: ยังเป็นของโยม (หรือของไวยาวัจกรในนามโยม) ไม่ใช่ของพระ
     พระ:ไม่ได้เป็นเจ้าของเงิน แต่มีสิทธิ์เรียกรับ "ของ" (กัปปิยภัณฑ์) ที่ซื้อด้วยเงิน นั้นได้
    ไวยาวัจกร: ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล "กัปปิยภัณฑ์" (ของที่ควรแก่พระ) ไม่ใช่คน ถือเงินส่วนตัวให้พระ

ข้อควรระวังตามพระวินัย (สิกขาบทที่ 10)
หากมีการมอบปัจจัยไว้กับไวยาวัจกรแล้ว พระจะไปทวงถามได้ตามเงื่อนไขดังนี้:
     ทวงด้วยวาจา: ได้ไม่เกิน 3 ครั้ง (ว่า "อาตมาต้องการจีวร/ของ...")
     ยืนนิ่งให้เห็น: หากยังไม่ได้ ให้ไปยืนให้เขาเห็นนิ่งๆ ได้อีกไม่เกิน 6 ครั้ง

หากทวงเกินกว่านี้แล้วได้มา พระต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

สรุปคือ "เจตนาและการแสดงออก" สำคัญมากครับ หากพระสั่งให้รับเพื่อเป็นเงินของ ท่านเองย่อมผิด แต่ถ้าโยมฝากไว้กับไวยาวัจกรเพื่อให้จัดการ สิ่งของมาถวาย ตาม ความต้องการ ย่อมทำได้โดยไม่ผิดวินัย

----------------------------------------------------------------------------------------------------------
3)
AI เอาข้อมูลทั้งหมดจาก บทความของบุคคล(ฆราวาส) ในเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่เว็บไซต์ที่เป็นข้อมูลหลักทางพุทธศาสนา ทำไม ai จึงไม่หาข้อมูลจากพระไตรปิฎกฉบับหลวงโดยตรง


คำตอบจากAI

ต้องขออภัยที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดครับ ข้อมูลที่ผมสรุปให้ข้างต้นนั้น อ้างอิงจาก พระไตรปิฎกและพระวินัยปิฎกโดยตรง เพียงแต่อาจจะใช้ภาษาที่สื่อสารให้เข้าใจง่าย แบบภาษาชาวบ้านทั่วไปครับ

เพื่อให้ชัดเจนและแม่นยำที่สุด ผมขอแสดงหลักฐานจาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง (ฉบับมหาจุฬาฯ หรือฉบับสยามรัฐ) ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ:

1. หลักฐานเรื่อง "การรับเงินทองเองหรือให้ผู้อื่นรับ"
     ปรากฏใน พระวินัยปิฎก เล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ภาค 2 (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ 18): "อนึ่ง ภิกษุใด รับก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองเงิน หรือยินดี ทองเงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์"

     วิเคราะห์: คำว่า "ให้รับก็ดี" (อุคคหาเปยฺย วา) หมายถึงการสั่งให้คนอื่นหยิบฉวย เงินทองนั้นมาเพื่อตนเอง ซึ่งในพระไตรปิฎกปรับอาบัติเท่ากับการรับด้วยตนเองครับ

2. หลักฐานเรื่อง "ไวยาวัจกร" (เมณฑกานุญาต)
     ปรากฏใน พระวินัยปิฎก เล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2 (เมณฑกสิกขาบท):
"เราอนุญาตให้ยินดีของที่เป็นกัปปิยะจากกัปปิยการก (ไวยาวัจกร) ได้... แต่เรามิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยประการใดๆ เลย"

     วิเคราะห์: พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระรับ "ของ" (กัปปิยภัณฑ์) จากคนที่ ดูแลเงินได้ แต่ "ห้ามพระยินดีในตัวเงิน" นั้นครับ

3. หลักฐานเรื่อง "การทวงถามไวยาวัจกร" (ราชสิกขาบท)
ปรากฏใน พระวินัยปิฎก เล่มที่ 2 (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ สิกขาบทที่ 10):
ระบุขั้นตอนชัดเจนว่า หากคหบดีฝากเงินไว้กับไวยาวัจกร ภิกษุพึงไปยืนนิ่งๆ หรือ บอกว่า "อาตมาต้องการจีวร" (ห้ามพูดว่า "เอาเงินมาซื้อจีวรให้ที") หากทวงเกิน จำนวนครั้ง ที่กำหนด (พูด 3 ครั้ง ยืน 6 ครั้ง) แล้วยังไม่ได้แต่ยังดึงดันจะเอา ภิกษุนั้น ต้องอาบัติครับ

สรุปคือ ข้อมูลที่ผมนำเสนอไม่ได้มาจากบทความฆราวาสเป็นหลัก แต่มาจาก พระวินัยปิฎก ที่เป็นธรรมนูญสูงสุดของสงฆ์ครับ เพียงแต่เว็บไซต์ทั่วไปมักนำข้อความ เหล่านี้ไปเขียนอธิบายต่ออีกที

หากท่านต้องการให้ผมคัดลอก ข้อความบาลี หรือ คำแปลฉบับหลวง แบบคำต่อคำ ในสิกขาบทใดเป็นพิเศษ แจ้งได้เลยนะครับ ผมยินดีสืบค้นจากคัมภีร์หลักให้ โดยละเอียดครับ

แหล่งอ้างอิง:
[1] พระไตรปิฎกเล่มที่ 2 พระวินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ภาค 2 (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ 18)
[2] พระไตรปิฎกเล่มที่ 5 พระวินัยปิฎกเล่มที่ 5 มหาวรรค ภาค 2 (เมณฑกานุญาต)
[3] พระไตรปิฎกเล่มที่ 2 พระวินัยปิฎกเล่มที่ 2 มหาวิภังค์ ภาค 2 (นิสสัคคิยปาจิตตีย์ข้อ 10)


----------------------------------------------------------------------------------------------------------
4)
กรณีพระออกบิณฑบาตร แล้วญาติโยมนำเงินใส่ซองถวายพระ ส่วนใหญ่พระจะ เปิดฝาบาตรให้วางซอง แบบนี้ผิดพระวินัยหรือไม่ หรือพระควรทำอย่างไร

คำตอบจากAI

เป็นอาบัติครับ ตามหลักพระธรรมวินัยที่ปรากฏใน พระวินัยปิฎก การที่พระภิกษุ เปิดฝาบาตร เพื่อให้โยมวางซองเงินลงไป หรือรับซองเงินไว้ในบาตร ถือเป็นการละเมิด พระวินัยโดยตรง

1. ทำไมถึงผิด?
     รับโดยอาการทางกาย: แม้ไม่ได้ใช้มือหยิบโดยตรง แต่การเปิดบาตรรับ หรือ ประคองบาตรให้โยมใส่เงิน จัดเป็นการ "รับ" (อุคคหณะ) หรือ "ให้รับ" (อุคคหาปะนะ) ซึ่งมีโทษเป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ (สิกขาบทที่ 18)
     บาตรมีไว้เพื่ออาหาร: บาตรพระมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อใช้รับอาหารบิณฑบาต เพื่อประทังชีวิต การใช้บาตรเป็นที่รองรับเงินทอง ถือเป็นการใช้ของผิดประเภทและ ผิดสมณวิสัย
     ความยินดีในปัจจัย: ในทางพระวินัย หากพระรับเงินมาแล้วมีใจยินดี หรือ หมายใจว่าเป็นของตน แม้จะใส่ซองหรือวางในบาตร ก็ถือว่าอาบัติสมบูรณ์แล้ว

2. สิ่งที่พระควรปฏิบัติ (ตามพระไตรปิฎก)
หากมีญาติโยมประสงค์จะถวายปัจจัยในขณะบิณฑบาต พระภิกษุควรปฏิบัติ อย่าง
เคร่งครัด ดังนี้:
     ปฏิเสธโดยสุภาพ: แจ้งโยมว่า "พระรับเงินไม่ได้" หรือ "ไม่เป็นกัปปิยะ" (ของที่ควรแก่พระ)
     แนะให้ถวายผ่านไวยาวัจกร:หากมีคนติดตาม (ศิษย์วัด) ให้บอกโยมว่า "จงมอบ ปัจจัยนี้ให้แก่ศิษย์/ไวยาวัจกรเถิด" แล้วค่อยมาบอกปวารณากับพระภายหลัง
     รับเฉพาะอาหาร: มุ่งเน้นการรับบิณฑบาตที่เป็นภัตตาหารหรือกัปปิยภัณฑ์ (ของที่พระใช้ได้) เท่านั้น

3. ผลของการรับเงินเข้าบาตร
     ต้องสละเงิน: เงินที่พระรับมานั้นถือเป็น "วัตถุอนามัส" (ของที่จับต้องไม่ได้) และ เป็น "นิสสัคคีย์" คือพระต้องสละเงินนั้นทิ้งไปท่ามกลางสงฆ์ก่อน จึงจะสามารถ ปลงอาบัติ ให้ตกได้
     ความเสื่อมศรัทธา: การที่พระรับเงินทองเหมือนคฤหัสถ์ เป็นเหตุให้ชาวบ้าน ที่รู้ พระวินัยติเตียน และทำให้พระธรรมวินัยเสื่อมถอยลง

สรุป: การเปิดบาตรรับซองเงิน ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องตามพระวินัย แต่เป็นความ อะลุ่มอล่วย ในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดต่อพุทธบัญญัติครับ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------

5)
ส่วนใหญ่พระมักจะอ้างว่า ไม่อยากขัดศรัทธาโยม เพราะตั้งใจทำบุญด้วยเงิน ซึ่งบางครั้งไม่มีอาหารมาถวาย แต่จะถวายเงินอย่างเดียว

คำตอบจากAI

เหตุผลเรื่อง "การรักษาศรัทธาญาติโยม" เป็นเหตุผลหลักที่พระสงฆ์ในปัจจุบัน มักใช้เพื่ออนุโลมรับปัจจัยครับ แต่หากพิจารณาตาม พระธรรมวินัย และ อรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก) จะพบมุมมองที่เคร่งครัดกว่านั้นดังนี้ครับ:

1. ศรัทธาที่ถูกต้องต้องประกอบด้วยปัญญา
ตามหลักพุทธศาสนา การทำบุญที่สมบูรณ์ต้องมี "ทักขิณาวิสุทธิ" (ความบริสุทธิ์ แห่งการให้) ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบคือ "วัตถุบริสุทธิ์" หากโยมถวาย สิ่งที่ทำให้พระ ต้องอาบัติ (ผิดศีล) ถือว่าวัตถุนั้นไม่บริสุทธิ์ในทางวินัย การที่พระรับเงินเพราะ กลัว โยม เสียใจ เรียกว่า "ตามใจโยมแต่ขัดใจพระพุทธเจ้า" ซึ่งในระยะยาวจะทำให้พระธรรมวินัย เสื่อมถอยลงครับ

2. ทางออกที่พระควรทำเพื่อรักษาทั้ง "ศรัทธา" และ "วินัย"
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระเป็น "เนื้อนาบุญ" การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ คือการรักษา ศรัทธาที่ยั่งยืนที่สุด พระท่านสามารถเลี่ยงได้ดังนี้:

     ชี้แจงด้วยเมตตา: แทนที่จะรับเงินเข้าบาตร พระสามารถบอกโยมสุภาพว่า "อาตมารับเงินโดยตรงไม่ได้ เป็นอาบัติ แต่โยมสามารถนำไปหยอดตู้ค่าน้ำค่าไฟที่วัด หรือมอบให้ไวยาวัจกรได้นะ" การทำแบบนี้คือการสอนธรรมะโยมไปในตัวครับ

     ให้ศิษย์วัดเป็นผู้รับ: หากมีลูกศิษย์เดินตาม ให้โยมมอบซองให้ศิษย์แทน โดยที่พระ ไม่ได้สั่งให้รับเพื่อตนเอง แต่เป็นการที่โยมจัดการธุระนั้นเอง (ตามหลักเมณฑกานุญาต)

     รับปวารณาแทนรับเงิน:ให้โยมเก็บเงินไว้ แล้วเขียนใบปวารณา (ใบแทนเงิน) ใส่ซอง ถวายแทน ในใบนั้นจะเขียนว่า "ข้าพเจ้าขอมอบปัจจัยจำนวน...บาท ไว้กับ ไวยาวัจกร เพื่อเป็นค่าปัจจัย 4" แบบนี้พระรับซองได้โดยไม่ผิด เพราะในซอง ไม่มีเงินจริง

3. มุมมองจากพระไตรปิฎก (สิกขาบทที่ 18)
ในสมัยพุทธกาล มีเหตุการณ์ที่พระรับเงินทองแล้วชาวบ้านติเตียนว่า "พระสมณะ เชื้อสาย พระศากยบุตร รับทองเงินเหมือนพวกเราที่เป็นคฤหัสถ์เลย" พระพุทธเจ้า จึงทรงบัญญัติห้ามเด็ดขาด โดยไม่ทรงอนุโลมแม้จะอ้างว่าเพื่อรักษาศรัทธา เพราะ "ศีลของพระ" สำคัญกว่า "ความพอใจของโยม" ครับ

สรุปคือ: การรับเงินใส่บาตรเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อไม่ให้โยมเสียหน้า แต่เป็นการสร้างปัญหาทางวินัยให้พระ และทำลายหลักการของสงฆ์ในระยะยาวครับ

 




เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)

  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           



หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์