25/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๔๘]-[๒๕๑]
มหาวรรค ภาค ๒
โกสัมพีขันธกะ
1)
เสด็จพาลกโลณการกคาม
[๒๔๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค กำลังประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์ ตรัสพระคาถา เหล่านี้ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไ ปทางบ้านพาลกโลณการกคาม ก็สมัยนั้น ท่าน พระภคุพักอยู่ที่บ้านพาลกโ ลณการกคาม ได้แลเห็นพระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จ พระพุทธดำเนิน มาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้จัดที่ประทับ ตั้งน้ำล้างพระบาท ตั่งรองพระบาท กระเบื้องเช็ดพระบาท ไปรับเสด็จรับบาตรจีวร พระผู้มีพระภาค ประทับนั่ง เหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้
ครั้นแล้วให้ล้างพระบาทยุคลฝ่ายท่าน พระภคุถวายบังคม พระผู้มีพระภาค แล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสคำนี้แก่ ท่านพระภคุผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งว่า ดูกรภิกษุ เธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้อัตภาพเ ป็นไปได้หรือ เธอไม่ลำบาก ด้วยอาหารบิณฑบาตหรือ?
ท่านพระภคุกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า ยังพอทนได้ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้ และข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ลำบาก ด้วยอาหารบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า.
จึงพระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจง ให้ท่านพระภคุเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับ เสด็จพุทธดำเนิน ไปทางปราจีนวังสทายวัน
ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ พักอยู่ที่ ปราจีนวังสทายวัน คนเฝ้าสวนได้ แลเห็นพระผู้มีพระภาค มาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์อย่าเสด็จเข้ามาสู่สวนนี้ เพราะในสวนนี้มีกุลบุตรอยู่ ๓ท่าน ต่างกำลังมุ่งประโยชน์ของตนอยู่ พระองค์อย่าได้ ทำความไม่สำราญแก่พวกนั้นเลย
ท่านพระอนุรุทธะ ได้ยินเสียงคนเฝ้าสวน กำลังโต้ตอบ อยู่กับพระผู้มีพระภาค จึงได้บอกคนเฝ้าสวนว่า นายทายบาล ท่านอย่าห้าม พระผู้มีพระภาคเลย พระองค์เป็น ศาสดาของพวกเรา เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ
ครั้นแล้วเข้าไปหาท่าน พระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ ได้แจ้งความข้อนี้ แก่ท่านทั้งสองว่า จงรีบออกไปเถิด พวกท่าน จงรีบออกไปเถิด พวกท่าน พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นศาสดาของพวกเรา เสด็จมาถึงแล้ว โดยลำดับ จึงท่าน พระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ พากันลุกไปรับเสด็จ พระผู้มีพระภาค รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาค รูปหนึ่งปูอาสนะ รูปหนึ่งตั้งน้ำล้างพระบาท ตั่งรองพระบาท กระเบื้องเช็ดพระบาท พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง เหนือพระพุทธอาสน์ ที่จัดไว้
ครั้นแล้ว ให้ล้างพระบาทยุคล ท่านเหล่านั้นก็ถวายบังคม พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะ นั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาค ตรัสถามว่า อนุรุทธะพวกเธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตหรือ?
พวกท่านพระอนุรุทธะ กราบทูลว่า พวกข้าพระพุทธเจ้า ยังพอทนได้ ยังพอให้ อัตภาพเป็นไปได้ และพวกข้าพระพุทธเจ้า ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า
ภ. ดูกรพวกอนุรุทธะ ก็พวกเธอยังพร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่รักอยู่หรือ?
อ. ข้าพระพุทธเจ้าเหล่านั้นยังพร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่รักอยู่ โดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าข้า
ภ. ดูกรพวกอนุรุทธะ พวกเธอพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตาอันเป็นที่รักอยู่ ด้วยวิธีอย่างไรเล่า?
2)
สามัคคีธรรม
อ. พระพุทธเจ้าข้า ในข้อนี้ข้าพระพุทธเจ้า มีความคิดอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเรา หนอ เราได้ดีแล้ว ที่เราได้อยู่ร่วมกับเ พื่อนสพรหมจารีเห็นปานนี้ ข้าพระพุทธเจ้านั้น ได้เข้าไปตั้งเมตตา กายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมไว้ ในท่านเหล่านี้ ทั้งในที่แจ้ง และ ที่ลับข้าพระพุทธเจ้านั้น มีความคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ เราพึงวางจิต ของตน ให้เป็นไปตามอำนาจจิต ของท่านเหล่านี้เท่านั้น ดังนี้ แล้ววางจิตของตน ให้เป็นไปตามอำนาจจิต ของท่านเหล่านี้แหละกายข องพวกข้าพระพุทธเจ้า ต่างกัน ก็จริงแล แต่จิตเป็นเหมือนดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้าข้า
ฝ่ายท่านพระนันทิยะ และท่านกิมพิละ ต่างได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาค ว่าพระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็มีความคิดอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอที่เราได้อยู่ร่วมกับ เพื่อนสพรหมจารีเห็นปานนี้ ข้าพระพุทธเจ้านั้น ได้เข้าไปตั้ง เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ไว้ในท่านเหล่านี้ ทั้งในที่แจ้ง และที่ลับ
ข้าพระพุทธเจ้านั้น มีความคิดอย่างนี้ว่าไฉนหนอ เราพึงวางจิตของตนให้เป็นไป ตามอำนาจจิต ของท่านเหล่านี้เท่านั้นดังนี้ แล้ววางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิต ของท่านเหล่านี้แหละ กายของพวกข้าพระพุทธเจ้า ต่างกันก็จริงแล แต่จิตเป็นเหมือน ดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้า เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมสดกับน้ำ มองดูกันด้วยดวงตา อันเป็นที่รักอยู่ ด้วยวิธีอย่างนี้ แล พระพุทธเจ้าข้า
พ. ดูกรพวกอนุรุทธะ ก็พวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตน ส่งไป อยู่หรือ?
อ. พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไป อยู่ โดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าข้า
พ. ดูกรพวกอนุรุทธะ พวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไป อยู่ด้วยวิธีอย่างไรเล่า?
อ. พระพุทธเจ้า ในข้อนี้ บรรดาพวกข้าพระพุทธเจ้า รูปใดบิณฑบาตกลับจาก บ้าน ก่อนรูปนั้นก็ปูอาสนะ ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างสำรับ กับข้าวแล้วตั้งไว้ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ รูปใดบิณฑบาต กลับจากบ้านทีหลัง ถ้ามีอาหาร ที่ฉันแล้วเหลืออยู่ ถ้าต้องการก็ฉัน ถ้าไม่ต้องการ ก็เททิ้งในที่ปราศจาก ของเขียวสด หรือล้างเสียในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์
รูปนั้นรื้ออาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างสำรับกับข้าว แล้วเก็บไว้ เก็บน้ำฉันน้ำใช้ กวาดโรงฉัน รูปใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้ หรือหม้อน้ำ ในวัจจกุฎีว่างเปล่า รูปนั้นก็ตักน้ำตั้งไว้ ถ้ารูปนั้นไม่สามารถ พวกข้าพระพุทธเจ้า ก็กวักมือ เรียกเพื่อนมา แล้วช่วยกัน ตักยกเข้าไปตั้งไว้ แต่พวกข้าพระพุทธเจ้า มิได้บ่นว่า
เพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย และพวกข้าพระพุทธเจ้า นั่งประชุมกันด้วยธรรมีกถา ตลอดคืนยันรุ่งทุกๆ ๕ วัน พวกข้าพระพุทธเจ้าเ ป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปอยู่ ด้วยวิธีอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ทรงชี้แจง ให้ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละ เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจาก ที่ประทับเสด็จพระพุทธ ดำเนินไปทางตำบล บ้านปาริไลยกะ เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงตำบลบ้านปาริไลยกะ ทราบว่าพระองค์ป ระทับอยู่ที่โคนไม้รังใหญ่ ใน ไพรสณฑ์รักขิตวัน เขตตำบลบ้านปาริไลยกะนั้น.
3)
เรื่องช้างใหญ่ปาริไลยกะ
[๒๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเ สด็จไปในที่สงัด ทรงหลีกเร้นอยู่ ได้มีความ ปริวิตก แห่งพระทัย เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราวุ่นด้วย ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ที่ก่อความบาดหมางก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เหล่านั้น อยู่ไม่สำราญเลยเดี๋ยวนี้ เราว่างเว้นจากภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ที่ก่อความ บาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาททำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์เหล่านั้น อยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน เป็นสุขสำราญดี
แม้ช้างใหญ่เชือกหนึ่ง ก็ยุ่งอยู่ด้วยช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก ได้กินแต่หญ้ายอดด้วน ส่วนกิ่งไม้ที่พระยาช้างนั้น หักลงมากองไว้ ช้างเหล่านั้น ก็กินหมด ได้ดื่มแต่น้ำขุ่นๆ เมื่อพระยาช้างนั้นลงและขึ้นจากท่า ช้างพังก็เดินเสียด สีกายไป ต่อมาพระยาช้างนั้น ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เรายุ่งอยู่ด้วยช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก ได้กินแต่หญ้ายอดด้วน ส่วนกิ่งไม้ที่เราหัก ลงมากองไว้ช้าง เหล่านั้นก็กินหมด ได้ดื่มแต่น้ำขุ่นๆ เมื่อเราลงและขึ้นจากท่า ช้างพังก็เดินเสียดสีกายไป ไฉนหนอ เราพึงหลีกออกจากโขลงอยู่แต่ผู้เดียว
ครั้นแล้วได้หลีกออกจากโขลง เดินไปทางบ้านปาริไลยกะไพรสณฑ์รักขิตวัน ควงไม้รังใหญ่ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาค แล้วใช้งวงตักน้ำฉันน้ำใช้เข้าไปตั้งไว้ เพื่อ พระผู้มีพระภาค และปราบสถานที่ ให้ปราศจากของเขียวสด ครั้นกาลต่อมา พระยาช้างนั้น ได้คำนึงว่า เมื่อก่อนเรายุ่ง ด้วยช้างพลายช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก อยู่ไม่ผาสุกเลย ได้กินแต่หญ้ายอดด้วน ส่วนกิ่งไม้ที่เรา หักลงมากองไว้ ช้างเหล่านั้นก็กินหมด ได้ดื่มแต่น้ำขุ่นๆ เมื่อเราลงและขึ้นจากท่า ช้างพังก็เดิน เสียดสีกายไป เดี๋ยวนี้ เราว่างเว้นจากช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก อยู่แต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อน เป็นสุขสำราญดี.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความเงียบสงัดของพระองค์ และทรงทราบ ความ ปริวิตกแห่งจิต ของพระยาช้างนั้นด้วยพระทัย จึงทรงเปล่งอุทานนี้ขึ้น ในเวลานั้น ว่าดังนี้:-
จิตของพระยาช้างผู้มีงางาม ดุจงอนรถนั้นเสมอด้วยจิตของ
ท่านผู้ประเสริฐ เพราะเป็นผู้เดียว ยินดีในป่าเหมือนกัน.
[๒๕๐] ครั้นพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่ตำบล บ้านปาริไลยกะ ตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริก โดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถีแล้วทราบว่าพระองค์ ประทับอยู่ที่พระเชตวัน อารามของอนาถ บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น.
4)
อุบาสกอุบาสิกรชาวพระนครโกสัมพีไม่อภิวาท
[๒๕๑] ครั้งนั้น อุบาสกอุบาสิกา ชาวพระนครโกสัมพี ได้หารือกันดังนี้ว่า พระคุณเจ้าเหล่า ภิกษุชาวพระนครโกสัมพีนี้ ทำความพินาศใหญ่โตให้พวกเรา พระผู้มีพระภาคถูกท่านเหล่านี้ รบกวนจึงเสด็จหลีกไปเสีย เอาละ พวกเราไม่ต้องอภิวาท ไม่ต้องลุกรับ ไม่ต้องทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ไม่ต้องทำสักการะ ไม่ต้องเคารพ ไม่ต้องนับถือ ไม่ต้องบูชาซึ่งพระคุณเจ้า เหล่าภิกษุชาวพระนครโกสัมพี แม้เข้ามา บิณฑบาต ก็ไม่ต้องถวายบิณฑบาต
ท่านเหล่านี้ถูกพวกเรา ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มี สักการะ อย่างนี้ จักหลีกไปเสีย หรือจักสึกเสีย หรือจักให้พระผู้มีพระภาค ทรงโปรด ครั้นแล้วไม่อภิวาท ไม่ลุกรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ซึ่งพวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพี แม้เข้ามาบิณฑบาต ก็ไม่ถวาย บิณฑบาต.
ครั้งนั้น พวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพี ถูกอุบาสกอุบาสิกา ชาวพระนครโกสัมพี ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มีสักการะ จึงพูดกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย มิฉะนั้น พวกเราพึงไป พระนครสาวัตถี แล้วระงับอธิกรณ์นี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคครั้นแล้ว เก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรพากันเดินทางไป พระนครสาวัตถี. |