เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

เรื่องทีฆาวุกุมาร พระพุทธเจ้านำเรื่องในอดีตชาติมาตรัสเล่า เพื่อสั่งสอนให้เห็นโทษของการจองเวร 2621
  25/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๔๓]-[๒๔๖]
 


โกสัมพีขันธกะ เรื่องทีฆาวุกุมาร

มูลเหตุและบริบท พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เมืองโกสัมพี
ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทะเลาะวิวาท แยกเป็นฝักฝ่าย ไม่ยอมปรองดองกัน แม้พระองค์จะเสด็จ ไปห้ามปรามถึง ๓ ครั้ง แต่ภิกษุรูปหนึ่งกลับกราบทูลให้พระองค์หยุดละความขวนขวาย แล้วปล่อยให้พวกตนทะเลาะกันเอง พระพุทธเจ้าจึงทรงนำ เรื่องทีฆาวุกุมาร ในอดีตชาติ มาตรัสเล่า เพื่อสั่งสอนให้เห็นโทษของการจองเวร

ศึกสงขามระหว่างกาสีและโกศล ในอดีต พระเจ้าพรหมทัต แห่งกรุงพาราณสี (แคว้นกาสี) ผู้มั่งคั่งและมีกำลังพลมาก ได้ยกทัพไปบดขยี้ พระเจ้าทีฆีติโกศล แห่งแคว้นโกศล ซึ่งเป็นกษัตริย์ ที่มีทรัพย์และกำลังพลน้อย
     การหลบหนีของพระราชบิดาและมารดา พระเจ้าทีฆีติโกศลเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงพามเหสี หลบหนีออกจากพระนคร ปลอมตัวเป็น ปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) แล้วแอบมาอาศัยอยู่ที่บ้าน ช่างหม้อ ณ ชานเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นเมืองของศัตรู
     กำเนิดทีฆาวุกุมาร ต่อมาพระมเหสีทรงครรภ์และได้ประสูติพระราชโอรส พระนามว่า ทีฆาวุกุมาร
     การส่งโอรสไปซ่อนตัวและศึกษาเล่าเรียน เมื่อทีฆาวุกุมารเจริญวัยขึ้น พระเจ้าทีฆีติโกศล ทรงดำริว่า หากพระเจ้าพรหมทัตทรงสืบทราบ คงจะสั่งประหารชีวิตพวกตนทั้ง ๓ คนเป็นแน่ จึงส่ง ทีฆาวุกุมารไปซ่อนตัวและพักอาศัยอยู่นอกเมือง ต่อมาทีฆาวุกุมารได้ศึกษาเล่าเรียนจนสำเร็จ ศิลปวิทยาการทุกสาขาในเวลาอันรวดเร็ว

ข้อคิดและอุทาหรณ์
นี้เป็นเพียง บทเริ่มต้น ของเรื่องราวทั้งหมด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ยาก และการพลัดพราก จากราชสมบัติ อันเกิดจากความขัดแย้งและการทำสงคราม
...... ฯลฯ

หัวข้อประจำเรื่อง
1) เรื่องทีฆาวุกุมาร
2) พระเจ้าโกศลและพระมเหสีถูกจับ
3) พระราโชวาทของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช
4) เวรุปสมคาถา

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

25/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๔๓]-[๒๔๖]
มหาวรรค ภาค ๒
โกสัมพีขันธกะ

           [๒๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ว่าดังนี้:-

1)
เรื่องทีฆาวุกุมาร

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครพาราณสี ได้มีพระเจ้ากาสีพระนามว่าพรหมทัต ทรงเป็นกษัตริย์มั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชสมบัติมาก มีรี้พลมาก มีพระราชพาหนะมาก มีพระราชอาณาจักรใหญ่ มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารบริบูรณ์ ส่วนพระเจ้าโกศลพระนามทีฆีติ ทรงเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์น้อย มีพระราชสมบัติน้อย มีรี้พลน้อย มีพระราชพาหนะน้อย มีพระราชอาณาจักรเล็ก มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารไม่สู้จะบริบูรณ์

ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จกรีธาจาตุรงคเสนาไปโจมตี พระเจ้าทีฆีติโกศลราช พระเจ้าทีฆีติโกศลราชได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชเสด็จกรีธาจาตุรงคเสนามาโจมตีพระองค์ จึงทราบพระราชดำริว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชทรงเป็นกษัตริย์มั่งคั่ง มีพระราชทรัพย์มาก มีพระราชสมบัติมาก มีรี้พลมาก มีพระราชพาหนะมาก มีพระราชอาณาจักรใหญ่ มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารบริบูรณ์

ส่วนเราเป็นกษัตริย์ขัดสน มีพระราชทรัพย์น้อย มีพระราชสมบัติน้อย มีรี้พลน้อย มีพระราชพาหนะน้อย มีพระราชอาณาจักรเล็ก มีคลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารไม่สู้จะบริบูรณ์ เราไม่สามารถจะต่อยุทธ กับพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช แม้แต่เพียงศึกเดียว ถ้ากระไร เราพึงรีบหนีออกจากพระนคร ไปเสียก่อนดีกว่า ครั้นแล้วทรงพาพระมเหสี เสด็จหนีออกจากพระนคร ไปเสียก่อน ฝ่ายพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงยึดรี้พลพาหนะ ชนบท คลังศัตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร ของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชไว้ได้แล้วเสด็จเข้าครอบครองแทน.

ครั้งนั้น พระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับพระมเหสีไ ด้เสด็จหนีไปทางพระนครพาราณสี เสด็จบทจรโดยลำดับมรรค ถึงพระนครพาราณสีแล้ว ข่าวว่าท้าวเธอพร้อมกับมเหสี ทรงปลอมแปลงพระองค์ มิให้ใครรู้จัก ทรงนุ่งห่มเยี่ยงปริพาชก เสด็จอาศัยอยู่ในบ้านของช่างหม้อ ซึ่งตั้งอยู่ชายแดนแห่งหนึ่ง เขตพระนครพาราณสีนั้น

ครั้นต่อมาไม่นานเท่าไรนัก พระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติโกศล ทรงตั้งพระครรภ์ พระนางเธอนั้นทรงแพ้พระครรภ์ เห็นปานนี้คือ เมื่อยามรุ่งอรุณ ทรงปรารถนาจะทอดพระเนตร จตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และจะทรงเสวยน้ำล้างพระแสงขรรค์ จึงกราบทูลคำนี้ แด่พระสวามีในทันทีว่า ขอเดชะ หม่อมฉันมีครรภ์ ได้แพ้ครรภ์ เห็นปานนี้คือ เมื่อยามรุ่งอรุณ หม่อมฉันปรารถนาจะดูจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และจะดื่มน้ำล้างพระแสงขรรค์ พระพุทธเจ้าข้า

พระราชารับสั่งว่า แม่เทวี เราทั้งสองกำลังตกยาก จะได้จตุรงคเสนาผู้ผูกสอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และน้ำล้างพระแสงขรรค์มาแต่ไหน

พระราชเทวีกราบทูลว่า ถ้าหม่อมฉันไม่ได้ คงตายแน่ พระพุทธเจ้าข้า.

ก็สมัยนั้น พราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เป็นสหายของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช จึงพระเจ้าทีฆีติโกศลราช เสด็จเข้าไปหาพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชครั้นถึงแล้ว ได้ตรัสคำนี้แก่ท่านพราหมณ์ว่า เกลอเอ๋ย เพื่อนหญิงของเพื่อนมีครรภ์ นางแพ้ท้องมีอาการเห็นปานนี้คือ เมื่อยามรุ่งอรุณ นางปรารถนาจะดูจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และจะดื่มน้ำล้างพระแสงขรรค์

พราหมณ์ปุโรหิตกราบทูลว่า ขอเดชะ ถ้ากระนั้น หม่อมฉันจะขอเฝ้าพระเทวีก่อน ลำดับนั้น พระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้เสด็จเข้าไปหาพราหมณ์ปุโรหิตของเจ้าพรหมทัตกาสิกราช พราหมณ์ปุโรหิต ของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้แลเห็นพระมเหสี ของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช กำลังเสด็จมาแต่ไกลเทียว

ครั้นแล้วลุกจากที่นั่ง ห่มผ้าเฉวียงบ่าประนมมือไปทางพระมเหสี ของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช แล้วเปล่งอุทานขึ้น ๓ ครั้งว่า ท่านผู้เจริญพระเจ้าโกศล ประทับอยู่ในพระอุทรแน่แล้ว พระเจ้าโกศล ประทับอยู่ในพระอุทรแน่แล้ว พระเจ้าโกศลประทับอยู่ในพระอุทรแน่แล้ว เพราะฉะนั้น พระเทวีอย่าได้เสียพระทัย เมื่อยามรุ่งอรุณจั กได้ทอดพระเนตรจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะยืนอยู่ในสนามรบ และจักได้ทรงเสวยน้ำล้างพระแสงขรรค์เป็นแน่

จึงพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เข้าไปในพระราชสำนัก ครั้งถึงแล้วได้กราบทูล พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชว่า ขอเดชะ นิมิตทั้งหลายปรากฏตามกำหนดวิธีการ คือในเวลารุ่งอรุณพรุ่งนี้ จตุรงคเสนาจะผูกสอดสรวมเกราะ ยืนอยู่ในสนามรบ และเจ้าพนักงานจะเอาน้ำล้างพระแสงขรรค์ด้วย พระพุทธเจ้าข้า

ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงมีพระบรมราชโองการ สั่งเจ้าพนักงานทั้งหลายว่า ดูกรพนาย พราหมณ์ปุโรหิตสั่งการอย่างใด พวกเจ้าจงทำอย่างนั้น

พระมเหสีของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ทอดพระเนตรจตุรงคเสนา ผู้ผูกสอดสรวมเกราะยืนอยู่ในสนามรบ และได้เสวยน้ำล้างพระแสงขรรค์ในเวลารุ่งอรุณ สมความปรารถนา ครั้นต่อมาทรงอาศัยความแก่ แห่งพระครรภ์นั้น ได้ประสูติพระราชโอรส พระชนกชนนี ได้ขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า ทีฆาวุ และต่อมาไม่ช้านานเท่าไร ทีฆาวุราชกุมารก็ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาครั้งนั้น พระเจ้าทีฆีติโกศลราชดำริว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชนี้ ก่อความพินาศให้แก่พวกเรามากมาย ได้ช่วงชิงเอารี้พล พาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร ของพวกเราไป ถ้าท้าวเธอจักสืบทราบถึงพวกเรา คงสั่งให้ประหารชีวิตหมดทั้งสามคน ถ้ากระไรเราพึงให้พ่อ ทีฆาวุกุมารหลบอยู่นอกพระนคร ครั้นแล้วได้ให้ทีฆาวุราชกุมาร หลบอยู่นอกพระนคร ครั้นทีฆาวุราชกุมาร หลบอยู่นอกพระนคร ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้ศึกษาศิลปะสำเร็จทุกสาขา.

2)
พระเจ้าโกศลและพระมเหสีถูกจับ

           [๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมัยนั้น นายช่างกัลบกของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้สวามิภักดิ์อยู่ในพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เขาได้เห็น พระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับมเหสีทรงปลอมแปลงพระกาย มิให้ใครรู้จัก ทรงนุ่งห่มเยี่ยงปริพาชก เสด็จอาศัยอยู่ในบ้านของช่างหม้อซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายแดนแห่งหนึ่ง เขตพระนครพาราณสี ครั้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้กราบทูลว่า ขอเดชะ พระเจ้าทีฆีติโกศลราชพร้อม กับมเหสีทรงปลอมแปลงพระกาย มิให้ใครรู้จัก ทรงนุ่งห่มเยี่ยงปริพาชก เสด็จอาศัยอยู่ในบ้านของช่างหม้อ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายแดนแห่งหนึ่ง เขตพระนครพาราณสี พระพุทธเจ้าข้า

ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงมีพระบรมราชโองการสั่ง เจ้าพนักงานทั้งหลายว่าดูกรพนาย ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงไปจับพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับพระมเหสี

พวกเขาทูลรับสนอง พระบรมราชโองการว่า เป็นดังกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้าดังนั้น แล้วไปจับพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมพระมเหสีมาถวาย

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช จึงพระบรมราชโองการ สั่งเจ้าพนักงานทั้งหลายว่า ดูกรพนายถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงเอาเชือกที่เหนียวๆ มัดพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับพระมเหสี มัดให้แน่น ให้มีพระพาหาไพล่หลัง กล้อนพระเศียร แล้วนำตระเวนไปตามถนน ตามตรอกทุกแห่งด้วยวัชฌเภรี มีสำเนียงอันคมคาย แล้วให้ออกไปทางประตูด้านทักษิณ บั่นตัวออกเป็น ๔ ท่อนวางเรียงไว้ในหลุม ๔ ทิศ ทางด้านทักษิณแห่งพระนคร

พวกเขาทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้าดังนั้นแล้ว ได้เอาเชือกอย่างเหนียวมัด พระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับมเหสี มัดให้แน่นให้มีพระพาหาไพล่หลัง กล้อนพระเศียร แล้วนำตระเวนไปตามถนน ตามตรอกทั่วทุกแห่ง ด้วยวัชฌเภรีมีสำเนียงคมคาย

ครั้งนั้น ทีฆาวุราชกุมารได้ทรงดำริดังนี้ว่า นานมาแล้วที่เราได้เยี่ยมพระชนกชนนีถ้ากระไร เราพึงไปเฝ้าเยี่ยมพระชนกชนนี ครั้นแล้วเข้าไปสู่พระนครพาราณสี ได้ทอดพระเนตรเห็นเจ้าพนักงานทั้งหลาย เอาเชือกอย่างเหนียวๆ มัดพระชนกชนนีจนแน่น ให้มีพระพาหาไพล่หลัง กล้อนพระเศียรแล้ว นำตระเวนไปตามตรอก ด้วยวัชฌเภรีมีสำเนียงอันคมคาย ครั้นแล้วเสด็จพระดำเนิน เข้าไปใกล้พระชนกชนนี.

3)
พระราโชวาทของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช

           พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ทอดพระเนตร เห็นทีฆาวุกุมาร เสด็จพระดำเนินมา แต่ไกล เทียว ครั้นแล้วได้ตรัสพระบรมราชโอวาทนี้ แก่ทีฆาวุกุมารว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร

เมื่อท้าวเธอตรัสอย่างนี้แล้ว เจ้าพนักงานเหล่านั้นได้ทูลคำนี้แด่ท้าวเธอว่า พระเจ้าทีฆีติโกศลราชนี้เป็นผู้วิกลจริต จึงบ่นเพ้ออยู่ ทีฆาวุของพระองค์คือใคร พระองค์ตรัสอย่างนี้กะใครว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร

พระเจ้าทีฆีติโกศลราชตรัสว่า พนาย เราไม่ได้เสียจริตบ่นเพ้ออยู่ แต่ผู้ใดรู้เรื่อง ผู้นั้นจักเข้าใจ

พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ตรัสพระบรมราโชวาทนี้แก่ทีฆาวุราชกุมารเป็นคำรบสองว่า ....
พระเจ้าทีฆีติโกศลราช ได้ตรัสพระบรมราโชวาทนี้ แก่ทีฆาวุราชกุมารเป็นคำรบที่สาม ว่าพ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลยแต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร

เจ้าพนักงานเหล่านั้น ได้ทูลคำนี้แด่พระเจ้าทีฆีติโกศลราชเ ป็นคำรบสามว่า เจ้าทีฆีติโกศลราชนี้เป็นผู้วิกลจริต จึงบ่นเพ้ออยู่ ทีฆาวุของพระองค์คือใคร พระองค์ตรัสกะใครอย่างนี้ว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร

พระเจ้าทีฆีติโกศลราชตรัสว่า พนาย เราไม่ได้เสียจริตบ่นเพ้ออยู่ แต่ผู้ใดรู้เรื่องผู้นั้นจักเข้าใจ

จึงพนักงานเหล่านั้น ได้นำพระเจ้าทีฆีติโกศลราช พร้อมกับพระมเหสีไปตามถนน ตามตรอกทั่วทุกแห่ง แล้วให้ออกไปทางประตูด้านทักษิณ บั่นพระกายเป็น ๔ ท่อน วางเรียงไว้ในหลุม ๔ ทิศ ด้านทักษิณแห่งพระนคร วางยามคอยระวังเหตุการณ์ไว้แล้ว กลับไป

ครั้งนั้นทีฆาวุราชกุมาร เข้าไปสู่พระนครพาราณสี นำสุรามาเลี้ยงพวกเจ้าหน้าที่อยู่ยาม เมื่อเวลาที่คนเหล่านั้นเมาฟุบลง ทีฆาวุราชกุมา รจึงจัดหาฟืนมาวางเรียงกันไว้ ยกพระบรมศพของพระชนกชนนี ขึ้นสู่พระจิตกาธาร ถวายพระเพลิง แล้วประนมพระหัตถ์ ทำประทักษิณพระจิตกาธาร ๓ รอบขณะนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ประทับอยู่ ชั้นบน แห่งปราสาทอันประเสริฐได้ทอดพระเนตร เห็นทีฆาวุราชกุมาร กำลังทรงประนม พระหัตถ์ ทำประทักษิณพระจิตกาธาร ๓ รอบ

ครั้นแล้วได้ทรงพระดำริแน่ในพระทัยว่า เจ้าคนนั้นคงเป็นญาติหรือสายโลหิต ของ พระเจ้า ทีฆีติโกศลราชแน่นอน น่ากลัวจะก่อความฉิบหายแก่เรา ช่างไม่มีใคร บอกเราเลย.

ครั้งนั้น ทีฆาวุราชกุมารเสด็จหลบเข้าป่าไป ทรงกันแสงร่ำไห้ จนพอแก่เหตุ ทรงซับน้ำ พระเนตร แล้วเสด็จเข้าพระนครพาราณสี ไปถึงโรงช้างใกล้พระบรมมหาราชวัง แล้วได้ตรัสคำนี้ แก่นายหัตถาจารย์ว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าปรารถนาจะศึกษาศิลปะ

นายหัตถาจารย์ตอบว่า ถ้ากระนั้น เชิญมาศึกษาเถิดพ่อหนุ่มน้อย อยู่มาวันหนึ่ง ทีฆาวุราชกุมาร ทรงตื่นบรรทมตอนปัจจุสสมัย แห่งราตรีแล้วทรงขับร้อง และดีดพิณ คลอเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ที่โรงช้าง.

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงตื่นบรรทม เวลาปัจจุสสมัยแห่งราตรี ได้ทรงสดับ เสียงเพลง และเสียงพิณ ที่ดีดคลอเสียงอันเจื้อยแจ้ว ดังแว่วมาทางโรงมงคลหัตถี จึงมีพระดำรัสถามพวกมหาดเล็กว่า แน่พนาย ใครตื่นในเวลาเช้ามืดแห่งราตรีแล้ว ขับร้องและดีดพิณแว่วมาทางโรงช้าง?

พวกมหาดเล็กกราบทูลว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ชายหนุ่มศิษย์ของนายหัตถาจารย์ชื่อโน้น ตื่นในเวลาเช้ามืดแห่งราตรีแล้ว ขับร้อง และดีดพิณคลอเสียงอันเจื้อยแจ้วดังที่โรงช้าง พระพุทธเจ้าข้า.

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พนาย ถ้ากระนั้น จงพาชายหนุ่มมาเฝ้า พวกเขา ทูลรับ สนองพระบรมราชโองการแล้ว พาทีฆาวุราชกุมารมาเฝ้า จึงพระเจ้า พรหมทัตกาสิกราชได้ ตรัสถามทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อนายชายหนุ่ม เจ้าตื่นในเวลาเช้า แห่งราตรีแล้ว ขับร้องและดีดพิณคลอเสียง อันเจื้อยแจ้วดังทางโรงช้างหรือ?

ทีฆาวุราชกุมารทูลรับว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า.

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อนายชายหนุ่ม ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงขับร้อง และดีดพิณไป

ทีฆาวุราชกุมาร ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วประสงค์จะให้ทรงโปรดปราน จึงขับร้องและดีดพิณ ด้วยเสียงอันไพเราะ ทีนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อนายชายหนุ่ม เจ้าจงอยู่รับใช้เราเถิด

ทีฆาวุราชกุมาร ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วจึงประพฤติทำนอง ตื่นก่อนนอนทีหลัง คอยเฝ้าฟังพระราช ดำรัส ใช้ ประพฤติให้ถูกพระอัธยาศัย เจรจาถ้อยคำไพเราะ ต่อพระเจ้าพรหม ทัตกาสิกราช ครั้นต่อมาไม่นานนักท้าวเธอ ทรงแต่งตั้งทีฆาวุราชกุมาร ไว้ในตำแหน่ง ผู้ไว้วางพระราชหฤทัย ใกล้ชิดสนิทภายใน อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวเธอได้ตรัสคำนี้แก่ ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อนายชายหนุ่ม ถ้ากระนั้น เจ้าจงเทียมรถ พวกเราจักไปล่าเนื้อ

ทีฆาวุราชกุมาร ทูลรับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระราชกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า แล้วจัดเทียมรถไว้เสร็จ ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระเจ้าพรหม ทัตกาสิกราชว่า ขอเดชะรถพระที่นั่งเทียมเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ขอจงทรง พระกรุณา โปรดทราบกาล อันควรเถิดพระพุทธเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จขึ้นราชรถ ทีฆาวุราชกุมารขับราชรถไป แต่ขับราชรถไปโดยวิธีที่หมู่เสนา ได้แยกไปทางหนึ่ง ราชรถได้แยกไปทางหนึ่ง ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชเสด็จไปไกล แล้วได้ตรัสคำนี้แก่ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อนายชายหนุ่ม ถ้ากระนั้นเจ้าจงจอดรถ เราเหนื่อยอ่อนจักนอนพัก.

ทีฆาวุราชกุมารทูลรับ สนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระราชกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้นแล้วจอดราชรถ นั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้นดิน จึงพระเจ้า พรหมทัตกาสิกราช ทรงพาดพระเศียรบรรทม อยู่บนตักของทีฆาวุราชกุมาร เมื่อท้าวเธอทรงเหน็ดเหนื่อยมา เพียงครู่เดียวก็บรรทมหลับ.

ขณะนั้น ทีฆาวุราชกุมาร คิดถึงความหลังว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชนี้แล ทรงก่อ ความ ฉิบหาย แก่พวกเรามากมาย ท้าวเธอทรงช่วงชิงรี้พล ราชพาหนะชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารของพวกเราไป และยังได้ปลงพระชนมชีพ พระชนกชนนีของเราเสียด้วย เวลานี้เป็นเวลา ที่เราพบคู่เวร ดังนี้จึงชักพระแสงขรรค์ ออกจากฝัก แต่เจ้าชายได้ ทรงยั้งพระทัยไว้ได้ในทันทีว่า พระชนกได้ทรงสั่งเราไว ้เมื่อใกล้สวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร การที่เราจะละเมิดพระดำรัส สั่ง ของพระชนกนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้ แล้วสอดพระขรรค์เข้าไว้ในฝัก

ทีฆาวุราชกุมาร ได้ทรงคิดถึงความหลัง เป็นคำรบสองว่า ....

ทีฆาวุราชกุมาร ได้ทรงคิดถึงความหลัง เป็นคำรบสามว่า พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช นี้แล ทรงก่อความฉิบหาย แก่พวกเรามากมาย ท้าวเธอทรงช่วงชิงรี้พลราชพาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหารของพวกเราไป และยังได้ปลง พระชนมชีพ พระชนกชนนีของเราเสียด้วย เวลานี้เป็นเวลาที่เรา พบคู่เวร ดังนี้ จึงชักพระแสงขรรค์ออกจากฝัก แต่ก็ทรงยั้งพระทัยไว้ได้ทันที เป็นคำรบสามว่า พระชนกได้ตรัสสั่งไว้ เมื่อใกล้สวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็น แก่สั้น เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้เพราะไม่จองเวร การที่เราจะละเมิด พระดำรัสสั่งของพระชนกนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้ แล้วทรงสอด พระแสงขรรค์เข้าไว้ในฝักตามเดิม.

ขณะนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้งพระทัยรีบเสด็จลุกขึ้น ทีฆาวุราชกุมารได้กราบทูลคำนี้ แด่พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชในทันทีว่า ขอเดชะ เพราะอะไรหรือพระองค์จึงทรงกลัว หวั่นหวาด สะดุ้งพระทัยรีบเสด็จลุกขึ้น พระพุทธเจ้าข้า

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ตรัสตอบว่า พ่อนายชายหนุ่ม ฉันฝันว่าทีฆาวุราชกุมารโอรส ของพระเจ้าทีฆีติโกศลราช ฟาดฟันฉันด้วยพระแสงขรรค์ ณ ที่นี้ เพราะเหตุนั้น ฉันจึงกลัว หวั่นหวาด ตกใจรีบลุกขึ้น

ทันใดนั้น ทีฆาวุราชกุมารจับพระเศียร ของพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ด้วยพระหัตถ์ซ้าย ชักพระแสงขรรค์ ด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วได้กล่าวคำขู่แก่ พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า คือ ทีฆาวุราชกุมาร โอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชคนนั้น พระองค์ทรงก่อความฉิบหาย แก่พวกข้าพระพุทธเจ้ามากมาย คือ ทรงช่วงชิงรี้พล ราชพาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร ของข้าพระพุทธเจ้าไป มิหนำซ้ำยังปลงพระชนมชีพ พระชนกชนนี ของข้าพระพุทธเจ้าเสียด้วย เวลานี้เป็นเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าพบคู่เวรละ

จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ซบพระเศียรลงแทบยุคลบาท ของทีฆาวุราชกุมาร แล้วได้ ตรัสคำวิงวอนแก่เจ้าชายว่า พ่อทีฆาวุ พ่อจงให้ชีวิตแก่ฉัน พ่อทีฆาวุ พ่อจง ให้ชีวิต แก่ฉันด้วยเถิด

เจ้าชายกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า หรือจะเอื้อมอาจทูลเกล้าถวายชีวิต แก่พระองค์ พระองค์ต่างหากควรพระราชทานชีวิต แก่พระพุทธเจ้า

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อทีฆาวุ ถ้าเช่นนั้นพ่อจงให้ชีวิตแก่ฉัน และฉัน ก็ให้ชีวิตแก่พ่อ.

ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช และทีฆาวุราชกุมาร ต่างได้ให้ชีวิตแก่กันและกัน ได้จับพระหัตถ์กัน และได้ทำการสบถ เพื่อไม่ทำร้ายกัน จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ได้ตรัสคำนี้แก่ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อทีฆาวุ ถ้ากระนั้นพ่อจงเทียมรถไปกันเถอะ.

ทีฆาวุราชกุมารทูล รับสนองพระบรมราชโองการว่า เป็นดังพระกระแสรับสั่ง พระพุทธเจ้าข้า ดังนั้น แล้วเทียมรถ ได้กราบทูลพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชว่า รถพระที่นั่งเทียมเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ขอพระองค์โปรดทรงทราบกาล อันควรเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

จึงพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชเสด็จขึ้นรถทรงแล้ว ทีฆาวุราชกุมารขับรถไป ได้ขับรถไป โดยวิธีไม่นานนัก ก็มาพบกองทหาร ครั้นพระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช เสด็จเข้าสู่พระนคร พาราณสีแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้เรียกประชุม หมู่อำมาตย์ราชบริษัท ได้ตรัสถาม ความเห็นข้อนี้ว่า พ่อนายทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพบทีฆาวุราชกุมาร โอรสของพระเจ้า ทีฆีติโกศลราช จะพึงทำอะไรแก่เขา.

อำมาตย์บางพวกก ราบทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ พวกข้าพระพุทธเจ้า จะพึงตัดมือ จะพึง ตัดเท้า จะพึงตัดทั้งมือและเท้า จะพึงตัดหู จะพึงตัดจมูก จะพึงตัดทั้งหูและจมูก จะพึงตัดศีรษะพระพุทธเจ้าข้า.

พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราชตรัสว่า พ่อนายทั้งหลาย ชายหนุ่มผู้นี้แล คือ ทีฆาวุราชกุมาร โอรสของพระเจ้าทีฆีติโกศลราชคนนั้น ชายหนุ่มผู้นี้ใครๆ จะทำอะไรไม่ได้ เพราะ ชายหนุ่มผู้นี้ ได้ให้ชีวิตแก่เรา และเราก็ได้ให้ชีวิตแก่ชายหนุ่มผู้นี้ ครั้นแล้วได้ตรัสถาม ความข้อนี้ แก่ทีฆาวุราชกุมารว่า พ่อทีฆาวุ พระชนกของเธอ ได้ตรัสคำใดไว้ เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับ เพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร ดังนี้ พระชนกของเธอ ได้ตรัสคำนั้น หมายความว่าอย่างไร?

ทีฆาวุราชกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะ พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระบรม ราโชวาท อันใดแลไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว ดังนี้หมายความว่า เจ้าอย่าได้จองเวรให้ยืดเยื้อ เพราะฉะนั้น พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัส พระบรมราโชวาท วันนี้แลไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่าเห็นแก่ยาว พระชนกของ ข้าพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระบรมราโชวาทอันใดแล ไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า เจ้าอย่า เห็นแก่สั้น ดังนี้ หมายความว่า เจ้าอย่าแตกร้าวจากมิตรเร็วนัก เพราะฉะนั้น พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสพระบรมราโชวาท อันนี้แลไว้เมื่อใกล้จะสวรรคต ว่า เจ้าอย่าเห็นแก่สั้น พระชนกของข้าพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระบรมราโชวาทอันใดแลไว้ เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เวรทั้งหลาย ย่อมไม่ระงับเพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร ดังนี้

หมายความว่า พระชนกชนนีของข้าพระพุทธเจ้า ถูกพระองค์ปลงพระชนมชีพเสีย ถ้าข้าพระพุทธเจ้า จะพึงปลงพระชนมชีพของพระองค์เสียบ้าง คนเหล่าใดใคร่ ความเจริญแก่พระองค์ คนเหล่านั้น จะพึงปลงชีวิตข้าพระพุทธเจ้า คนเหล่าใดใคร ่ความเจริญ แก่ข้าพระพุทธเจ้า คนเหล่านั้นจะพึงปลงชีวิตคนเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เวรนั้นไม่พึงระงับเพราะเวร แต่มาบัดนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานชีวิต แก่ข้าพระพุทธเจ้า และข้าพระพุทธเจ้า ก็ได้ทูลถวายพระชนมชีพแก่พระองค์ เป็นอันว่าเวรนั้นระงับแล้วเพราะไม่จองเวรพระชนกของข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ตรัส พระบรมราโชวาทอันนี้แล ไว้เมื่อใกล้จะสวรรคตว่า พ่อทีฆาวุ เวรทั้งหลายย่อมไม่ระงับ เพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ เพราะไม่จองเวร พระพุทธเจ้าข้า.

ลำดับนั้น พระเจ้าพรหมทัตกาสิกราช ตรัสว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีเลย ทีฆาวุราชกุมารนี้เป็นบัณฑิต จึงได้เข้าใจความแห่งภาษิต อันพระชนก ตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดาร แล้วทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานคืนรี้พล ราชพาหนะ ชนบท คลังศัสตราวุธยุทธภัณฑ์ และคลังธัญญาหาร อันเป็นพระราชสมบัติ ของพระชนก และได้พระราชทาน พระราชธิดาอภิเษกสมรสด้วย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขันติ โสรัจจะ เห็นปานนี้ ได้มีแล้วแก่พระราชาเหล่านั้น ผู้ถืออาชญา ผู้ถือศัสตราวุธ ก็การที่พวกเธอบวช ในธรรมวินัย อันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ จะพึงอดทน และสงบเสงี่ยมนั้น ก็จะพึงงามในธรรมวินัยนี้แน่.

[๒๔๕] พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระโอวาท แก่ภิกษุเหล่า นั้นเป็นคำรบสามว่า อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย อย่าบาดหมางกัน อย่าทะเลาะกัน อย่าแก่งแย่งกัน อย่าวิวาทกันเลย อธรรมวาทีภิกษุรูปนั้น ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเป็นคำรบสาม พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรร มได้โปรดทรงยับยั้งเถิด ขอพระผู้มีพระภาค ได้โปรดทรงมี ความขวนขวายน้อย ประกอบสุขวิหารธรรม ในปัจจุบันอยู่เถิด พวกข้าพระพุทธเจ้า จักปรากฏด้วยความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง การวิวาทนั้น จึงพระผู้มีพระภาค ทรงดำริว่า โมฆบุรุษเหล่านี้หัวดื้อนักแล เราจะให้ โมฆบุรุษ เหล่านี้เข้าใจกัน ทำไม่ได้ง่ายเลย ดังนี้ แล้วเสด็จ ลุกจากพระพุทธอาสน์ กลับไป.

ทีฆาวุภาณวาร ที่ ๑ จบ.



           [๒๔๖] ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสกแล้ว ทรงถือบาตร จีวร เสด็จเข้าพระนครโกสัมพี เพื่อบิณฑบาต เสด็จเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครโกสัมพี แล้ว ครั้นเวลาบ่าย เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทรงเก็บเสนาสนะถือบาตรจีวร ประทับยืน ท่ามกลางพระสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้:-

4)
เวรุปสมคาถา

            [๒๔๗] ภิกษุมีเสียงดังเป็นเสียงเดียวกัน จะได้สำคัญตัวว่า เป็นพาล ไม่มีเลย สักรูปเดียว ยิ่งเมื่อสงฆ์แตกกัน ก็ไม่ได้ สำคัญเหตุอื่น ภิกษุทั้งหลายลืมสติ สำคัญตัวว่าเป็นบัณฑิต ช่างพูด เจ้าคารม พูดไปตามที่ตนปรารถนา จะยื่นปากพูด ไม่รู้สึกว่าความทะเลาะเป็นเหตุชักพาไป

ก็คนเหล่าใดจองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของคนเหล่านั้น ย่อมไม่สงบ ส่วนคนเหล่าใดไม่จองเวรไว้ว่า คนโน้นด่าเรา ตีเรา ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเราไป เวรของคนเหล่านั้นย่อมสงบ

แต่ไหนแต่ไรมา เวรทั้งหลายในโลกนี้ย่อมไม่ระงับ เพราะเวรเลย แต่ย่อมระงับ เพราะ ไม่จองเวร ธรรมนี้ เป็นของเก่า

ก็คนเหล่าอื่นไม่รู้สึกว่า พวกเรากำลังยับเยิน ณ ท่าม กลางสงฆ์นี้ ส่วนคนเหล่าใด ในท่ามกลางสงฆ์นั้น รู้สึก เพราะความรู้สึกของคนเหล่านั้น ความหมายมั่นย่อมระงับ

คนเหล่าใดบั่นกระดูก ผลาญชีวิต ลักทรัพย์ คือ โค และม้า คนเหล่านั้นถึงช่วงชิง แว่นแคว้นกัน ก็ยังคบหา สมาคมกันได้ เหตุไฉนพวกเธอจึงคบหาสมาคมกันไม่ได้เล่า

ถ้าบุคคลพึงได้สหายมีปัญญา เที่ยวไปด้วยกัน เป็นนักปราชญ์คอยช่วยเหลือกัน เขาครอบงำอันตรายทั้งปวง เสียได้ พึงพอใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น ถ้าไม่ได้ สหายมีปัญญา เที่ยวไปด้วยกัน เป็นนักปราชญ์คอยช่วย เหลือกัน พึงเที่ยวไปคนเดียว ดุจพระราชา ทรงสละแว่นแคว้น คือราชอาณาจักร และดุจช้างมาตังคะ ละฝูงเที่ยวไป ในป่า ฉะนั้น การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะคุณเครื่อง เป็นสหายไม่มีในคนพาล พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่พึง ทำบาป ดุจช้างมาตังคะ มีความขวนขวายน้อย เที่ยวไป ในป่าแต่ลำพัง ฉะนั้น.

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์