เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ นำคณะสงฆ์เดินทางไปลงโทษภิกษุกลุ่มอัสสชิ และปุนัพพสุกะ ณ ชนบทกิฏาคีรี 2628
  3/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๑๐๕] - [๑๒๘]
 


"ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด" ในการลงปัพพาชนียกรรม (กรรมขับออกจากหมู่หรือไล่ออกจากวัด) นี้เป็นบทเริ่มต้นของหมวดที่ ๑ ซึ่งระบุถึงพฤติกรรมเสื่อมเสียของภิกษุ ที่ทำให้สงฆ์สามารถ ร่วมใจ กันลงมติลงโทษ ได้ตามความปรารถนา (จำนง)

เนื้อหาสำคัญในข้อ [๑๐๕] (หมวดที่ ๑)
พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเกณฑ์ไว้ว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ (มีพฤติกรรม ๓ ประการนี้)
เมื่อสงฆ์จำนง (เห็นพ้องต้องกัน) จะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุนั้นก็ได้ คือ
-เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว และก่ออธิกรณ์ในสงฆ์
-เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก และมีมรรยาทไม่สมควร
-อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร

ภาพรวมของ "ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด"
ในการลงปัพพาชนียกรรม พฤติกรรมทั้ง 14 หมวด ที่ทำให้ภิกษุเสี่ยงต่อการถูกขับออกจากหมู่
หมวดที่ ๑ อความวิวาท, เป็นพาลมีอาบัติมาก, คลุกคลีกับคฤหัสถ์
หมวดที่ ๒ เป็นผู้มีศีลวิบัติในอธิศีล
หมวดที่ ๓ เป็นผู้มีความประพฤติวิบัติในอาจาระ (ความประพฤติ)
หมวดที่ ๔ เป็นผู้มีความเห็นวิบัติในทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
หมวดที่ ๕ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า
หมวดที่ ๖ กล่าวติเตียนพระธรรม และกล่าวติเตียนพระสงฆ์
หมวดที่ ๗ ประพฤติอนาจารและประกอบมิจฉาชีพทางกาย
หมวดที่ ๘ ประพฤติอนาจารและประกอบมิจฉาชีพทางวาจา
หมวดที่ ๙ ประพฤติอนาจารและประกอบมิจฉาชีพทั้งทางกายและวาจา
หมวดที่ ๑๐ เล่นคะนองและประพฤติอนาจารต่าง ๆ ทางกาย
หมวดที่ ๑๑ เล่นคะนองและประพฤติอนาจารต่าง ๆ ทางวาจา
หมวดที่ ๑๒ เล่นคะนองและประพฤติอนาจารต่าง ๆ ทั้งทางกายและวาจา
หมวดที่ ๑๓ ทำความเสียหายและประพฤติเลวทรามทางกายและวาจา
หมวดที่ ๑๔ ลบล้างพระบัญญัติและประพฤติไม่เหมาะสมในข้อวัตรปฏิบัติ

ภิกษุสงฆ์เดินทางไปลงโทษ
พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ นำคณะสงฆ์ เดินทางไปลงโทษ ภิกษุกลุ่มอัสสชิ และ ปุนัพพสุกะ ณ ชนบทกิฏาคีรี คณะภิกษุสงฆ์ที่มี พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ เป็นประมุข เดินทางไปยังชนบทกิฏาคีรี และร่วมกันลง ปัพพาชนียกรรม (โทษขับออกจากหมู่ หรือไล่ออก จากวัด) แก่ พวกภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะ โดยสั่งห้ามไม่ให้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นอีกต่อไป

พฤติกรรมดื้อดึงหลังถูกลงโทษ
เมื่อกลุ่มภิกษุผู้ทำความผิดถูกลงโทษแล้ว กลับไม่ยอมรับ ความผิดและไม่ประพฤติตนให้ถูกต้อง โดยมีพฤติกรรมเสื่อมเสียซ้ำสองดังนี้
-ไม่ยอมละทิ้งความเย่อหยิ่ง และไม่ยอมประพฤติแก้ตัว
-ไม่ยอมขอขมาโทษ ต่อภิกษุทั้งหลาย
-ด่าทอและบริภาษการกสงฆ์ (ภิกษุผู้ทำงานสงฆ์/คณะผู้ลงโทษ)
-กล่าวหาใส่ความคณะสงฆ์ ว่ามีอคติ ๔ ประการ คือลำเอียงเพราะรัก /ลำเอียงเพราะชัง/ ลำเอียง เพราะหลง/ลำเอียงเพราะกลัว


หัวข้อประจำเรื่อง
1) ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด
2) วัตร ๑๘ ข้อในปัพพาชนียกรรม
3) ภิกษุสงฆ์เดินทางไปลงโทษ
4) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
5) ทรงติเตียน
6) วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
7) วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด
8) วิธีระงับปัพพาชนียกรรม
10) กรรมวาจาระงับปัพพาชนียกรรม


เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

3/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๑๐๕] - [๑๒๘]
จุลวรรค ภาค ๑

1)
ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด

หมวดที่ ๑
          [๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมากมีมรรยาท ไม่สมควร ๑ อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๒
          [๑๐๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ เป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ เป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๓
          [๑๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ กล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ กล่าวติเตียนพระธรรม ๑ กล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนงจะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๔
          [๑๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ เล่นคะนองกาย ๑ เล่นคะนองวาจา ๑ เล่นคะนองกาย และวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๕
          [๑๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ ประพฤติอนาจารทางกาย ๑ ประพฤติอนาจาร ทาง วาจา ๑ ประพฤติอนาจารทางกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๖
          [๑๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ บังอาจลบล้างพระบัญญัติทางกาย ๑บังอาจลบล้าง พระบัญญัติทางวาจา ๑ บังอาจลบล้างพระบัญญัติ ทางกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๗
          [๑๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้ คือ ประกอบมิจฉาชีพทางกาย ๑ ประกอบมิจฉาชีพ ทางวาจา ๑ ประกอบมิจฉาชีพ ทางกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลง ปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๘
          [๑๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ๓ รูป คือ รูปหนึ่งเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาทก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ๑ รูปหนึ่งเป็นพาล ไม่ฉลาด มีวิบัติมากมีมรรยาทไม่สมควร ๑ รูปหนึ่งอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๙
          [๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลวิบัติ ในอธิศีล ๑ รูปหนึ่งเป็นผู้มีอาจารวิบัติ ในอัธยาจาร ๑ รูปหนึ่ง เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ ในอติทิฐิ ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๑๐
          [๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระธรรม ๑ รูปหนึ่งกล่าวติเตียนพระสงฆ์ ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๑๑
          [๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งเล่นคะนองกาย ๑ รูปหนึ่งเล่นคะนองวาจา ๑ รูปหนึ่งเล่น คะนองกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๑๒
          [๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งประพฤติอนาจารทางกาย ๑ รูปหนึ่งประพฤติอนาจารทางวาจา ๑ รูปหนึ่งประพฤติอนาจาร ทางกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๑๓
          [๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นอีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งบังอาจลบล้างพระบัญญัติทางกาย ๑ รูปหนึ่งบังอาจลบล้าง พระบัญญัติทางวาจา ๑ รูปหนึ่งบังอาจลบล้าง พระบัญญัติทางกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

หมวดที่ ๑๔
          [๑๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ๓ รูปแม้อื่นอีกก็ได้ คือ รูปหนึ่งประกอบมิจฉาชีพทางกาย ๑ รูปหนึ่งประกอบมิจฉาชีพ ทางวาจา ๑ รูปหนึ่งประกอบมิจฉาชีพทางกายและวาจา ๑
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ ๓ รูปนี้แล เมื่อสงฆ์จำนง จะพึงลงปัพพาชนียกรรมก็ได้

ข้อที่สงฆ์จำนง ๑๔ หมวด จบ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2)
วัตร ๑๘ ข้อในปัพพาชนียกรรม

[๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ถูกสงฆ์ ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ต้องประพฤติโดยชอบ
วิธีประพฤติโดยชอบในปัพพาชนียกรรมนั้น ดังต่อไปนี้:-
๑. ไม่พึงให้อุปสมบท
๒. ไม่พึงให้นิสัย
๓. ไม่พึงให้สามเณรอุปฐาก
๔. ไม่พึงรับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่พึงสั่งสอนภิกษุณี
๖. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่พึงต้องอาบัตินั้น
๗. ไม่พึงต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๘. ไม่พึงต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๙. ไม่พึงติกรรม
๑๐. ไม่พึงติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
๑๑. ไม่พึงห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๑๒. ไม่พึงห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๑๓. ไม่พึงทำการไต่สวน
๑๔. ไม่พึงเริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๑๕. ไม่พึงยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๑๖. ไม่พึงโจทภิกษุอื่น
๑๗. ไม่พึงให้ภิกษุอื่นให้การ
๑๘. ไม่พึงช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน

วัตร ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3)
ภิกษุสงฆ์เดินทางไปลงโทษ

          [๑๒๐] ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์มีพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ เป็นประมุขได้ไปสู่ ชนบท กิฏาคีรี แล้วลงปัพพาชนียกรรมแ ก่พวกภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะ จากชนบท กิฏาคีรีว่า พวกภิกษุอัสสชิ และปุนัพพสุกะ ไม่พึงอยู่ในชนบทกิฏาคีรี

          พวกภิกษุอัสสชิ และปุนัพพสุกะเหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลายยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะความ ขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มีสึกเสียก็มี

          บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พวกภิกษุอัสสชิ และปุนัพพสุกะ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่ประพฤติ โดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลายยังด่า ยังบริภาษ การกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะความขัดเคือง ลำเอียง เพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มีสึกเสียก็มีเล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

4)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

          [๑๒๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็น เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกภิกษุอัสสชิ และปุนัพพสุกะ ถูกสงฆ์ลง ปัพพาชนียกรรม แล้ว ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมา ภิกษุทั้งหลาย ยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียงเพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะความ ขัดเคือง ลำเอียงเพราะความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มี สึกเสียก็มี จริงหรือ

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

5)
ทรงติเตียน

          พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว จึงได้ไม่ประพฤติโดยชอบ ไม่หายเย่อหยิ่ง ไม่ประพฤติแก้ตัว ไม่ขอขมาภิกษุทั้งหลายยังด่า ยังบริภาษการกสงฆ์ ยังใส่ความว่า ลำเอียง เพราะความพอใจ ลำเอียงเพราะความขัดเคือง ลำเอียง เพราะ ความหลง ลำเอียงเพราะความกลัว หลีกไปเสียก็มีสึกเสียก็มีเล่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงระงับปัพพาชนียกรรม

6)
วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด

หมวดที่ ๑
          [๑๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยองค์ ๕ คือ
๑. ให้อุปสมบท
๒. ให้นิสัย
๓. ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ยังสั่งสอนภิกษุณี
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ ปัพพาชนียกรรม

หมวดที่ ๒
          [๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบ ด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ
๑. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ต้องอาบัตินั้น
๒. ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๔. ติกรรม
๕. ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ ปัพพาชนียกรรม

หมวดที่ ๓
          [๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ไม่พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบ ด้วย องค์ ๘ คือ
๑. ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๒. ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๓. ทำการไต่สวน
๔. เริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๕. ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๖. โจทภิกษุอื่น
๗. ให้ภิกษุอื่นให้การ
๘. ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์ไม่พึงระงับ ปัพพาชนียกรรม

วัตรที่ไม่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7)
วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ๓ หมวด

หมวดที่ ๑
          [๑๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๕ คือ
๑. ไม่ให้อุปสมบท
๒. ไม่ให้นิสัย
๓. ไม่ให้สามเณรอุปัฏฐาก
๔. ไม่รับสมมติเป็นผู้สั่งสอนภิกษุณี
๕. แม้ได้รับสมมติแล้ว ก็ไม่สั่งสอนภิกษุณี
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม

หมวดที่ ๒
          [๑๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๕ แม้อื่นอีก คือ
๑. ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมเพราะอาบัติใด ไม่ต้องอาบัตินั้น
๒. ไม่ต้องอาบัติอื่นอันเช่นกัน
๓. ไม่ต้องอาบัติอันเลวทรามกว่านั้น
๔. ไม่ติกรรม
๕. ไม่ติภิกษุทั้งหลายผู้ทำกรรม
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม

หมวดที่ ๓
          [๑๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วย องค์ ๘ คือ
๑. ไม่ห้ามอุโบสถแก่ปกตัตตะภิกษุ
๒. ไม่ห้ามปวารณาแก่ปกตัตตะภิกษุ
๓. ไม่ทำการไต่สวน
๔. ไม่เริ่มอนุวาทาธิกรณ์
๕. ไม่ยังภิกษุอื่นให้ทำโอกาส
๖. ไม่โจทภิกษุอื่น
๗. ไม่ให้ภิกษุอื่นให้การ
๘. ไม่ช่วยภิกษุกับภิกษุให้สู้อธิกรณ์กัน
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล สงฆ์พึงระงับปัพพาชนียกรรม

วัตรที่ควรระงับ ๑๘ ข้อ ในปัพพาชนียกรรม จบ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8)
วิธีระงับปัพพาชนียกรรม

          [๑๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงระงับ ปัพพาชนียกรรม อย่างนี้คือ ภิกษุที่ถูกลงปัพพาชนียกรรมนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้า ภิกษุทั้งหลาย ผู้แก่พรรษากว่า แล้วนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี กล่าวคำขอ ระงับกรรมนั้นอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

9)
คำขอระงับปัพพาชนียกรรม

          ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าถูกสงฆ์ ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบหายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ข้าพเจ้าขอระงับปัพพาชนียกรรม

          พึงขอแม้ครั้งที่สอง พึงขอแม้ครั้งที่สาม
          ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ ทราบด้วยญัตติ จตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-


10)
กรรมวาจาระงับปัพพาชนียกรรม

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลง ปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับ ปัพพาชนียกรรม ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงระงับ ปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุมีชื่อนี้ นี้เป็นญัตติ

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ขอระงับปัพพาชนียกรรม สงฆ์ระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุมีชื่อนี้ การระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

          ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...
          ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟัง ข้าพเจ้า ภิกษุมีชื่อนี้รูปนี้ ถูกสงฆ์ลงปัพพาชนียกรรมแล้ว ประพฤติโดยชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ บัดนี้ ขอระงับปัพพาชนียกรรม สงฆ์ระงับปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ มีชื่อนี้ การระงับปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด

          ปัพพาชนียกรรม อันสงฆ์ระงับแล้ว แก่ภิกษุมีชื่อนี้ ชอบแก่สงฆ์เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอย่างนี้

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์