เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรม หลักเกณฑ์การทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม 2615
  22/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๑๙๙] - [๒๐๓]
 


พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรม

หลักเกณฑ์การทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม

๑. สังฆกรรมที่ไม่เป็นธรรม และไม่เป็นวินัย
พระอุบาลี ทูลถามถึงกรรม ที่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำ แต่ทำไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วัตถุ หรือบุคคล ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็น "กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย" มีลักษณะสำคัญ เช่น
    ทำในที่ลับหลัง สังฆกรรมที่ควรทำต่อหน้าจำเลย แต่สงฆ์แอบไปทำลับหลัง
    ทำโดยไม่สอบถาม ต้องสอบถามผู้ผิดก่อน หรือให้ผู้ผิดยอมรับ แต่สงฆ์ไม่ทำตามขั้นตอน
    ทำกรรมผิดประเภทกับบุคคล เช่น การให้ อมูฬหเสวินัย (การยกฟ้องเพราะหายบ้า) แก่ภิกษุที่ควรได้รับ สติวินัย (การยกฟ้องเพราะระลึกได้ว่าบริสุทธิ์)
    ลงโทษผิดระดับความแรง เช่น ทำกรรมหนัก หรือกรรมเบา

๒. สังฆกรรมที่เป็นธรรมและเป็นวินัย
ตรงกันข้ามกับข้อแรก พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัย ว่าสังฆกรรมจะ "เป็นธรรมและเป็นวินัย" ก็ต่อเมื่อ สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำให้ถูกขั้นตอน และตรงกับบุคคล
    ทำในที่พร้อมหน้า ทำกรรมที่ควรทำในที่ต่อหน้า
    ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง สอบถามในกรรมที่ควรสอบถาม ปฏิญาณในกรรมที่ต้องปฏิญาณ
    ให้กรรมตรงกับ ความผิดของบุคคล เช่น ให้ สติวินัย แก่ภิกษุผู้ควรได้สติวินัย

๓. การพิจารณาองค์ประกอบของกรรม
เป็นการจำแนกกรรมออกเป็น ๔ประเภท ตามความบริสุทธิ์และความพร้อมเพรียง ของคณะสงฆ์
    กรรมไม่เป็นธรรม ทำโดยบริษัทไม่พร้อมเพรียง พระสงฆ์ในที่นั้นก็มาไม่ครบ
    กรรมไม่เป็นธรรม พระสงฆ์จะมาประชุมพร้อมเพรียงกัน แต่กลับทำผิดหลักพระวินัย
    กรรมเป็นธรรม ทำโดยบริษัทไม่พร้อมเพรียง แม้ตัวกรรมจะถูกต้องตามพระวินัย แต่พระสงฆ์ มาประชุมไม่ครบองค์สงฆ์หรือไม่พร้อมเพรียงกัน
    กรรมเป็นธรรม ทำโดยบริษัทพร้อมเพรียง ตัวกรรมถูกต้องตามหลักพระวินัย และพระสงฆ์เข้า ประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน (เป็นสังฆกรรมที่สมบูรณ์และถูกต้องที่สุด)
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คำศัพท์

กลุ่มที่ 1 นิคหกรรม (การลงโทษภิกษุเพื่อดัดความประพฤติ)
กลุ่มนี้เป็นโทษที่สงฆ์ประชุมกัน เพื่อ"ดัดนิสัย"ภิกษุที่ดื้อรั้น เจ้าเล่ห์ หรือสร้างความเสื่อมเสีย

ตัชชนียกรรม กรรมอันสงฆ์ พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงขู่ คือ การสวดตำหนิโทษ คาดโทษ หรือตักเตือนอย่างเป็นทางการ ใช้กับภิกษุที่ชอบก่อการทะเลาะวิวาท หรือมีอาบัติมาก

นิยสกรรม กรรมอันสงฆ์ พึงทำแก่ภิกษุด้วยการถอดยศ คือ การสั่งถอดสิทธิ์หรืออำนาจหน้าที่ (เช่น ห้ามเป็นอุปัชฌาย์ ห้ามปกครองศิษย์) และบังคับ ให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแล (นิสสัย) ของพระเถระรูปอื่นเ พื่อดัดนิสัยใหม่

ปัพพาชนียกรรม กรรมอันสงฆ์ พึงทำด้วยการขับไล่ออกจากหมู่ คือ การขับภิกษุที่ประพฤติ เหลวแหลก ประจบประแจงคฤหัสถ์ หรือทำลายศรัทธาของชาวบ้าน ให้ออกไปเสียจากวัด หรือ พื้นที่นั้น ๆ

ปฏิสารณียกรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำ เพื่อให้กลับไปขอโทษ คือ การบังคับให้ภิกษุ ที่พูดจา ล่วงเกิน ด่าว่า หรือทำให้คฤหัสถ์ (ชาวบ้าน) เสื่อมลาภ ต้องเดินทางกลับไปกราบขอขมา คฤหัสถ์ ท่านนั้น

อุกเขปนียกรรม กรรมอันสงฆ์ พึงทำด้วยการยกออกจากหมู่ คือ การคว่ำบาตรทางธรรมวินัย สั่งลงโทษภิกษุที่ทำผิดแล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ ไม่ยอมแก้ไข หรือไม่ยอมสละความเห็นผิด (ทิฏฐิบาป) โดยห้ามภิกษุรูปอื่น ร่วมสังฆกรรม พูดคุย หรือฉันร่วมด้วยชั่วคราว

ตัสสปาปิยสิกากรรม กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุ ผู้จำนนต่อความผิดแ ต่กลับกลอก คือ การสั่งลงโทษหนักขึ้น แก่ภิกษุที่ให้การกลับไปกลับมา ซัดสอด ปฏิเสธแล้ว กลับมายอมรับ หรือมีเจตนาโกหก เพื่อหลบเลี่ยงความผิด ในขณะสอบสวน

-------------------------------------------------------------------------------------------------

กลุ่มที่ 2 วุฏฐานวิธี (การออกจากอาบัติหนัก "สังฆาทิเสส")
เมื่อภิกษุทำความผิดร้ายแรง ในระดับรองลงมาจากปาราชิก (คือ สังฆาทิเสส) จะต้องเข้าสู่ กระบวนการ กักบริเวณ และเยียวยาตนเองให้บริสุทธิ์

ปริวาส การอยู่กรรม หรือการกักบริเวณ คือ ขั้นตอนที่ภิกษุ ผู้ต้องอาบัติแล้ว "ปกปิดความผิดไว้" ต้องไปอยู่จำกัดสิทธิ์ ตามจำนวนวัน ที่ตนเองปกปิดอาบัติไว้ เพื่อแสดงความจริงใจ ในการสำนึกผิด

อัพภาณ การเรียกเข้าหมู่ คือ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากภิกษุอยู่ปริวาส และประพฤติมานัต (วัตรทรมานตนเอง) ครบถ้วนแล้ว สงฆ์จำนวน 20 รูปจะประชุมกันสวดประกาศรับภิกษุรูปนั้น กลับเข้าสู่หมู่คณะ อย่างบริสุทธิ์ พ้นจากความผิด

-------------------------------------------------------------------------------------------------

กลุ่มที่ 3 อธิกรณสมถะ (วิธีระงับระงับคดีความในสงฆ์)
กลุ่มนี้คือหลักเกณฑ์ และกระบวนการ ยุติข้อพิพาท หรือข้อกล่าวหาในศาลสงฆ์

อมูฬหวินัย ระเบียบยกฟ้อง เพราะหายบ้า คือ การที่สงฆ์สวด ประกาศยกประโยชน์จำเลย /ยกฟ้อง ให้แก่ภิกษุที่ถูกกล่าวหาว่า ทำความผิดในขณะที่ตนเอง กำลังวิกลจริต (เป็นบ้า) เมื่อหาย เป็นปกติแล้ว ข้อกล่าวหา ในช่วงที่บ้าพึงระงับไป

สารนียกรรม (คำนี้มักปรากฏในบริบททั่วไปแปลว่า "ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน" แต่หากในทางพระวินัย/อธิกรณ์ มักจะสะกดว่า สัมมุขาวินัย) แต่หากหมายถึง สารนียธรรม คือ ธรรมะ ที่สร้างความสามัคคี แต่ถ้าเป็นคำว่า "สารนียกรรม" ในบางคัมภีร์จะหมายถึง การทำกรรม ที่มุ่งเตือนสติ ระลึกถึงความผิดเพื่อให้ภิกษุสำนึก และกลับตัว

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

22/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๑๙๙] - [๒๐๓]
มหาวรรค ภาค ๒

พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น

          [๑๙๙] ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน กลับทำในที่ลับหลัง การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรมเป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัย

          อุ. สงฆ์พร้อมเพรียงกัน ทำกรรม ที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ .... ให้ อมูฬหวินัย แก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย .... ทำ ตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัชชนียกรร มแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควร ตัชชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปฏิสารนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควร ปัพพาชนียกรรม .... ทำอุเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารนียกรรม .... ให้ปริวาส แก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ชักภิกษุ ผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัต แก่ภิกษุ ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้ภิกษุผู้ควร อัพภาณ ให้อุปสมบทกุลบุตร การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย กรรมที่ควรทำใน ที่พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน กลับทำเสียในที่ลับหลัง อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ

          อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ .... ให้อมูฬหวินัย แก่ภิกษุผู้ควร สติวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย ทำตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควร ตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควร นิยสกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาส เข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหา อาบัติเดิม .... อัพภาณ ภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ให้อุปสมบทกุลบุตร อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ

          [๒๐๐] อุ. กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย

          อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถาม แล้วทำโดยการสอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬหวินัย ....แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้ควร ตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนีย*กรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรม แก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควร ปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแ ก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุ ผู้ควร อัพภาน .... อุปสมบทกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

           ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย กรรมที่ควรทำในที่พร้อม หน้าสงฆ์ ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำในที่พร้อมหน้า อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยและการกระทำ อย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

          อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรม ที่ควรสอบถาม แล้วทำโดยสอบถาม .... ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุ ผู้ควร ตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควร ปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุ ผู้ควร อัพภาน ....อุปสมบทกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรม เป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

          [๒๐๑] อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมเป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย.

          อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกั นทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม ....ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุ ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัชชนียกรรม ....ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม ....ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปริวาส .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาส เข้าหาอาบัติเดิม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน .... ให้ภิกษุผู้ควร อัพภาน ให้อุปสมบทกุลบุตร .... อัพภานกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้ นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          ภ. อุบาลี การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยอุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัย แก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควร อมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลีชื่อว่ากรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกรรม แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควร ตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม ทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปริวาส .... ชักภิกษุผู้ควรปริวาส เข้าหาอาบัติเดิม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุ ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ชักภิกษุผู้ควรมานัต เข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน อุปสมบทกุลบุตร .... อัพภานกุลบุต รผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

          [๒๐๒] อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬหวินัย แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          ภ. อุบาลี การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย.

          อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัชชนียกรรม ....ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม ....ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่งภิกษุ ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษ ุผู้ควรมานัต .... อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน .... อุปสมบทกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า?

          ภ. อุบาลี การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลีชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำตัสสปาปิยสิกา กรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส .... ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุ ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ ควรมานัต .... อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน .... อุปสมบทกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อม ไม่มีโทษ.

          [๒๐๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัย แก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรสติวินัย ....ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ชักภิกษุผู้ควรสติวินัย เข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย .... อัพภานภิกษุผู้ควรสติวินัย .... ให้ภิกษุผู้ควรสติวินัย ให้อุปสมบทกุลบุตร อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรม แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แลภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย .... ชักภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย เข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย ....อัพภานภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย .... ให้ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย ให้อุปสมบทกุลบุตร .... ให้สติวินัย แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลายชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัชชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม ....ทำปฏิสารณียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ให้สติวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม .... ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุ ผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

          สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำนิยสกรรม แก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม .... ทำปัพพาชนียกรรม แก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปัพพาชนียกรรม .... ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรปฏิสารณียกรรม .... ให้ปริวาสแก่ภิกษุ ผู้ควรอุกเขปนียกรรม .... ชักภิกษุ ผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่ภิกษุ ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม .... อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต .... ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ให้อุปสมบทกุลบุตร .... ให้สติวินัยแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท ....ให้อมูฬหวินัยแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท .... ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท ....ทำตัชชนียกรร มแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท .... ทำนิยสกรรม แก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท .... ทำปัพพาชนียกรรมแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท .... ทำปฏิสารณียกรรมแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท ....ทำอุกเขปนียกรรม แก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท .... ให้ปริวาสแก่กุลบุตร ผู้ควรอุ ปสมบท .... ชักกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท เข้าหาอาบัติเดิม .... ให้มานัตแก่กุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท .... อัพภานกุลบุตร ผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรม ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์