เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

การระงับอุกเขปนียกรรม หากภิกษุประพฤติตนตามข้อวัตร 18 ข้อ อย่างครบถ้วน พึงระงับโทษ 2636
  7/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๓๐๓] - [๓๑๘]
 
"อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป" หมายถึง การที่สงฆ์รวมตัวกันลงมติ ยกภิกษุ ออกจากหมู่ (คว่ำบาตรชั่วคราว) เนื่องจากภิกษุนั้นมีความเห็นผิด (ทิฐิชั่วร้าย) แล้วไม่ยอมสละ ความเห็นนั้น แม้จะถูกตักเตือนแล้วก็ตาม

1. ข้อที่สงฆ์จำนง 6 หมวด
เป็นหลักเกณฑ์ หรือพฤติกรรมชั่วร้ายของภิกษุ ที่เมื่อสงฆ์มุ่งหวังหรือปรารถนา จะลงโทษด้วยอุกเขปนียกรรมฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป ก็สามารถทำได้
หมวดที่ 1 ทะเลาะวิวาท เป็นคนพาล มีอาบัติมาก คลุกคลีคฤหัสถ์
หมวดที่ 2 สีลวิบัติ (บกพร่องในศีล) อาจารวิบัติ (บกพร่องในมารยาท) ทิฐิวิบัติ
หมวดที่ 3 เตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
หมวดที่ 4 พูดเสียดแทง ประชดประชัน วาจาหยาบคาย ทำลายประโยชน์ของสงฆ์
หมวดที่ 5 ไม่มีความเคารพเกรงใจในพระศาสดา พระธรรม ในพระสงฆ์
หมวดที่ 6 ติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (แยกตามพฤติกรรมรายบุคคลของภิกษุ 3 รูป)

2. ข้อวัตรปฏิบัติ 18 ข้อของภิกษุผู้ถูกลงโทษ
เมื่อภิกษุถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมแล้ว จะต้องปฏิบัติตามข้อวัตร 18 ข้อ ปรับปรุงตัว เช่น
-ห้ามให้อุปสมบท แก่กุลบุตร (ห้ามบวชพระให้ใคร)
-ห้ามให้นิสัย แก่ภิกษุอื่น (ห้ามเป็นพระอาจารย์ปกครองคนอื่น)
-ห้ามมีสามเณรอุปัฏฐาก (ห้ามมีสามเณรรับใช้)
-ห้ามรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
-ห้ามยินดีในเสนาสนะ ที่เท่าเทียมหรือดีกว่าภิกษุปกติ

3. การระงับอุกเขปนียกรรม
แนวทางในการเพิกถอนหรือระงับโทษ เมื่อภิกษุนั้นกลับตัวกลับใจได้แล้ว:
-วัตรที่ไม่ควรระงับ หากภิกษุยังประพฤติผิดซ้ำ ยังไม่ละทิฐิชั่วร้าย สงฆ์ไม่พึงระงับโทษให้
-วัตรที่ควรระงับ หากภิกษุนั้นประพฤติตนดีงามตามข้อวัตร 18 ข้ออย่างครบถ้วน พึงระงับโทษ
-ขั้นตอนการขอระงับกรรม ภิกษุต้องเข้าไปหาญัตติสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า กราบแทบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษา ประณมมือ แล้วกล่าวคำขอระงับอุกเขปนียกรรมอย่างถูกต้อง จากนั้นสงฆ์ผู้ฉลาด พึงสวดประกาศด้วย ญัตติจตุตถกรรมวาจา
---------------------------------------------------------------------
หัวข้อประจำเรื่อง
1) ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด
2) วัตร ๑๘ ข้อ
3) สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม
4) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
5) ทรงติเตียน
6) วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
7) วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
8) วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป
9) คำขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป
10) กรรมวาจาระงับอุกเขปนียกรรม
เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 



7/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๓๐๓] - [๓๑๘]
จุลวรรค ภาค ๑
กัมมขันธกะ

1)
ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด

หมวดที่ ๑
           [๓๐๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาดมีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้ วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงพึงลง อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

หมวดที่ ๒
           [๓๐๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑ เป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป

หมวดที่ ๓
           [๓๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ กล่าวติเตียนพระธรรม ๑ กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วย องค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

หมวดที่ ๔
           [๓๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุ ๓ รูป คือ รูปหนึ่ง เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ รูปหนึ่งเป็นพาลไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลี อันไม่สมควร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล

หมวดที่ ๕
           [๓๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล รูปหนึ่ง เป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร รูปหนึ่งเป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล

หมวดที่ ๖
           [๓๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีก คือ รูปหนึ่ง กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า รูปหนึ่งกล่าว ติเตียนพระธรรม รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง พึงลง อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แก่ภิกษุ ๓ รูปนี้แล

ข้อที่สงฆ์จำนง ๖ หมวด ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป จบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


2)
วัตร ๑๘ ข้อ

           [๓๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุถูกสงฆ์ ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาปแล้ว ต้องประพฤติโดยชอบ

วิธีประพฤติชอบในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละ ทิฐิอันเป็นบาปนั้น ดังต่อไปนี้:-
๑. ไม่พึงให้อุปสมบท
๒. ไม่พึงให้นิสัย
๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี
๖. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป เพราะอาบัติใดไม่พึงต้องอาบัตินั้น
๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๙. ไม่พึงติกรรม
๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน
๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น
๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ
๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน

วัตร ๑๘ ข้อ ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป จบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3)
สงฆ์ลงโทษและระงับกรรม

           [๓๑๐] ครั้งนั้น สงฆ์ได้ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาปแก่ พระอริฏฐะ ผู้เกิดในตระกูลพรานแร้ง คือ ห้ามสมโภคกับสงฆ์ ท่านถูกสงฆ์ ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แล้วสึกเสีย บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระอริฏฐะ ผู้เกิดในตระกูลพรานแร้ง ถูกสงฆ์ ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาปแล้ว จึงได้สึกเสียเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

4)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

           [๓๑๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุอริฏฐะ ผู้เกิดในตระกูลพรานแร้ง ถูกสงฆ์ลง อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แล้วสึกเสีย จริงหรือ

           ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่าจริง พระพุทธเจ้าข้า

5)
ทรงติเตียน

           พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษนั้น ถูกสงฆ์ ลง อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาปแล้ว จึงได้สึกเสียเล่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ โมฆบุรุษนั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสข องชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

6)
วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด

หมวดที่ ๑
           [๓๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:-
๑. ให้อุปสมบท
๒. ให้นิสัย
๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

หมวดที่ ๒
           [๓๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่ พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-
๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป เพราะอาบัติใดต้องอาบัตินั้น
๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๔. ติกรรม
๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

หมวดที่ ๓
           [๓๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิ อันเป็นบาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:-
๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๓. ทำการไต่สวน
๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๖. โจทภิกษุอื่น
๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ
๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป จบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7)
วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด

หมวดที่ ๑
           [๓๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็น บาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ:-
๑. ไม่ให้อุปสมบท
๒. ไม่ให้นิสัย
๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

หมวดที่ ๒
           [๓๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็น บาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ:-
๑. สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป เพราะอาบัติใดไม่ต้องอาบัตินั้น
๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๔. ไม่ติกรรม
๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

หมวดที่ ๓
           [๓๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็น บาป แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ:-
๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๓. ไม่ทำการไต่สวน
๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๖. ไม่โจทภิกษุอื่น
๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ
๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
ในอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป จบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8)
วิธีระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

           [๓๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีระงับอุกเขปนียกรรมฐาน ไม่สละทิฐิอันเป็น บาป พึงระงับอย่างนี้:-

           ภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาปนั้น พึงเข้าไปหา สงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำขอระงับกรรมนั้นอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

9)
คำขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

           ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาปแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ ข้าพเจ้าขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป

           พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม

           ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

10)
กรรมวาจาระงับอุกเขปนียกรรม

           ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลง อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แล้วประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่ แล้ว สงฆ์พึงระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ

           ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แล้วประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรม ฐาน ไม่สละ ทิฐิอันเป็นบาป แก่ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับ อุกเขปนียกรรมฐานไม่สละทิฐิ อันเป็น บาป แก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงพูด

           ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...

           ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อ นี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แล้วประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้บัดนี้ ขอระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป สงฆ์ระงับอุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาปแก่ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับ อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป แก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

           อุกเขปนียกรรม ฐานไม่สละทิฐิอันเป็นบาป สงฆ์ระงับแล้ว แก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์