4/6) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๑๒๙] - [๑๕๘]
จุลวรรค ภาค ๑
กัมมขันธกะ
1)
ปฏิสารณียกรรม ที่ ๔
เรื่องพระสุธรรม
[๑๒๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระสุธรรมเป็นเจ้าอาวาส เป็นช่างก่อสร้าง รับภัตรประจำของจิตตะคหบดี ในเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ในคราวที่จิตตะคหบดีประสงค์ จะนิมนต์สงฆ์ คณะ หรือบุคคล จะไม่บอกท่านพระสุธรรมก่อนนิมนต์สงฆ์ คณะ หรือบุคคล ไม่เคยมี
สมัยต่อมา พระเถระหลายรูปด้วยกัน คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหา โมคคัลลานะ ท่านพระมหากัจจานะ ท่านพระมหาโกฏฐิกะ ท่านพระมหากัปปินะ ท่านพระมหาจุนทะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ ท่านพระอุบาลี ท่านพระอานนท์ และท่านพระราหุล ได้เที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสีเดินทางไปถึงเมืองมัจฉิกาสณฑ์
2)
จิตตะคหบดีต้อนรับพระอาคันตุกะ
[๑๓๐] จิตตะคหบดีได้ทราบข่าวแน่ถนัดว่า พระเถระหลายรูปมาถึงเมือง มัจฉิกาสณฑ์ แล้ว โดยลำดับ จึงเข้าไปในสำนักของพระเถระ ครั้นแล้วจึงอภิวาท พระเถระทั้งหลายแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรได้ชี้แจง ให้ จิตตะคหบดี ผู้นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้นจิตตะคหบดี อันท่านพระสารีบุตรชี้แจง ให้เห็นแจ้ง สมาทานอาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กล่าวคำอาราธนานี้แก่พระเถระทั้งหลายว่า ขอพระเถระทั้งหลาย จงกรุณารับอาคันตุกะภัตรของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด เจ้าข้า พระเถระทั้งนั้น รับอาราธนาด้วยอาการดุษณีภาพ
[๑๓๑] ครั้นจิตตะคหบดี ทราบการรับอาราธนา ของพระเถระทั้งหลายแล้ว ลุกจากที่นั่ง ไหว้พระเถระทั้งหลาย ทำประทักษิณแล้วเข้าไปหา ท่านพระสุธรรมถึง สำนัก นมัสการแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบเรียนอาราธนา ท่านพระสุธรรม ดังนี้ว่า ขอพระคุณเจ้าสุธรรม จงกรุณารับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติ และปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระทั้งหลาย ด้วยเถิด เจ้าข้า
ที่นั้น ท่านพระสุธรรมคิดว่า ครั้งก่อนๆ จิตตะคหบดีนี้ ประสงค์จะนิมนต์สงฆ์ คณะ หรือบุคคล คราวใด จะไม่บอกเราก่อน แล้วนิมนต์สงฆ์ คณะ หรือบุคคลไม่เคยมี แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่บอกเราก่อน แล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายเดี๋ยวนี้จิตตะคหบดีนี้ ลบหลู่เมินเฉย ไม่ยินดีในเราเสียแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดีว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์
จิตตะคหบดี ได้กราบเรียนอาราธนา ท่านพระสุธรรมเป็นคำรบสองว่า ขอพระคุณ เจ้าสุธรรม จงกรุณารับ ภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติ และปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระทั้งหลาย ด้วยเถิด เจ้าข้า ท่านพระสุธรรม ตอบว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์
จิตตะคหบดี ได้กราบเรียนอาราธนา ท่านพระสุธรรม เป็นคำรบสามว่า ขอพระคุณเจ้าสุธรรม จงกรุณารับภัตตาหารข องข้าพเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลปีติ และปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ พร้อมกับพระเถระ ทั้งหลายด้วยเถิด เจ้าข้า
ท่านพระสุธรรมตอบว่า อย่าเลย คหบดี อาตมาไม่รับนิมนต์ ทีนั้น จิตตะคหบดี คิดว่า จักทำอะไรแก่เรา เมื่อพระคุณเจ้าสุธรรมรับนิมนต์ หรือไม่รับนิมนต์ แล้วไหว้ท่าน พระสุธรรม ทำประทักษิณกลับไป
3)
วิวาทกับคหบดี
[๑๓๒] ครั้งนั้น จิตตะคหบดี สั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตถวาย พระเถระทั้งหลาย โดยผ่านราตรีนั้น จึงท่านพระสุธรรมคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงตรวจดู ขาทนียโภชนียาหาร ที่จิตตะคหบดีตกแต่งถวาย พระเถระทั้งหลาย ครั้นถึงเวลาเช้า นุ่งอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปสู่นิเวศน์ ของจิตตะคหบดี แล้วนั่งบนอาสนะ ที่เขาจัดถวาย
ที่นั้น จิตตะคหบดี เข้าไปหาท่านพระสุธรรม นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง
ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้ แก่จิตตะคหบดี ผู้นั่งเรียบร้อยแล้วว่า ท่านคหบดี ขาทนียโภชนียาหารนี้ ท่านตกแต่งไว้มากนัก แต่ของสิ่งหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า ขนมแดกงา ไม่มีในจำนวนนี้
จิตตะคหบดี กล่าวความตำหนิว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อพระพุทธพจน์ มากมายมีอยู่ แต่พระคุณเจ้าสุธรรม มากล่าวว่า ขนมแดกงา ซึ่งเป็นคำเล็กน้อย
ท่านเจ้าข้า เรื่องเคยมีมาแล้ว พ่อค้าชาวทักษิณาบถ ได้ไปสู่ชนบทแถบ ตะวันออก พวกเขานำแม่ไก่ มาแต่ที่นั้น ต่อมาแม่ไก่นั้นสมสู่อยู่ด้วยพ่อกา ก็ออกลูกมา คราวใดลูกไก่นั้น ปรารถนาจะร้องอย่างกา คราวนั้น ย่อมร้องเสียงการะคนไก่ คราวใด ปรารถนาจะขันอย่างไก่ คราวนั้นย่อมขันเสียงไก่ระคนกา ฉันใด เมื่อพระพุทธพจน์ มากมายมีอยู่ พระคุณเจ้าสุธรรมมากล่าวว่า ขนมแดกงา ซึ่งเป็นคำเล็กน้อย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
สุ. คหบดี ท่านด่าอาตมา คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจากอาวาสนั้น
จิ. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามิได้ด่า มิได้บริภาษ พระคุณเจ้าสุธรรม ขออาราธนา พระคุณเจ้าสุธรรม จงอยู่ในวิหารอัมพาฏกวัน อันเป็นสถานรื่นรมย์ เขตเมือง มัจฉิกาสณฑ์ ข้าพเจ้า จักทำการขวนขวายจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้าสุธรรม
ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้แก่จิตตะคหบดี เป็นคำรบสองว่า คหบดีท่านด่า อาตมา คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจาก อาวาสนั้น
จิ. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้ามิได้ด่า มิได้บริภาษ พระคุณเจ้าสุธรรม ขออาราธนา พระคุณเจ้า สุธรรม จงอยู่ในวิหารอัมพาฏกวัน อันเป็นสถานรื่นรมย์เขตเมืองมัจฉิกาสณฑ์ ข้าพเจ้าจัก ทำการขวนขวาย จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลาน ปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้าสุธรรม
ท่านพระสุธรรม ได้กล่าวคำนี้ แก่จิตตะคหบดี เป็นคำรบสามว่า คหบดีท่านด่า อาตมา คหบดี ท่านบริภาษอาตมา คหบดี นั่นอาวาสของท่าน อาตมาจักหลีกไปจาก อาวาสนั้น
จิ. พระคุณเจ้าสุธรรมจักไปที่ไหน เจ้าข้า
สุ. คหบดี อาตมาจักไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค
จิ. ท่านเจ้าข้า ถ้าเช่นนั้น ถ้อยคำอันใด ที่พระคุณเจ้าได้กล่าวแล้ว และถ้อยคำ อันใด ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ขอท่านจงกราบทูล ถ้อยคำอันนั้น ทั้งมวลแด่พระผู้มี พระภาค แต่ข้อที่พระคุณเจ้าสุธรรม จะพึงกลับมาเมืองมัจฉิกาสณฑ์ อีกนั้น ไม่อัศจรรย์เลย เจ้าข้า
4)
พระสุธรรมเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
[๑๓๓] ครั้งนั้น ท่านพระสุธรรม เก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรจีวรเดินไปทาง พระนครสาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคหบดี โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วกราบทูล ถ้อยคำที่ตนกับคหบดีโต้ตอบกัน ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบทุกประการ
5)
ทรงติเตียน
[๑๓๔] พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอ นั้น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ไม่ควรทำ จิตตะคหบดี ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก บำรุงสงฆ์ไฉนเธอจึงได้พูดกด พูดข่ม ด้วยถ้อยคำอันเลวเล่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี
6)
วิธีทำปฏิสารณียกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล วิธีทำปฏิสารณียกรรม พึงทำอย่างนี้ พึงโจทภิกษุสุธรรม ก่อน ครั้นแล้วพึงให้เธอให้การ แล้วพึงปรับอาบัติ ครั้นแล้วภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
7)
กรรมวาจาทำปฏิสารณียกรรม
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุงสงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว ถ้าความ พร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอ ขอขมา จิตตะคหบดี นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุงสงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว สงฆ์ทำ ปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมา จิตตะคหบดี การทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมา จิตตะคหบดี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่สอง ...
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้ แม้ครั้งที่สาม ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสุธรรมนี้ พูดกด พูดข่ม จิตตะคหบดี ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นทายก กัปปิยการก ผู้บำรุงสงฆ์ ด้วยถ้อยคำอันเลว สงฆ์ทำปฏิสารณียกรรมแ ก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอ ขอขมา จิตตะคหบดี การทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุสุธรรม คือให้เธอขอขมา จิตตะคหบดี ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด
ปฏิสารณียกรรมอันสงฆ์ ทำแล้วแก่ภิกษุสุธรรม คือ ให้เธอขอขมาจิตตะคหบดี ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้
8)
ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด
หมวดที่ ๑
[๑๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ เป็นกรรม ไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๒
[๑๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติ มิใช่เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๓
[๑๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๔
[๑๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำลับหลัง ๑ ทำโดยไม่ เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๕
[๑๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือไม่สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยและระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๖
[๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำไม่ตามปฏิญาณ ๑ ทำโดย ไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๗
[๑๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะไม่ต้องอาบัติ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๘
[๑๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติมิใช่เป็น เทสนาคามินี ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๙
[๑๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ทำเพราะอาบัติที่แสดงแล้ว ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๑๐
[๑๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่โจทก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย ไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๑๑
[๑๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
หมวดที่ ๑๒
[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือ ไม่ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำโดย ไม่เป็นธรรม ๑ สงฆ์เป็นวรรคทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมไม่เป็น ธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี
ลักษณะกรรมไม่เป็นธรรม ๑๒ หมวด ในปฏิสารณียกรรม จบ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
9)
ลักษณะกรรมเป็นธรรม ๑๒ หมวด
หมวดที่ ๑
[๑๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓เป็นกรรม เป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำตามปฏิญาณ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๒
[๑๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ ทำเพราะอาบัติ เป็นเทสนาคามินี ๑ ทำเพราะอาบัติยังมิได้แสดง ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๓
[๑๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ ให้จำเลยให้การ ก่อน แล้วทำ ๑ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๔
[๑๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำต่อหน้า ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๕
[๑๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ สอบถามก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๖
[๑๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำตามปฏิญาณ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๗
[๑๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะต้องอาบัติ ๑ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๘
[๑๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติเป็นเทสนาคามินี ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๙
[๑๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ทำเพราะอาบัติยังมิได้แสดง ๑ ทำโดย ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๑๐
[๑๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ โจทก่อนแล้วทำ ๑ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๑๑
[๑๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ให้จำเลยให้การก่อนแล้วทำ ๑ ทำโดย ธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว
หมวดที่ ๑๒
[๑๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ แม้อื่นอีก เป็นกรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว คือ ปรับอาบัติแล้วทำ ๑ ทำโดยธรรม ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันทำ ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิสารณียกรรม ที่ประกอบด้วยองค์ ๓ นี้แล เป็นกรรมเป็น ธรรม เป็นวินัย และระงับดีแล้ว |