20/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๑๖๘] - [๑๖๙]
มหาวรรค ภาค ๒
จีวรขันธกะ
1)
เรื่องสมาทานติตถิยมีวัตรเปลือยกายเป็นต้น
[๑๖๘] ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเปลือยกาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ทรงพรรณนาคุณแห่งความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย การเปลือยกายนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงพระกรุณาโปรด อนุญาต การเปลือยกาย แก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่สมควร ...ดูกรโมฆะบุรุษ ไฉนเธอจึงได้สมาทานการเปลือยกาย ที่พวกเดียรถีย์ สมาทานเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยัง ไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้ว ทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสมาทานการเปลือยกาย ที่พวกเดียรถีย์สมาทาน รูปใดสมาทาน ต้องอาบัต ิถุลลัจจัย.
สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งนุ่งผ้าคากรอง .... รูปหนึ่งนุ่งผ้าเปลือกไม้กรอง .... รูปหนึ่งนุ่งผ้าผลไม้กรอง .... รูปหนึ่งนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยผมคน .... รูปหนึ่งนุ่งผ้ากัมพล ทำด้วยขนสัตว์ .... รูปหนึ่งนุ่งผ้าทำด้วยปีกนกเค้า .... รูปหนึ่งนุ่งหนังเสือ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ทรงพรรณนาคุณแห่งความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย หนังเสือนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัดอาการ ที่น่าเลื่อมใส ความไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ข้าพระพุทธเจ้า ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตหนังเสือ แก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่สมควร ....ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ทรงหนังเสือ อันเป็นธงชัยของเดียรถีย์เล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทรง หนังเสืออันเป็นธงชัยของเดียรถีย์ รูปใดทรงต้องอาบัติถุลลัจจัย.
สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งนุ่งผ้า ทำด้วยก้านดอกรัก .... รูปหนึ่งนุ่งผ้าทำด้วย เปลือกปอ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระผู้มีพระภาคทรงพรรณนา คุณแห่งความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสมการ ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ผ้าทำด้วยเปลือกปอนี้ ย่อมเป็นไปเ พื่อความมักน้อย ความ สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้มีพระภาค จงทรงพระกรุณาอนุญาต ผ้าทำด้วยเปลือกปอ แก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่สมควร ....ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้นุ่งผ้าทำด้วยเปลือกปอเล่า การกระทำของ เธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วได้ทรงทำ ธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนุ่งผ้า ทำด้วย เปลือกปอ รูปใดนุ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ.
2)
พระฉัพพัคคีย์ทรงจีวรสีครามล้วนเป็นต้น
[๑๖๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทรงจีวร สีครามล้วน ทรงจีวรสีเหลือง ล้วน ทรงจีวรสีแดงล้วน ทรงจีวรสีบานเย็นล้วน ทรงจีวรสีดำล้วน ทรงจีวรสีแสดล้วน ทรงจีวรสีชมพูล้วน ทรงจีวรที่ไม่ตัดชาย ทรงจีวรมีชายยาว ทรงจีวรมีชายเป็นลาย ดอกไม้ ทรงจีวรมีชายเป็นแผ่น สวมเสื้อ สวมหมวก ทรงผ้าโพก ประชาชนพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทรงจีวรสีครามล้วน ไม่พึงทรงจีวรสีเหลืองล้วน ไม่พึงทรงจีวรสีแดงล้วน ไม่พึงทรงจีวรสีบานเย็นล้วน ไม่พึงทรงจีวรสีดำล้วน ไม่พึงทรงจีวร สีแสดล้วน ไม่พึงทรงจีวรสีชมพูล้วน ไม่พึงทรง จีวรที่ไม่ตัดชาย ไม่พึงทรงจีวรมีชายยาว ไม่พึงทรงจีวรมีชา ยเป็นลายดอกไม้ ไม่พึง ทรงจีวรมีชายเป็นแผ่น ไม่พึงสวมเสื้อ ไม่พึงสวมหมวก ไม่พึงทรงผ้าโพก รูปใดทรง ต้องอาบัติทุกกฏ.
|