เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีแตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย และไม่ยอมทำสังฆกรรมร่วมกัน 2619
  24/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๔๐]
 


เรื่องแยกกันทำอุโบสถในสีมา
เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น หลังจากพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี แตกแยกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายที่ ทำการยกวัตร (ลงโทษอุกเขปนียกรรม) และฝ่ายที่สนับสนุนภิกษุผู้ถูกยกวัตร เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จมาตักเตือน แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมประนีประนอมกัน ต่างฝ่ายต่างจึงแยกกันประกอบ ศาสนพิธี

1) สาระสำคัญการแยกทำสังฆกรรม
     ต่างฝ่ายต่างทำอุโบสถ ภิกษุกลุ่มที่สนับสนุนผู้ถูกลงโทษ และภิกษุกลุ่มที่ลงโทษต่างฝ่ายต่าง แยกกันทำอุโบสถ และทำสังฆกรรมของตนเอง
     ทำในสีมาเดียวกัน ทั้งสองกลุ่มนี้ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาแยกกัน ภายในเขตสีมา (เขตแดนอุโบสถ) เดียวกัน

2) เหตุการณ์ต่อเนื่อง และปฏิกิริยาของชาวบ้าน
     อุบาสกอุบาสิกาเสื่อมศรัทธา เมื่อชาวบ้าน (อุบาสกอุบาสิกา) ไปที่วัดเพื่อทำบุญในวันอุโบสถ แล้วเห็นพระสงฆ์แยกกันอยู่ แยกกันทำอุโบสถเป็นสองฝั่ง จึงเกิดความไม่พอใจ
     ชาวบ้านตำหนิติเตียน ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน และโพทนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระ ศากยบุตรเหล่านี้ ทำไมถึงใจคอคับแคบ ทะเลาะวิวาทบาดหมางไม่สามัคคีกัน ถึงขนาดต้องแยกกัน ทำอุโบสถภายในสีมาเดียวกัน
     พระภิกษุนำความกราบทูล เมื่อพระภิกษุผู้มักน้อย และรักสันโดษได้ยินชาวบ้านตำหนิเช่นนั้น จึงนำเรื่องการแยกกันทำอุโบสถในสีมาเดียวกันนี้ไปกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ

ประเด็นหลัก
ข้อนี้แสดงถึงจุดแตกหักทางวินัย ของคณะสงฆ์เมืองโกสัมพี ที่ความขัดแย้งลุกลามจนไม่สามารถ ร่วมทำสังฆกรรม (สมานสังวาส) ร่วมกันได้ จนทำให้คฤหัสถ์เสื่อมศรัทธา และนำไปสู่การบัญญัติ
ข้อห้าม และวิธีปฏิบัติ เพื่อระงับความแตกแยกในข้อถัดๆ ไป

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

24/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๔๐]
มหาวรรค ภาค ๒
1)

แยกกันทำอุโบสถในสีมาเป็นต้น

          [๒๔๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุพวกที่สนับสนุนผู้ถูกยก ทำอุโบสถทำสังฆกรรม ภายในสีมานั้นเอง ส่วนภิกษุพวกยกไปทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมนอกสีมา กาลต่อมา ภิกษุผู้ยกรูปหนึ่ง เข้าไปพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุพวกสนับสนุน ผู้ถูกยกนั้น ทำอุโบสถทำสังฆกรรม ภายในสีมานั้นเอง ส่วนพวกข้าพระพุทธเจ้า เป็นภิกษุพวกยกต้องไปทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมนอกสีมา พระพุทธเจ้าข้า.

          พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุ ถ้าภิกษุพวกที่สนับสนุน ผู้ถูกยกนั้น จักทำ อุโบสถทำสังฆกรรม ภายในสีมานั้นเอง ถูกตามญัตติและอนุสาวนาที่เราบัญญัติไว้ กรรมของพวกเธอนั้นเป็นธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ถ้าพวกเธอเป็นภิกษุ พวกยกจักทำอุโบสถ ทำสังฆกรรม ภายในสีมานั้นเอง ถูกตามญัตติและอนุสาวนา ที่เราบัญญัติไว้ แม้กรรมของพวกเธอนั้น ก็เป็นธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ข้อนั้นเป็น เพราะเหตุไร เพราะภิกษุพวกนั้น มีสังวาสต่างจากพวกเธอ และพวกเธอก็มีสังวาส ต่างจากภิกษุพวกนั้น.

2)

นานาสังวาสภูมิ ๒ อย่าง

          ดูกรภิกษุ ภูมิของภิกษุนานาสังวาสนี้มี ๒ อย่าง คือ ภิกษุทำตนเป็นนานาสังวาส ด้วยตน ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันยกภิกษุนั้น เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป ๑

           ดูกรภิกษุ ภูมิของภิกษุนานาสังวาส ๒ อย่างนี้แล.

3)

สมานสังวาสภูมิ ๒ อย่าง

          ดูกรภิกษุ ภูมิของภิกษุสมานสังวาสนี้มี ๒ อย่าง คือ ภิกษุทำตนให้เป็นสมาน สังวาสด้วยตน ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกัน รับภิกษุนั้นผู้ถูกยก เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติหรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป เข้าหมู่ ๑

           ดูกรภิกษุ ภูมิของภิกษุสมานสังวาส ๒ อย่างนี้แล

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

25/5)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๔๑] - [๒๔๒]
มหาวรรค ภาค๒

โกสัมพิกขันธกะ ว่าด้วยเรื่องความบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ของพระภิกษุชาวเมืองโกสัมพี และผลกระทบต่อสังคม รวมถึงแนวทางแก้ไขของพระพุทธเจ้า

เหตุแห่งความบาดหมาง และการเพ่งโทษจากชาวบ้าน
   -เกิดความแตกแยก ภิกษุในเมืองโกสัมพี เกิดความบาดหมาง ทะเลาะวิวาทกัน
   -แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม: ภิกษุเหล่านั้นแสดงกายกรรม และวจีกรรมที่ไม่สมควร ต่อกัน ทั้งในโรงอาหาร และในละแวกบ้าน
   -ชาวบ้านติเตียน: ประชาชนที่พบเห็นพากันเพ่งโทษ ติเตียน และโพนทะนาว่า "ไฉนพระสมณะเชื้อสายศากยบุตร จึงบาดหมางทะเลาะกันเองเช่นนี้"
   -เรื่องถึงพระพุทธเจ้า: พระภิกษุผู้มักน้อยได้ยินคำตำหนิ จึงนำความเข้ากราบทูล ให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ

สรุปเนื้อหาข้อ [๒๔๒] : พระพุทธเจ้าทรงสอบสวนและตักเตือน
    ทรงเรียกประชุม: พระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมสงฆ์ และตรัสสอบถามภิกษุเหล่านั้นว่า เกิดเรื่องขึ้นจริงหรือไม่
    ภิกษุยอมรับ: พระภิกษุเหล่านั้นยอมรับว่า เป็นความจริงตามที่ชาวบ้านตำหนิ
    ทรงตำหนิโทษ: พระพุทธเจ้าทรง ตำหนิอย่างรุนแรงว่า การกระทำนี้ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใส ของคนที่ยังไม่เลื่อมใส และไม่ทำความเลื่อมใส ของผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้ว
     ประทานโอวาท ทรงเตือนสติเรื่องโทษของการ ทะแกะทะแกล้ง และความแตกแยก พร้อมทั้งทรงแนะแนวทาง ให้ภิกษุกลับมาสามัคคีกัน

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันในคัมภีร์นี้ นอกจากเหตุการณ์เริ่มต้นในข้อ [๒๔๑] - [๒๔๒] แล้ว เนื้อหาในส่วนที่เหลือของโกสัมพิกขันธกะ ยังระบุถึงเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ดังนี้
     การเสด็จหลีกเร้นของพระพุทธเจ้า หลังทรงห้ามปรามแล้วภิกษุไม่ยอมเชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จไปจำพรรษา ณ ป่าเลไลยก์ เพียงพระองค์เดียว โดยมีช้างป่าเลไลยก์ และลิง คอยอุปัฏฐาก
     มาตรการคว่ำบาตรจากชาวบ้าน ชาวเมืองโกสัมพีโกรธ ที่พระภิกษุทำให้พระพุทธเจ้า ต้องเสด็จหนีไป จึงร่วมใจกัน "งดใส่บาตรและไม่ทำบุญ" ให้ภิกษุเหล่านั้น จนทำให้ภิกษุ ที่ก่อเรื่องสำนึกผิด และยอมเดินทางไปขอขมาพ ระพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถีพุทธานุญาต
     เรื่องสังฆสามัคคี พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลัก "สังฆสามัคคี ๒ อย่าง" คือ สามัคคีเสีย อรรถแต่ได้พยัญชนะ และ สามัคคีได้ทั้งอรรถและพยัญชนะ

1A)

เรื่องความบาดหมางกันเป็นต้น

          [๒๔๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย เกิดความบาดหมาง เกิดความทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน ย่อมแสดงกายกรรม วจีกรรม อันไม่สมควรต่อกันและกัน ทำปรามาสกัน ด้วยมือในโรงภัตร ในละแวกบ้าน คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตรทั้งหลาย จึงได้เกิดความบาดหมาง เกิดความทะเลาะ ถึงการวิวาท แสดงกายกรรมวจีกรรม อันไม่สมควรต่อกันและกัน ทำปรามาสกันด้วยมือ ในโรงภัตร ในละแวกบ้านเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย .... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้เกิดความบาดหมาง .... ทำปรามาสกันด้วยมือ ในโรงภัตร ในละแวกบ้านเล่า แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

1B)

ทรงสอบถาม

          พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุทั้งหลาย เกิดความบาดหมาง .... ทำปรามาสกันด้วยมือ ในโรงภัตร ในละแวกบ้าน จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

1C)

ทรงติเตียนแล้วทรงห้าม

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว แต่ยังทำกิจอันเป็นธรรม เมื่อถ้อยคำไม่ชวนให้ชื่นชมต่อกันเป็นไปอยู่ พวกเธอพึงนั่งเหนืออาสนะ โดยนึกในใจว่า ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พวกเราจักไม่แสดงกายกรรม วจีกรรม อันไม่สมควรต่อกันและกัน จักไม่ทำปรามาสกันด้วยมือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว แต่ยังทำกิจ ที่เป็นธรรม เมื่อถ้อยคำอันชวนให้ชื่นชม ต่อกันเป็นไปอยู่ พวกเธอพึงนั่งในแถว มีอาสนะ อันหนึ่งคั่นในระหว่าง.

          [๒๔๒] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลาย เกิดความบาดหมาง เกิดความทะเลาะถึงการ วิวาทกัน ย่อมทิ่มแทงกันด้วยหอก คือ ปาก ในท่ามกลางสงฆ์อยู่ ภิกษุเหล่านั้น ไม่อาจ ระงับอธิกรณ์นั้นได้

          ครั้งนั้น มีภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วได้ ยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นยืนเฝ้าเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลคำนี้แด่ พระผู้มีพระภาค ว่าพระพุทธเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลายในวัดโฆสิตารามนี้ เกิดความบาดหมาง เกิดความทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน ย่อมทิ่มแทงกันด้วยหอกคือ ปาก ในท่ามกลางสงฆ์ อยู่ ภิกษุเหล่านั้น ไม่อาจระงับอธิกรณ์นั้นได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค ทรงโปรดอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนา ด้วยอาการดุษณี ครั้นแล้วได้เสด็จเข้าไปหา ภิกษุนั้น ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวายประทับนั่ง แล้วได้ตรัสคำนี้ แก่ภิกษุเหล่านั้นว่า อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าบาดหมาง อย่าทะเลาะ อย่าแก่งแย่ง อย่าวิวาทกันเลย เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุอธรรมวาที รูปหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขอพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นเจ้าของแห่ง ธรรม จงทรงพระกรุณารอก่อน ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงมีความขวนขวายน้อย ประกอบสุขวิหารธรรม ในปัจจุบันอยู่เถิด พวกข้าพระพุทธเจ้าจักปรากฏ ด้วยความ บาดหมาง ด้วยความทะเลาะ ด้วยความแก่งแย่ง ด้วยการวิวาทนั้น พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำนี้แก่ภิกษุเหล่านั้นเป็นคำรบสองว่า อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าบาดหมาง อย่าทะเลาะ อย่าแก่งแย่ง อย่าวิวาทกันเลย

          ภิกษุอธรรมวาทีนั้น ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาค เป็นคำรบสองว่า ขอพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นเจ้าของแห่งธรรม จงทรงพระกรุณารอก่อน ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงมีความขวนขวายน้อย ประกอบสุขวิหารธรรม ในปัจจุบันอยู่เถิด พวกข้าพระองค์ จักปรากฏ ด้วยความบาดหมาง ด้วยความทะเลาะ ด้วยความแก่งแย่ง ด้วยการวิวาทนั้น พระพุทธเจ้าข้า.

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์