เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

เกณิยชฎิล (นักบวชเกล้าผม)เข้าเฝ้าถวายน้ำปานะ ทรงอนุญาตน้ำอัฏฐบาน(น้ำปานะ ๘ ชนิด) 2589
 

12/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๘๖]-[๘๘]

เกณิยชฎิล (นักบวชเกล้าผม)
ทรงมีพุทธานุญาตน้ำอัฏฐบาน (น้ำปานะ ๘ ชนิด)

1. เรื่องเกณิยชฎิล และการอนุญาตน้ำอัฏฐบาน

การเตรียมการของเกณิยชฎิล พระพุทธเจ้าพร้อมภิกษ 1,250 รูป เสด็จไปยังอังคุตตราปชนบท เกณิยชฎิล ผู้มีความเลื่อมใส ต้องการจะเข้าเฝ้า จึงจัดเตรียมน้ำผลไม้เข้มข้น ที่คั้นเองไปถวาย

พระพุทธานุญาตพิเศษ เมื่อเกณิยชฎิลนำน้ำผลไม้นั้น มาน้อมถวาย พระพุทธเจ้าทรงรับและดื่ม จากนั้นทรงประทานพุทธานุญาตน้ำอัฏฐบาน 8 ชนิด ให้ภิกษุสามารถดื่มได้ ตลอดวันตลอดคืน
1.น้ำมะม่วง (อัมพปานะ)
2.น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า (ชัมพูปานะ)
3.น้ำกล้วยมีเมล็ด (โจจปานะ)
4.น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด (โมจปานะ)
5.น้ำมะซาง (มธุกปานะ)
6.น้ำลูกจันทน์หรือน้ำองุ่น (มุททิกปานะ)
7.น้ำเหง้าบัว (สาลูกปานะ)
8.น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่ (ผารุสกปานะ)

ข้อกำหนดเพิ่มเติม ทรงอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด (เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก), น้ำใบไม้ทุกชนิด (เว้นน้ำผักดอง), น้ำดอกไม้ทุกชนิด (เว้นน้ำดอกมะซาง) และน้ำอ้อยสด ซึ่งต้องเป็นน้ำที่กรองกาก ออกดีแล้ว และไม่ผ่านการต้มด้วยไฟ

2. เรื่องพระพุทธานุญาตเกี่ยวกับข้าวยาคู และขนมหวาน
ทรงอนุญาตให้ภิกษุ สามารถรับข้าวยาคู (ข้าวต้ม) และขนมที่ปรุง ด้วยน้ำหวานหรือน้ำผึ้ง ได้ตาม ความเหมาะสม เพื่อบำรุงธาตุขันธ์ ของพระภิกษุที่อาพาธหรือ หมดกำลัง และทรงวางสิกขาบท ระเบียบวินัย ในการรับประทานอาหาร ไม่ให้เกิดความละโมบ หรือการเพ่งโทษจากชาวบ้าน

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 


12/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๘๖]-[๘๘]
มหาวรรค ภาค ๒

1)
เรื่องเกณิยชฎิล

           [๘๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนิน ผ่านระยะทางโดยลำดับ เสด็จถึงอาปณนิคมแล้ว เกณิยชฎิลได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ท่านผู้เจริญ พระสมณโคดม ศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จโดยลำดับถึง อาปณนิคมแล้ว ก็เพราะ กิตติศัพท์อันงามของท่าน พระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบรรลุวิชชา และจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของทวยเทพ และมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม

           พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัด ด้วยพระ ปัญญาอันยิ่ง ของพระองค์เอง แล้วทรงสั่งสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ ทวยเทพ และมนุษย์ให้รู้ ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็น พระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี.

           หลังจากนั้น เกณิยชฎิลได้ดำริว่า เราจะให้นำอะไร ไปถวายพระสมณโคดม ดีหนอ จึงได้ดำริต่อไปว่า บรรดาฤษีผู้เป็นบุรพาจารย์ ของพวกพราหมณ์ คือ ฤษีอัฏฐกะ ฤษีวามกะฤษีวามเทวะ ฤษีเวสสามิตตะ ฤษียมตัคคิ ฤษีอังคีรสะ ฤษีภารทวาชะ ฤษีวาเสฏฐะ ฤษีกัสสปะฤษีภคุ ซึ่งเป็นผู้ผูกมนต์มาก่อนพวกพราหมณ์ ในบัดนี้ ขับตาม กล่าวตามซึ่งบทมนต์ของเก่านี้ ที่ท่านขับแล้วบอกว่า รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้อง ตามที่กล่าวไว้บอกไว้

           เป็นผู้เว้นฉันในราตรี งดฉันในเวลาวิกาล ฤษีเหล่านั้นได้ยินดีน้ำปานะ เห็นปานนี้ แม้พระสมณะโคดม ก็เว้นฉันในราตรี งดฉันในเวลาวิกาล ก็ควรจะยินดีน้ำปานะ เห็นปานนี้บ้าง แล้วสั่งให้ตกแต่งน้ำปานะ เป็นอันมาก ให้คนหาบไปถึงพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้วได้ทูลปราศรัย พอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลอาราธนา พระผู้มีพระภาคว่า ขอท่านพระโคดม โปรดทรง รับน้ำปานะของข้าพระเจ้า.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เกณิยะ ถ้าเช่นนั้นจงถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจ ไม่ยอมรับประเคน พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จงรับประเคนฉันเถิด ครั้งนั้นเกณิยชฎิลได้อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยน้ำปานะ อันมากด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาค ผู้ล้างพระหัตถ์ นำพระหัตถ์ จากบาตรให้ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง.

           พระผู้มีพระภาค ได้ทรงชี้แจงให้เกณิยชฎิลผู้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา.

           ครั้งนั้น เกณิยชฎิล อันพระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลอาราธนา พระผู้มีพระภาคว่า ขอท่านพระโคดม พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารขอ งข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญ บุญกุศล และปิติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

           พระผู้มีพระภาคตรัสเตือนว่า เกณิยะ ภิกษุสงฆ์มีมากถึง ๑,๒๕๐ รูป และท่าน ก็เลื่อมใสยิ่งนัก ในหมู่พราหมณ์.

           เกณิยชฎิล ได้ทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาค เป็นคำรบที่สองว่า แม้ภิกษุสงฆ์ จะมีมากถึง๑,๒๕๐ รูป และข้าพระพุทธเจ้า ได้เลื่อมใสยิ่งนัก ในหมู่พราหมณ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ขอท่านพระโคดม พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณา โปรดรับภัตตาหาร ของพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลและปิติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

           พระผู้มีพระภาค ตรัสเตือนเกณิยะว่า ภิกษุสงฆ์มีมากถึง ๑,๒๕๐ รูป และท่าน ก็เลื่อมใส ยิ่งนัก ในหมู่พราหมณ์.

           เกณิยชฎิล ก็ได้กราบทูลอาราธนา พระผู้มีพระภาคเป็นคำรบสามว่า แม้ภิกษุ สงฆ์ จะมีมากถึง ๑,๒๕๐ รูป และข้าพระพุทธเจ้า ได้เลื่อมใสยิ่งนัก ในหมู่พราหมณ์ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ขอท่านพระโคดม พร้อมภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณา โปรดรับภัตตาหาร ของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศลและปิติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

           พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นเกณิยชฎิล ทราบอาการ รับอาราธนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่งกลับไป.

2)
พระพุทธานุญาตน้ำอัฏฐบาน

           ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำปานะ ๘ ชนิดคือ
น้ำปานะทำด้วยผลมะม่วง ๑
น้ำปานะทำด้วยผลหว้า ๑
น้ำปานะทำด้วยผลกล้วยมีเมล็ด ๑
น้ำปานะทำด้วยผลกล้วยไม่มีเมล็ด ๑
น้ำปานะทำด้วยผลมะทราง ๑
น้ำปานะทำด้วยผลจันทน์หรือองุ่น ๑
น้ำปานะทำด้วยเหง้าบัว ๑
น้ำปานะทำด้วยผลมะปรางหรือลิ้นจี่ ๑.

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำผลไม้ทุกชนิด เว้นน้ำต้มเมล็ดข้าวเปลือก.
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำใบไม้ทุกชนิด เว้นน้ำผักดอง.
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำดอกไม้ทุกชนิด เว้นน้ำดอกมะทราง.
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำอ้อยสด.

           ครั้งนั้น เกณิยชฎิลสั่งให้ตกแต่ง ของเคี้ยวของฉันอันประณีต ณ อาศรม ของตน โดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้คนกราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว ท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครอง อันตรวาสก แล้วถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินไป ทางอาศรมของเกณิยชฎิล ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวาย พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จึงเกณิยชฎิลอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยของเคี้ยว ของฉันอัน ประณีต ด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ นำพระหัตถ์จากบาตรห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

           พระผู้มีพระภาค ได้ทรงอนุโมทนา เกณิยชฎิล ด้วยคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้:-

           [๘๗] ยัญทั้งหลาย มีการบูชาไฟเป็นหัวหน้า สาวิตติฉันท์ เป็นยอดของ ฉันทศาสตร์ พระมหาราชเจ้าเป็นประมุขของ มนุษยนิกร สมุทรสาคร เป็นประธานของ แม่น้ำทั้งหลาย ดวงจันทร์ใหญ่กว่าดวงดาวนักษัตรในอากาศ ดวงภาณุมาศ ใหญ่กว่า บรรดาสิ่งของที่มีแสงร้อนทั้งหลาย ฉันใด พระสงฆ์ ย่อมเป็นใหญ่สำหรับทายก ผู้หวัง บุญ บำเพ็ญทานอยู่ ฉันนั้น.

           ครั้นพระผู้มีพระภาค ทรงอนุโมทนาเกณิยชฎิล ด้วยคาถาเหล่านี้แล้ว ทรงลุก จาก ที่ประทับเสด็จกลับ.

3)
เตรียมการต้อนรับพระพุทธเจ้า

           [๘๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อาปณนิคมตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกไป ทางพระนครกุสินารา พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป.

           พวกมัลลกษัตริย์ ชาวพระนครกุสินารา ได้ทรงทราบข่าวแน่ถนัดว่า พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จมาพระนครกุสินารา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป มัลลกษัตริย์เหล่านั้น ได้ตั้งกติกาไว้ว่า ผู้ใดไม่ต้อนรับเสด็จพระผู้มีพระภาค จะต้องถูกปรับสินไหมเป็นเงิน ๕๐๐ กษาปณ์

           สมัยนั้น โรชะมัลลกษัตริย์ เป็นพระสหาย ของพระอานนท์ ครั้นพระผู้มีพระภาค เสด็จจาริกโดยลำดับ ถึงพระนครกุสินาราแล้ว พวกมัลลกษัตริย์ ชาวพระนครกุสินารา ได้จัดการต้อนรับเสด็จพระผู้มีพระภาคแล้ว ครั้นโรชะมัลลกษัตริย์รับเสด็จ พระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่พัก ทรงอภิวาท แล้วประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

           ท่านพระอานนท์ ได้ปราศรัยกะโรชะมัลลกษัตริย์ ผู้ประทับยืน ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่งว่าท่านโรชะ การรับเสด็จพระผู้มีพระภาค ของท่านโอฬารแท้.

           โรชะมัลลกษัตริย์ตรัสว่า พระคุณเจ้าอานนท์ พระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี ไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าใหญ่โต พวกญาติต่างหาก ได้ตั้งกติกาไว้ว่า ผู้ใด ไม่ต้อนรับ เสด็จพระผู้มีพระภาค จะต้องถูกปรับสินไหมเป็นเงิน ๕๐๐ กษาปณ์ ข้าพเจ้า นั้นแลได้ต้อนรับเสด็จ พระผู้มีพระภาคเช่นนี้ เพราะกลัวพวกญาติป รับสินไหม.

           ทันใดท่านพระอานนท์ แสดงความไม่พอใจว่า ไฉน โรชะมัลลกษัตริย์ จึงได้ ตรัสอย่างนี้ แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า โรชะมัลลกษัตริย์ผู้นี้ เป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จักมากและความเลื่อมใส ในพระธรรมวินัยนี้ ของคนที่มีผู้รู้จัก มากเช่นนี้ มีอิทธิพลมากนัก ขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์ทรงกรุณาโปรดบันดาล ให้โรชะมัลลกษัตริย์เลื่อมใส ในพระธรรมวินัยนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ การที่จะบันดาลให้โรชะมัลลกษัตริย์ เลื่อมใส ในพระธรรมวินัยนี้นั้น ตถาคตทำได้ไม่ยากเลย.

           ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงแผ่เมตตาจิตไปยังโรชะมัลลกษัตริย์ แล้วทรงลุก จากที่ประทับ เสด็จเข้าพระวิหาร ครั้นโรชะมัลลกษัตริย์ อันพระเมตตาจิต ของ พระผู้มีพระภาค ถูกต้องแล้ว ได้เที่ยวค้นหาตามวิหาร ตามบริเวณทั่วทุกแห่ง ดุจโค แม่ลูกอ่อน แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ท่านเจ้าข้า เวลานี้ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ประทับอยู่ที่ไหน เพราะข้าพเจ้าใคร่จะเฝ้าพระองค์

           ภิกษุทั้งหลายถวายพระพรว่า ท่านโรชะ พระวิหารนั่นเขาปิดพระทวารเสียแล้ว ขอท่านโปรดสงบเสียง เสด็จเข้าไปทางพระวิหารนั้น ค่อยๆ ย่องเข้าไปที่หน้ามุข ทรงกระแอม แล้วทรงเคาะพระทวารเถิด พระผู้มีพระภาค จักทรงเปิดพระทวารรับท่าน ถวายพระพร.

4)
โรชะมัลลกษัตริย์ได้ธรรมจักษุ

           ขณะนั้น โรชะมัลลกษัตริย์ ทรงสงบเสียง เสด็จเข้าไปทางพระวิหาร ซึ่งปิด พระทวาร เสียแล้วนั้น ค่อยๆ ย่องเข้าไปที่หน้ามุข ทรงกระแอม แล้วเคาะบานพระทวาร พระผู้มีพระภาค ทรงเปิดพระทวารรับ จึงโรชะมัลลกษัตริย์ เสด็จเข้าพระวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา แก่โรชะมัลลกษัตริย์คือ ทรงประกาศ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความ ออกจากกาม

           ขณะเมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โรชะมัลลกษัตริย์มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิต ปราศจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดง ด้วยพระองค์เอง คือทุกข์ สมุทัย นิโรธมรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้บังเกิดแก่โรชะมัลลกษัตริย์ ณ สถานที่ประทับนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับ เป็นธรรมดาดุจผ้าที่สะอาด ปราศจากมลทิน ควรรับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น

           โรชะมัลลกษัตริย์ ได้ทรงเห็นธรรมแล้ว ได้ทรงบรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้ง ได้หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้วปราศจาก ถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้องอาจไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดาได้กราบทูล คำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขอประทานพระวโรกาส ขอพระคุณเจ้าทั้งหลาย โปรดรับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของข้าพระพุทธเจ้าผู้เดียว อย่ารับ ของคนอื่น.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโรชะ แม้อริยบุคคลผู้ได้เห็นธรรมแล้ว ด้วยญาณของ พระเสขะ ด้วยทัสสนะของพระเสขะ เหมือนอย่างท่าน ก็คงมีความปรารภอย่างนี้ว่า โอ พระคุณเจ้าทั้งหลาย คงกรุณารับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะคิลานปัจจัย เภสัชบริขาร ของพวกเราเท่านั้น คงไม่รับของผู้อื่นเป็นแน่ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย จักรับปัจจัย ของท่านด้วยของคนอื่นด้วย.

           ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลาย ได้จัดตั้งลำดับภัตตาหารอันประณีตไว้ ที่นครกุสินารา ครั้นโรชะมัลลกษัตริย์ ไม่ได้ลำดับที่จะถวายภัตตาหาร จึงได้ทรงดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหาร เราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย

           ครั้นแล้วทรงตรวจดูในโรงอาหาร ไม่ทอดพระเนตรเห็นของ ๒ อย่าง คือผักสด ๑ ของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง ๑ จึงเสด็จเข้าไปหาท่านพระอานนท์

           ครั้นแล้วได้ทูลหารือว่า ท่านพระอานนท์เจ้าข้า เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ลำดับ ที่จะ ถวาย ภัตตาหาร ณ สถานที่แห่งนี้ ได้มีความดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงตรวจดูโรงอาหาร สิ่งใดไม่มีในโรงอาหาร เราพึงตกแต่งสิ่งนั้นถวาย ท่านพระอานนท์เจ้าข้า

           ข้าพเจ้านั้นเ มื่อตรวจดูโรงอาหาร ไม่ได้เห็นของ ๒ อย่าง คือ
           ผักสด ๑
           ของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง ๑

          หากข้าพเจ้าพึงตกแต่งผักสด และของขบฉันที่ทำด้วยแป้งถวายพระผู้มีพระภาค จะพึงทรงรับของข้าพเจ้าหรือไม่เจ้าข้า?

           ท่านพระอานนท์ ถวายพระพรว่า ท่านโรชะ ถ้ากระนั้นอาตมา จะทูลถาม พระผู้มีพระภาค ดูแล้วได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อานนท์ ถ้าเช่นนั้นจงให้เขาตกแต่งเถิด.

           ท่านพระอานนท์ถวายพระพรว่า ท่านโรชะ ถ้ากระนั้น ท่านจงตกแต่งถวาย.

           โรชะมัลลกษัตริย์ จึงสั่งให้ตกแต่ง ผักสด และของขบเคี้ยว ที่ทำด้วยแป้ง เป็นอันมาก โดยผ่านราตรีนั้นแล้ว น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค พลางกราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาค จงโปรดรับผักสด และของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง ของข้าพระพุทธเจ้า เถิด พระพุทธเจ้าข้า.

           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโรชะ ถ้าเช่นนั้น จงถวายภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย รังเกียจ ไม่รับประเคน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ จงรับประเคนฉันเถิด. ขณะนั้น โรชะมัลลกษัตริย์ ทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็น ประมุขด้วยผักสด และของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง มากมาย ด้วยพระหัตถ์ ของพระองค์ จนยังพระผู้มีพระภาคผู้ล้างพระหัตถ์แล้ว ทรงนำพระหัตถ์จากบาตร ให้ห้ามภัตแล้ว ได้ประทับเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้โรชะมัลลกษัตริย์ ผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงเห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับ เสด็จกลับ.

5)
พระพุทธานุญาตผักและแป้ง

           ภายหลังพระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถาแล้ว ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผักสดทุกชนิด และของขบฉันที่ทำด้วยแป้ง ทุกชนิด

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์