24/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๒๓๘] - [๒๓๙]
มหาวรรค ภาค ๒
1)
โกสัมพีขันธกะ
เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง
[๒๓๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขตพระนครโกสัมพี ครั้งนั้น ยังมีภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติแล้ว มีความเห็นในอาบัตินั้น ว่าเป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่นมีความเห็นในอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติ
สมัยต่อมา ภิกษุรูปนั้นกลับมีความเห็นในอาบัตินั้นว่า ไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่น มีความเห็นในอาบัตินั้นว่า เป็นอาบัติ จึงภิกษุเหล่านั้นได้ ถามภิกษุนั้นว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติ ท่านเห็นอาบัตินั้นหรือไม่? ภิกษุรูปนั้น ตอบว่าอาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติที่จะพึงเห็น ภายหลังภิกษุเหล่านั้น หาสมัครพรรคพวกได้ จึงยกภิกษุรูปนั้นเสีย เพราะไม่เห็นอาบัติ.
แท้จริง ภิกษุรูปนั้น เป็นผู้คงแก่เรียน ช่ำชองคัมภีร์ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกาเป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา มีความละอาย รังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา จึงภิกษุรูปนั้นเข้าไปหาบรรดาภิกษุ ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมา แล้วได้กล่าว คำนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย นั่นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องอาบัติ ผมต้องอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องถูกยก ผมต้องถูกยกหามิได้ ผมถูกยกด้วยกรรม ไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ขอท่านทั้งหลาย จงกรุณาเป็นฝักฝ่ายของผม โดยธรรม โดยวินัยด้วยเถิด
ภิกษุรูปนั้นได้ภิกษุ ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมา เป็นฝักฝ่ายแล้ว ได้ส่งทูต ไปในสำนักภิกษุชาวชนบท ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมาว่าอาวุโส ทั้งหลาย นั่นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องอาบัติ ผมต้องอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องถูกยก ผมเป็นผู้ถูกยกหามิได้ ผมถูกยกด้วยกรรมไ ม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะขอท่านทั้งหลายจงกรุณาเป็นฝักฝ่ายของผม โดยธรรม โดยวินัยด้วยเถิด ดังนี้ ได้พวกภิกษุชาวชนบท ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมา เป็นฝักฝ่าย.
ครั้งนั้น พวกภิกษุที่สนับสนุนผู้ถูกยกเหล่านั้น ได้เข้าไปหาภิกษุพวกที่ยก แล้วได้กล่าวคำนี้แก่ภิกษุพวกที่ยกว่า อาวุโสทั้งหลาย นั้นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ ภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ภิกษุนั้นต้องอาบัติหามิได้ ภิกษุนั้นไม่ต้องถูกยก ภิกษุนั้นเป็นผู้ถูกยกหามิได้ ภิกษุนั้นถูกยก ด้วยกรรมไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ.
เมื่อภิกษุพวกสนับสนุน ผู้ถูกยกกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุพวกยก ได้กล่าวคำนี้ แก่ภิกษุ พวกสนับสนุนผู้ถูกยกว่า อาวุโสทั้งหลาย นั่นเป็นอาบัติ นั่นไม่เป็นอาบัติหามิได้ ภิกษุนั้นต้องอาบัติ ไม่ต้องอาบัติหามิได้ ภิกษุนั้นต้องถูกยกแล้ว ไม่ต้องถูกยกหามิได้ ภิกษุนั้นถูกยกแล้ว ด้วยกรรมเป็นธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ขอท่านทั้งหลาย อย่าสนับสนุน อย่าตามห้อมล้อมภิกษุ ผู้ถูกยกนั้นเลย.
ภิกษุพวกสนับสนุนผู้ ถูกยกเหล่านั้น อันภิกษุพวกยกว่ากล่าวอยู่ แม้อย่างนี้แล ก็ยังสนับสนุน ยังตามห้อมล้อมภิกษุผู้ถูกยกนั้น อย่างเดิมนั่นแหละ.
2)
ภิกษุรูปหนึ่งเข้าเฝ้ากราบทูลให้ทรงทราบ
[๒๓๙] ครั้นต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นนั่งเฝ้าเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่าพระพุทธเจ้าข้า ภิกษุรูปหนึ่งในวัดโฆสิตาราม นี้ต้องอาบัติ ท่านมีความเห็นในอาบัตินั้นว่า เป็นอาบัติแต่ภิกษุเหล่าอื่น มีความเห็นในอาบัตินั้นว่า ไม่เป็นอาบัติ
ครั้นต่อมา ท่านกลับมีความเห็น ในอาบัตินั้นว่า ไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่น มีความเห็นในอาบัตินั้นว่า เป็นอาบัติ จึงภิกษุเหล่านั้นได้กล่าวคำนี้แก่ท่านว่า อาวุโส ท่านต้องอาบัติ ท่านต้องอาบัตินั้นหรือไม่ ท่านตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ผมไม่มีอาบัติ ที่จะพึงเห็น ภายหลังภิกษุเหล่านั้น หาสมัครพรรคพวกได้แล้ว จึงยกท่านเสีย เพราะไม่เห็นอาบัติ แท้จริง ท่านรูปนั้นเป็นผู้คงแก่เรียน ช่ำชองคัมภีร์ ทรงธรรมทรงวินัย ทรงมาติกา เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา มีความละอาย รังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา จึงเข้าไปหาบรรดาภิกษุ ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมา แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า อาวุโสทั้งหลายนั่น ไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องอาบัติ ผมต้องอาบัติ หามิได้ ผมไม่ต้องถูกยกผมต้องถูกยกหามิได้ ผมถูกยกด้วยกรรมไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ขอท่านทั้งหลายจงกรุณาเ ป็นฝักฝ่ายของผมโดยธรรม โดยวินัยด้วยเถิด
แล้วได้พวกภิกษุ ที่เป็นเพื่อนเคยเห็นเคยคบกันมา เป็นฝักฝ่าย และส่งทูตไป ในสำนักภิกษุ ชาวชนบท ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมาว่า อาวุโสทั้งหลาย นั่นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องอาบัติ ผมต้องอาบัติหามิได้ ผมไม่ต้องถูกยก ผมต้องถูกยกหามิได้ ผมถูกยกด้วยกรรม ไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ ขอท่านทั้งหลาย จงกรุณาเป็นฝักฝ่ายของผมโดยธรรม โดยวินัยด้วยเถิด แล้วได้ภิกษุพวกชาวชนบท ที่เป็นเพื่อนเคยเห็น เคยคบกันมา เป็นฝักฝ่าย.
ครั้งนั้น ภิกษุพวกสนับสนุนผู้ถูกยก เข้าไปหาภิกษุพวกยกแล้ว ได้กล่าวคำนี้ แก่ภิกษุพวกยกว่า อาวุโสทั้งหลาย นั้นไม่เป็นอาบัติ นั่นเป็นอาบัติหามิได้ ภิกษุรูปนั้น ไม่ต้องอาบัติภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติหามิได้ ภิกษุรูปนั้นไม่ต้องถูกยก ภิกษุรูปนั้น ต้องถูกยกหามิได้ ภิกษุรูปนั้นถูกยก ด้วยกรรมไม่เป็นธรรม กำเริบ ไม่ควรแก่ฐานะ
เมื่อภิกษุพวกสนับสนุน ผู้ถูกยกกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุพวกยกได้กล่าวคำนี้ แก่ภิกษุพวกสนับสนุนผู้ถูกยกว่า อาวุโสทั้งหลาย นั่นเป็นอาบัติ นั่นไม่เป็นอาบัติหามิได้ ภิกษุนั้นต้องอาบัติไม่ต้องอาบัติหามิได้ ภิกษุนั้นต้องถูกยก ไม่ต้องถูกยกหามิได้ ภิกษุนั้นถูกยก ด้วยกรรมเป็นธรรมไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ขอท่านทั้งหลายอย่าสนับสนุน อย่าตามห้อมล้อมภิกษุผู้ถูกยกนั้นเลย.
เมื่อภิกษุพวกสนับสนุน ผู้ถูกยกเหล่านั้น อันภิกษุพวกยกว่ากล่าวอยู่แม้อย่างนี้ ก็ยังสนับสนุน ยังตามห้อมล้อมภิกษุ ผู้ถูกยกนั้นอย่างเดิมนั่นแหละ พระพุทธเจ้าข้า.
3)
ทรงประทานโอวาท
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทราบว่า ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกกัน แล้วจึงทรงลุกจากที่ประทับ เสด็จเข้าไปทางภิกษุพวกยก ครั้นถึงแล้วประทับนั่งเหนือ พุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย ครั้นพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสประทานพระพุทโธวาท แก่ภิกษุพวกยกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าสำคัญภิกษุ อันตนพึงยก เพราะเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยนึกว่าพวกเราเฉลียวฉลาด.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้องอาบัติแล้ว มีความเห็นในอาบัตินั้น ว่าไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่น มีความเห็นในอาบัตินั้น ว่าเป็นอาบัติ ถ้าพวกเธอรู้จัก ภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นพหูสูต .... ผู้ใคร่ต่อสิกขา ถ้าพวกเราจักยก ภิกษุรูปนี้ เพราะไม่เห็นอาบัติ จักทำอุโบสถร่วมกับภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องทำอุโบสถ แยกจากภิกษุรูปนี้ ความบาดหมาง ความทะเลาะความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแยก แห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ การกำหนดแห่งสงฆ์ การกระทำ ต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย ผู้เกรงแต่ความแตกนั้น ไม่พึงยกภิกษุนั้น เพราะไม่เห็นอาบัติ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้องอาบัติแล้ว มีความเห็นในอาบัติ นั้นว่า ไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่น มีความเห็นในอาบัตินั้นว่า เป็นอาบัติ ถ้าพวกเธอ รู้จัก ภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นพหูสูต .... ผู้ใคร่ต่อสิกขา
ถ้าพวกเราจักยกภิกษุรูปนี้ เพราะไม่เห็นอาบัติ จักปวารณาร่วมกับภิกษุรูปนี้ ไม่ได้จักต้องปวารณา แยกจากภิกษุรูปนี้ จักทำสังฆกรรม ร่วมกับภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องทำสังฆกรรม แยกภิกษุรูปนี้ จักนั่งบนอาสนะร่วมกับ ภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องนั่ง บนอาสนะ แยกจากภิกษุรูปนี้ จักนั่งในสถานที่ดื่มยาคู ร่วมกับภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องนั่งในสถานที่ ดื่มยาคูแยกจากภิกษุรูปนี้ จักนั่งในโรงภัตรร่วมกับภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องนั่ง ในโรงภัตรแยกจากภิกษุรูปนี้ จักอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียวกัน ร่วมกับภิกษุรูปนี้ ไม่ได้ จักต้องอยู่ในที่มุงที่บัง อันเดียวกัน แยกจากภิกษุรูปนี้
จักทำอภิวาทต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ตามลำดับผู้แก่พรรษาร่วมกับ ภิกษุรูปนี้ไม่ได้ จักต้องทำอภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม ตามลำดับผู้แก่ พรรษาแยกจากภิกษุรูปนี้ ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ การกำหนดแห่งสงฆ์ การกระทำต่าง แห่งสงฆ์ ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย ผู้เกรงแต่ความแตกกัน ไม่พึงยกภิกษุรูปนั้นเพราะไม่เห็นอาบัติ.
ครั้นพระผู้มีพระภาค ตรัสข้อความนั้น แก่ภิกษุพวกยกแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับ เสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปทางภิกษุ พวกที่สนับสนุนผู้ถูกยก แล้วประทับนั่งเหนือ พุทธอาสน์ที่เขาจัดถวาย ครั้นพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้ตรัสประทานพระพุทโธวาท แก่ภิกษุพวกที่สนับสนุนผู้ถูกยกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องอาบัติแล้ว อย่าสำคัญอาบัติว่า ไม่ต้องทำคืน ด้วยเข้าใจว่าพวกเราไม่ต้องอาบัติ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้องอาบัติแล้ว มีความเห็นในอาบัตินั้น ว่า ไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่นมีความเห็นในอาบัตินั้นว่าเป็นอาบัติ ถ้าเธอรู้จักภิกษุ เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้แลเป็นพหูสูต .... ผู้ใคร่ต่อสิกขา คงจะไม่ถึงฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติเพราะเหตุแห่งเรา หรือเพราะเหตุ แห่งภิกษุเหล่าอื่น
ถ้าภิกษุเหล่านี้จักยกเรา เพราะไม่เห็นอาบัติพวกเธอจักทำอุโบสถ ร่วมกับเรา ไม่ได้ จักต้องทำอุโบสถแยกจากเรา ความบาดหมาง ความทะเลาะความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ ความกำหนดแห่งสงฆ์ การกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์ ภิกษุผู้เกรงแต่ความแตกกัน พึงยอมแสดงอาบัตินั้นเสีย แม้ด้วยความเชื่อผู้อื่น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ต้องอาบัติแล้ว มีความเห็นในอาบัติ นั้น ว่าไม่เป็นอาบัติ แต่ภิกษุเหล่าอื่น มีความเห็นในอาบัติ นั้นว่าเป็นอาบัติ ถ้าเธอรู้จัก ภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านเหล่านี้แล เป็นพหูสูต .... ผู้ใคร่ต่อสิกขา คงจะไม่ถึง ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติภยาคติ เพราะเหตุแห่งเรา หรือเพราะเหตุแห่งภิกษุอื่น
ถ้าภิกษุเหล่านี้ จักยกเรา เพราะไม่เห็นอาบัติ
จักปวารณาร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องปวารณาแยกจากเรา จักทำสังฆกรรมร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องทำสังฆกรรมแยกจากเรา
จักนั่งเหนืออาสนะร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องนั่งเหนืออาสนะ แยกจากเรา
จักนั่งในสถานที่ดื่มยาคูร่วมกับเราไม่ได้
จักต้องนั่งในสถานที่ดื่มยาคู แยกจากเราจักนั่งในโรงภัตร ร่วมกับเราไม่ได้
จักต้องนั่งในโรงภัตร แยกจากเรา จักอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียว ร่วมกับเราไม่ได้
จักต้องอยู่ในที่มุงที่ บังอันเดียวแยกจากเรา
จักทำอภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรมสามีจิกรรม ตามลำดับผู้แก่พรรษากับเราไม่ได้
จักต้องทำอภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมตามลำดับผู้แก่พรรษา เว้นจากเรา ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาทความแตกแยกแห่งสงฆ์ ความกำหนดแห่งสงฆ์ การกระทำต่างแห่งสงฆ์ ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุ จักมีแก่สงฆ์ ภิกษุผู้เกรง แต่ความแตกกัน พึงยอมแสดงอาบัตินั้นเสีย แม้ด้วยความเชื่อผู้อื่น.
ครั้นพระผู้มีพระภาค ตรัสข้อความนั้น แก่ภิกษุพวกที่สนับสนุนผู้ถูกยกแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ. |