เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ปาริวาสิกวัตร ข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ปริวาส และวิธีปฏิบัติกรณีที่ต้องพักการอยู่กรรม 2637
  8/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๓๒๐] - [๓๓๓]
 
ปาริวาสิกวัตร ข้อวัตรปฏิบัติของภิกษุผู้อยู่ปริวาส และวิธีปฏิบัติกรณีที่ต้องพักการอยู่กรรม

1. มูลเหตุการบัญญัติวัตร เหตุการณ์เกิด ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี
มีภิกษุผู้อยู่ปริวาส ยินดีรับการกราบไหว้ ลุกรับ และการปรนนิบัติล้างเท้า นำที่นอน นำบาตรจีวร มาให้ จาก "ปกตัตตะภิกษุ" ทรงตำหนิว่าไม่สมควร เพราะผู้แต่งตั้งตนเองไว้ในฐานะต่ำเพื่อชำระ ศีล ไม่ควรรับการปฏิบัติยกย่องจากพระปกติ จึงทรงสั่งห้ามและบัญญัติ "ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ"

2. สรุปข้อห้ามสำคัญใน ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ แบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้
-ห้ามเป็นอุปัชฌาย์/อาจารย์:
-ห้ามให้อุปสมบท ห้ามให้นิสัย (รับศิษย์) และห้ามมีสามเณรอุปัฏฐาก...
-ห้ามรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี แม้เคยได้รับแต่งตั้งก็ห้ามไปสอนห้ามทำความผิดซ้ำ...
-ห้ามต้องอาบัติที่ทำให้ต้องอยู่ปริวาสนั้นซ้ำอีก หรือต้องอาบัติอื่นที่คล้ายกัน ...
-ห้ามคัดค้านสังฆกรรม ห้ามงดอุโบสถ หรือคัดค้านการปวารณาของพระปกติ ...
-ห้ามเดิน-นั่ง-ยืน แถวหน้าพระปกติ ต้องแสดงตนให้อยู่ในสถานะต่ำกว่าเสมอ...

3. รัตติเฉท เหตุที่ทำให้คืนนั้นไม่นับ
หากภิกษุอยู่ปริวาสทำสิ่งนี้ ราตรีนั้นจะไม่ถูกนับ (ต้องเริ่มนับใหม่)เรียกว่า
รัตติเฉท ๓ อย่าง ได้แก่
-สหวาโส การนอนร่วมในที่มุงที่บังเดียวกันกับพระปกติ
-วิปฺปวาโส การอยู่ปราศจาก (ไม่ได้บอกวัตรแก่ภิกษุอื่นเมื่อย้ายที่ )
-อนาโรจนา การไม่บอกอาการที่ตนอยู่ปริวาสให้พระภิกษุที่เข้ามาใหม่ได้รับทราบ

4. พุทธานุญาตวิธี "เก็บ" และ "สมาทาน" ปริวาส
ทรงอนุญาตช่องทางผ่อนปรน กรณีที่ภิกษุมีเหตุจำเป็น เช่น ป่วย หรือ มีกิจสงฆ์เร่งด่วน จนไม่สามารถประพฤติวัตรต่อเนื่องได้
-วิธีเก็บปริวาส (พักการอยู่กรรม ) ให้กล่าวคำว่า "ปริวาสํ นิกฺขิปามิ" (ข้าพเจ้าเก็บปริวาส) หรือ "วตฺตํ นิกฺขิปามิ" (ข้าพเจ้าเก็บวัตร) ต่อหน้าภิกษุปกติ ...
-วิธีสมาทานปริวาส (กลับมาอยู่กรรมต่อ) เมื่อพร้อมจะอยู่กรรมต่อ ให้กล่าวต่อหน้าพระปกติว่า "ปริวาสํ สมาทิยามิ" (ข้าพเจ้าสมาทานปริวาส) หรือ "วตฺตํ สมาทิยามิ" (ข้าพเจ้าสมาทานวัตร) เพื่อเริ่มนับราตรีที่เหลือต่อไปจนครบกำหนด

หัวข้อประจำเรื่อง
1) เรื่องพระอยู่ปริวาส
2) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
3) ทรงติเตียน
4) ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ
5) รัตติเฉท ๓ อย่าง
6) พุทธานุญาตให้เก็บปริวาส
7) วิธีเก็บปริวาส
8) พุทธานุญาตให้สมาทานปริวาส
9) วิธีสมาทานปริวาส
เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

8/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๓๒๐] - [๓๓๓]
จุลวรรค ภาค ๑
ปาริวาสิกขันธกะ

1)
เรื่องพระอยู่ปริวาส

          [๓๒๐] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ปริวาส ยินดีการ กราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การอาสนะมาให้การนำที่นอนมาให้ การนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังเมื่ออาบน้ำของปกตัตตะภิกษุ*ทั้งหลาย
* ปกตัตตภิกษุ (ปก-ตั ต-ตะ) หมายถึง ภิกษุผู้มีตนเป็นปกติ ไม่บกพร่องทางวินัย

          บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาส จึงได้ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การนำน้ำล้างเท้ามาให้ การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังเมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุทั้งหลายเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

2)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

          [๓๒๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครั บสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ใน เพราะเหตุเป็น เค้ามูล นั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาส ยินดีการกราบไหว้การลุกรัก อัญชลีกรรม สามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้การล้างเท้า การตั้ง ตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตรจีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของ ปกตัตตะภิกษุทั้งหลาย จริงหรือ

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า

3)
ทรงติเตียน

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ปริวาส จึงได้ยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมการนำอาสนะ มาให้ การนำที่นอนมาให้ การล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตร จีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุทั้งหลายเล่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกภิกษุ ผู้อยู่ปริวาสนั่นไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ ปริวาส ไม่พึงยินดีการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรมสามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การนำที่นอนมาให้ การล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตร จีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของปกตัตตะภิกษุทั้งหลาย รูปใดยินดี ต้องอาบัติทุกกฏ

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรมสามีจิกรรม การนำอาสนะมาให้ การล้างเท้า การตั้งตั่งรองเท้า การตั้งกระเบื้องเช็ดเท้า การรับบาตร จีวร การถูหลังให้เมื่ออาบน้ำ ของภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ปริวาสด้วยกัน ตามลำดับผู้แก่ พรรษา

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกิจ ๕ อย่าง คือ อุโบสถ ปวารณาผ้าอาบน้ำฝน การสละภัตร และการรับภัตร แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาสด้วยกันตามลำดับผู้แก่พรรษา

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล เราจักบัญญัติวัตรแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ ปริวาส โดยประการที่ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ต้องประพฤติทุกรูป

4)
ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ

หมวดที่ ๑
          [๓๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสพึงประพฤติชอบ

วิธีประพฤติชอบในวัตรนั้น ดังต่อไปนี้
อันภิกษุผู้ปริวาส ไม่พึงให้อุปสมบท
     ไม่พึงให้นิสัย
     ไม่พึงให้สามเณรอุปัฏฐาก
     ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
     แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี
     สงฆ์ให้ปริวาสเพื่ออาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น
     ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
     ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
     ไม่พึงติกรรม
     ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
     ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
     ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
     ไม่พึงทำการไต่สวน
     ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์
     ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
     ไม่พึงโจทภิกษุอื่น
     ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ
     ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน

หมวดที่ ๒
          [๓๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส
     ไม่พึงไปข้างหน้าแห่ง ปกตัตตะภิกษุ
     ไม่พึงนั่งข้างหน้าแห่งปกตัตตะภิกษุ พึงพอใจด้วยอาสนะสุดท้าย ที่นอนสุดท้าย วิหารสุดท้ายของสงฆ์ที่สงฆ์จะพึงให้แก่เธอ
     ไม่พึงมีปกตัตตะภิกษุ เป็นสมณะนำหน้า หรือตามหลังเข้าไปสู่สกุล
     ไม่พึงสมาทานอารัญญิกธุดงค์
     ไม่พึงสมาทานปิณฑปาติกธุดงค์ และ
     ไม่พึงให้เขานำบิณฑบาตมาส่ง เพราะปัจจัยนั้น ด้วยคิดว่าคนทั้งหลายอย่ารู้เรา

หมวดที่ ๓
          [๓๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส เป็นอาคันตุกะไป พึงบอก อาคันตุกะมา ก็พึงบอก พึงบอกในอุโบสถ พึงบอกในปวารณา ถ้าอาพาธพึงสั่งทูต ให้บอก

หมวดที่ ๔
          [๓๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่หาภิกษุมิได้
     ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาส หรือถิ่น มิใช่อาวาส ที่หาภิกษุมิได้ ทั้งนี้ เว้นแต่ไปกับปกตัตตะภิกษุ เว้นแต่มีอันตราย

หมวดที่ ๕
          [๓๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาส ที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็นนานาสังวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาส ที่มีภิกษุ แต่เป็นนานาสังวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสหรือถิ่น มิใช่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็นนานา สังวาส
     ไม่พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็นนานาสังวาส
     ไม่พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็นนานา สังวาส
     ไม่พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็น นานาสังวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็นนานา สังวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ แต่เป็น นานาสังวาส
     ไม่พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาส หรือถิ่นมิใช่อาวาส ที่มีภิกษุ แต่เป็นนานาสังวาส ทั้งนี้ เว้นแต่ไปกับปกตัตตะ ภิกษุเว้นแต่มีอันตราย

หมวดที่ ๖
          [๓๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส
     พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ เป็นสมานสังวาส
     พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ เป็นสมานสังวาส
     พึงออกจากอาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุเป็นสมานสังวาส
     พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุ เป็นสมานสังวาส
     พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ เป็นสมานสังวาส
     พึงออกจากถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุเป็น สมานสังวาส
     พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาสที่มีภิกษุเป็นสมานสังวาส
     พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่ถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุเป็นสมาน สังวาส
     พึงออกจากอาวาสหรือถิ่นมิใช่อาวาสที่มีภิกษุ ไปสู่อาวาส หรือถิ่นมิใช่อาวาส ที่มี ภิกษุเป็นสมานสังวาส ทั้งนี้ ที่รู้ว่าอาจจะไปถึงในวันนี้เทียว

หมวดที่ ๗
          [๓๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส
     ไม่พึงอยู่ในที่มุงอันเดียว กันในอาวาส กับปกตัตตะภิกษุ
     ไม่พึงอยู่ในที่มุงอันเดียวกันในถิ่นมิใช่อาวาส
     ไม่พึงอยู่ในที่มุงอันเดียวกันในอาวาสก็ดี ในถิ่นมิใช่อาวาสก็ดี
     เห็นปกตัตตะภิกษุ แล้ว พึงลุกออกจากอาสนะ
     พึงนิมนต์ปกตัตตะภิกษุให้นั่ง
     ไม่พึงนั่งในอาสนะเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ
     เมื่อปกตัตตะภิกษุนั่ง ณ อาสนะต่ำ ไม่พึงนั่ง ณ อาสนะสูง
     เมื่อปกตัตตะภิกษุนั่ง ณ พื้นดิน ไม่พึงนั่ง ณ อาสนะ
     ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมอันเดียวกันกับปกตัตตะภิกษุ
     เมื่อปกตัตตะภิกษุจงกรมอยู่ในที่จงกรมต่ำ ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมสูง
     เมื่อปกตัตตะภิกษุจงกรม ณ พื้นดิน ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม

หมวดที่ ๘
          [๓๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาส
     ไม่พึงอยู่ในที่มุงเดียวกัน ในอาวาส กับภิกษุอยู่ปริวาส ผู้แก่พรรษากว่า
     ไม่พึงอยู่ในที่มุงเดียวกันในถิ่นมิใช่อาวาส
     ไม่พึงอยู่ในที่มุงเดียวกันในอาวาสก็ดี ในถิ่นมิใช่อาวาสก็ดี
     ไม่พึงนั่งในอาสนะเดียวกันกับภิกษุอยู่ปริวาสผู้แก่พรรษากว่า
     ... กับภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม
     ... กับภิกษุผู้ควรมานัต
     ... กับภิกษุผู้ประพฤติมานัต
     ... กับภิกษุผู้ควรอัพภาน
     เมื่อเธอนั่ง ณ อาสนะต่ำ ไม่พึงนั่ง ณ อาสนะสูง
     เมื่อเธอนั่ง ณ พื้นดิน ไม่พึงนั่ง ณ อาสนะ
     ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมเดียวกัน
     เมื่อเธอจงกรมอยู่ในที่จงกรมต่ำ ไม่พึงจงกรมในที่จงกรมสูง
     เมื่อเธอจงกรมอยู่ ณ พื้นดิน ไม่พึงจงกรมในที่จงกรม

          [๓๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสงฆ์มีภิกษุ ผู้อยู่ปริวาสเป็นที่ ๔ พึงให้ปริวาส พึงชักเข้าหาอาบัติเดิม พึงให้มานัต สงฆ์ ๒๐ รูปทั้งภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้น พึงอัพภาน การกระทำดังนั้นใช้ไม่ได้และไม่ควรทำ

ปาริวาสิกวัตร ๙๔ ข้อ จบ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5)
รัตติเฉท ๓ อย่าง

          [๓๓๑] ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาค นั่งเฝ้า ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระอุบาลี นั่งเฝ้าเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามความข้อนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ความขาดแห่งราตรีของภิกษุ ผู้อยู่ปริวาส มีเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อุบาลี ความขาดแห่งราตรี ของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ คือ อยู่ร่วม ๑ อยู่ปราศ ๑ ไม่บอก ๑ รัตติเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาสมี ๓ อย่างนี้แล

6)
พุทธานุญาตให้เก็บปริวาส

          [๓๓๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ในพระนครสาวัตถี ภิกษุสงฆ์มาประชุมกันมากมาย ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ปริวาส ไม่สามารถจะชำระปริวาส จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เก็บปริวาส

7)
วิธีเก็บปริวาส

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีเก็บปริวาส พึงเก็บอย่างนี้:-

          อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประคองอัญชลี แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเก็บปริวาสปริวาสเป็นอัน เก็บแล้ว หรือกล่าวว่า ข้าพเจ้าเก็บวัตร ปริวาสก็เป็นอันเก็บแล้ว

8)
พุทธานุญาตให้สมาทานปริวาส

          [๓๓๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ออกจากพระนครสาวัตถี ไปในที่นั้นๆ แล้ว พวกภิกษุผู้อยู่ปริวาสสามารถชำระปริวาสได้ จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมาทานปริวาส

9)
วิธีสมาทานปริวาส

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีสมาทานปริวาส พึงสมาทานอย่างนี้:-
อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำสมาทานว่า ข้าพเจ้าสมาทานปริวาส ปริวาสเป็นอัน สมาทานแล้ว หรือกล่าวคำสมาทานว่า ข้าพเจ้าสมาทานวัตรปริวาส ก็เป็นอันสมาทานแล้ว






 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์