เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ทรงแสดงอนุปุพพิกถา แก่เมณฑกะคหบดี ทรงบัญญัติเรื่องเสบียงเดินทาง เรื่องอาหาร 5 ชนิด และเรื่องไวยาวัจกร 2588
 

12/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๘๓] - [๘๕]

เรื่องเมณฑกะคหบดี
การแสดงธรรม โปรดครอบครัวผู้มีบุญญาธิการ และการบัญญัติพระพุทธานุญาต ที่เอื้อต่อการ เดินทางไกลของพระภิกษุสงฆ์


1.พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังเมืองภัททิยะ
เมณฑกะคหบดี ผู้เป็นปู่ของนางวิสาขาเข้าเฝ้าฯ ทูลเล่าถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของตนเอง และ บุคคลในบ้าน 5 คน คือ
- เมณฑกะคหบดี เมื่อสระผมและกวาดฉางข้าวแล้ว เงยดูท้องฟ้า ฝนธัญพืชตกมาเต็มฉาง
- ภรรยา (นางจันทปทุมา) ตักข้าวหม้อเดียว อังคาสภิกษุและเลี้ยงคนได้ทั้งเมืองข้าวก็ไม่หมด
- บุตรชาย (ธนัญชัยเศรษฐี) ถุงถุงเดียว ใส่เงินแค่พันกหาปนะ แต่จ่ายให้คนทั้งเมือง เงินก็ไม่ยุบ
- ลูกสะใภ้ (นางสุมนเทวี) ตะกร้าเดียว ใส่ข้าวหนึ่งทะนาน แต่แจกจ่ายคนงานทั้งเมือง ก็ไม่หมด
- ทาส (ปุณณกะ) ไถนาด้วยไถอันเดียว แต่รอยไถแยกออกเป็น 7 รอย


2. บรรลุธรรมและถวายมหาทาน
พระพุทธเจ้าทรงแสดง อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ 4 โปรดครอบครัวของเมณฑกะคหบดี
- ผลลัพธ์ เมณฑกะคหบดี ภรรยา บุตร ลูกสะใภ้ และทาสปุณณกะได้ดวงตาเห็นธรรม (บรรลุโสดาบัน) พร้อมกันทั้งหมด
- การปวารณา หลังจากถวายภัตตาหารอันประณีตแด่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว เมณฑกะคหบดี ขอปวารณาถวายภัตตาหารตลอดเวลา ที่พระองค์ประทับอยู่ ณ เมืองภัททิยะ

3. พระพุทธานุญาต "ปัญจโครส" และ "เสบียงเดินทาง"

เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จเดินทางไกล ไปยังอังคุตตราปะ ซึ่งเป็นหนทางทุรกันดาร อัตคัดน้ำและ อาหาร เมณฑกะคหบดี จึงกราบทูลขอร้องให้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุสามารถจัดเตรียมเสบียงได้ จึงเป็นมูลเหตุให้ทรงบัญญัติอนุญาตไว้ 2 ประการหลัก
-ทรงอนุญาตปัญจโครส 5 ชนิด (อาหารที่เกิดจากแม่วัว 5 อย่าง) ได้แก่ นมสด นมส้ม เปรียง/ น้ำมันเนย เนยข้น เนยใส
-ทรงอนุญาตการเก็บเสบียงเดินทาง ภิกษุผู้จะเดินทางไกล สามารถแสวงหาและเก็บเสบียง เช่น ข้าวสาร ถั่วเขียว ถั่วราชมาส (ถั่วเหลือง/ถั่วแดง) เกลือ น้ำอ้อยงบ น้ำมัน และเนยใส ได้ตามความต้องการ

เรื่องไวยาวัจกร ทรงชี้แจงว่า หากชาวบ้านมีศรัทธามอบเงินทองไว้ในมือของกัปปิยการก (ไวยาวัจกร) และสั่งว่า "สิ่งใดควรแก่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงจัดสิ่งนั้นถวาย" ภิกษุสามารถยินดี ในสิ่งของที่ควร (กัปปิยวัตถุ) ที่ซื้อหามาจากเงินนั้นได้ แต่ห้ามภิกษารับ หรือยินดีในเงินทอง โดยตรงเด็ดขาด

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

12/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๘๓] - [๘๕]
มหาวรรค ภาค ๒

1)
เรื่องเมณฑกะคหบดี

             [๘๓] ก็โดยสมัยนั้นแล เมณฑกะคหบดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนครภัททิยะ ท่านมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ ท่านสระเกล้า แล้วให้กวาดฉาง ข้าวนั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือก ตกจากอากาศเต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่ง ใกล้กระถางข้าวสุก ขนาดจุน้ำหนึ่งอาฬหก ใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกงหม้อ หนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษที่เป็นทาส และกรรมกรอาหารนั้น ไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่นาง ยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือเขาถือถุงจุเงิน พันหนึ่ง ถุงเดียว เท่านั้น แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปี แก่บุรุษที่เป็นทาส และกรรมกร เงินนั้นไม่หมดสิ้น

             ตลอดเวลาที่ถุงเงิน ยังอยู่ในมือของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือนางนั่งใกล้ กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนานใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าวกลางปี แก่บุรุษ ที่เป็นทาส และ กรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้น ตลอดเวลาที่นาง ยังไม่ลุกไปจากที่ ทาสมีอิทธานุภาพเห็น ปานฉะนี้ คือเมื่อเขาไถนาด้วยไถคันเดียว มีรอยไถถึง ๗ รอย.

             พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช ได้ทรงสดับข่าวว่า เมณฑกะคหบดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ใน พระนครภัททิย ะแคว้นของพระองค์ เธอมีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ เธอสระเกล้าแล้วให้กวาดฉางข้าว นั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือก ตกจาก อากาศ เต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุก ขนาด จุน้ำหนึ่งอาฬหกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกงหม้อหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษ ที่เป็นทาส และกรรมกร

             อาหารนั้น ไม่หมดสิ้นตลอดเวลา ที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพ เห็นปาน ฉะนี้ คือ เขาถือถุงจุเงินพันหนึ่ง ถุงเดียวเท่านั้น แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปี แก่บุรุษ ที่เป็นทาสและกรรมกร เงินนั้นไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่ถุงเงิน ยังอยู่ในมือ ของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนาน ใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าวกลางปี แก่บุรุษที่เป็นทาส และกรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้น ตลอดเวลา ที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ ทาสมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เมื่อเขาไถนา ด้วยไถ คันเดียว มีรอยไถถึง ๗ รอย.

             ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช ได้ตรัสเรียกมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการมารับสั่งว่า ข่าวว่าเมณฑกะคหบดี ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพระนคร ภัททิยะ แคว้นของเรา เธอมีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ เธอสระเกล้า แล้วให้กวาดฉางข้าว นั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือก ตกจากอากาศเต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพ เห็นปาน ฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุก ขนาดจุน้ำหนึ่งอาฬหกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกง ใบหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษ ที่เป็นทาสและกรรมกรอาหาร นั้นไม่หมดสิ้นตลอดเวลา

             ที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ เขาถือถุงจุเงิน พันหนึ่ง ถุงเดียวเท่านั้น แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปี แก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร เงินนั้น ไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่ถุงเงินยังอยู่ในมือของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือนางนั่งใกล้กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนานใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าวกลางปี แก่บุรุษ ที่เป็นทาสและกรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้นตลอดเวลา ที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ ทาส มีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้คือ เมื่อเขาไถนา ด้วยไถคันเดียว มีรอยไถถึง ๗ รอย พนาย เธอจงไปดูให้รู้เห็น เหมือนอย่างเราได้เห็นด้วยตนเอง.

             ท่านมหาอำมาตย์ รับพระบรมราชโองการ ของพระเจ้าพิมพิสารจ อมเสนามาคธราช ว่า เป็นดังพระราชประสงค์ พระพุทธเจ้าข้า แล้วพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า เดินทางไปยังภัททิยะนครบทจร ไปโดยลำดับจนถึงเมืองภัททิยะ เข้าไปหา เมณฑกะคหบดี ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะเมณฑกะคหบดีว่า ท่านคหบดี ความจริง ข้าพเจ้า มาโดยมีพระบรมราชโองการว่า พนาย ข่าวว่าเมณฑกะคหบดี ตั้งบ้านเรือน อยู่ในพระนครภัททิยะ แคว้นของเรา

             ครอบครัวของเธอมีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ เธอสระเกล้าแล้วให้กวาด ฉางข้าว นั่งอยู่นอกประตู ท่อธารข้าวเปลือก ตกจากอากาศเต็มฉาง ภริยามีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ นางนั่งใกล้กระถางข้าวสุก ขนาดจุน้ำหนึ่งอาฬหกใบเดียวเท่านั้น และหม้อแกงหม้อหนึ่ง เลี้ยงอาหารแก่บุรุษที่เป็นทาส และกรรมกร อาหารนั้นไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่นางยังไม่ลุกไปจากที่ บุตรมีอิทธานุภาพ เห็นปานฉะนี้ คือ เขาถือถุงจุเงิน พันหนึ่ง ถุงเดียวเท่านั้น แล้วแจกเบี้ยหวัดกลางปี แก่บุรุษที่เป็นทาสและกรรมกร

             เงินนั้นไม่หมดสิ้น ตลอดเวลาที่ถุงเงินยังอยู่ในมือของเขา สะใภ้มีอิทธานุภาพ เห็นปาน ฉะนี้ คือนางนั่งใกล้กระเฌอ จุข้าว ๔ ทะนานใบเดียวเท่านั้น แล้วแจกข้าว กลางปี แก่บุรุษที่เป็นทาส และกรรมกร ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้นตลอดเวลา ที่นางยังไม่ลุกไ ปจากที่ ทาสมีอิทธานุภาพเห็นปานฉะนี้ คือ เมื่อเขาไถนาด้วยไถคันเดียว มีรอยไถถึง ๗ รอย พนาย เธอจงไปดูให้รู้เห็น เหมือนอย่างเรา ได้เห็นด้วยตนเอง ท่านคหบดี ข้าพเจ้า ขอชมอิทธานุภาพของท่าน.

             จึงเมณฑกะคหบดีสระเกล้าแล้ว ให้กวาดฉางข้าว นั่งอยู่นอกประตู ท่อธาร ข้าวเปลือก ตกลงมาจากอากาศเต็มฉาง

             มหาอำมาตย์สรรเสริญว่า ท่านคหบดี อิทธานุภาพของท่าน ข้าพเจ้า ได้เห็น แล้ว ขอชมอิทธานุภาพของภรรยาท่าน

             เมณฑกะคหบดีสั่งภรรยาในทันใดว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงเลี้ยงอาหารแก่เสนา ๔ เหล่า ขณะนั้น ภรรยาท่านเมณฑกะคหบดี ได้นั่งใกล้กระถางข้าวสุก ขนาดจุน้ำหนึ่ง อาฬหกใบเดียวเท่านั้น กับหม้อแกงหม้อหนึ่ง แล้วเลี้ยงอาหารแก่เสนา ๔ เหล่า อาหารนั้น มิได้หมดสิ้นไปตลอดเวลา ที่นางยังไม่ลุกไปจากที่

             มหาอำมาตย์สรรเสริญว่า ท่านคหบดี อิทธานุภาพของภรรยาท่าน ข้าพเจ้า ได้เห็น แล้วขอชมอิทธานุภาพของบุตรท่าน

             จึงเมณฑกะคหบดีสั่งบุตรว่า ถ้าเช่นนั้น พ่อจงแจกเบี้ยหวัดกลางปีแก่เสนา ๔ เหล่า

             ขณะนั้น บุตรของท่านเมณฑกะ คหบดีถือถุงจุเงินพันหนึ่ง ถุงเดียวเท่านั้น แล้วได้แจกเบี้ยหวัดกลางปีแก่เสนา ๔ เหล่า เงินนั้นมิได้หมดสิ้นไป ตลอดเวลาที่ถุงเงิน ยังอยู่ในมือของเขา

             ท่านมหาอำมาตย์สรรเสริญว่า ท่านคหบดี อิทธานุภาพของบุตรท่าน ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ขอชมอิทธานุภาพของสะใภ้ท่าน

             เมณฑกะคหบดี สั่งสะใภ้ทันทีว่า ถ้าเช่นนั้น แม่จงแจกข้าวกลางปีแก่เสนา ๔ เหล่า

             ขณะนั้น สะใภ้ของเมณฑกะคหบดี ได้นั่งใกล้กระเฌอจุข้าว ๔ ทะนาน ใบเดียว เท่านั้น แล้วได้แจกข้าวกลางปี แก่เสนา ๔ เหล่า ข้าวนั้นมิได้หมดสิ้นไป ตลอดเวลา ที่นางยังไม่ลุกไปจากที่

             มหาอำมาตย์สรรเสริญว่า ท่านคหบดี อิทธานุภาพของสะใภ้ท่าน ข้าพเจ้า ได้เห็นแล้ว ขอชมอิทธานุภาพของทาสท่าน

             เมณ. อิทธานุภาพของทาสข้าเจ้า ท่านต้องชมที่นา ขอรับ.

             ม. ไม่ต้องละท่านคหบดี แม้อิทธานุภาพของทาสท่าน ก็เป็นอันข้าพเจ้า ได้เห็นแล้ว ครั้นเสร็จราชการนั้นแล้ว ท่านมหาอำมาตย์นั้น พร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า ก็เดินทางกลับพระนครราชคฤห์ เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร จอมเสนามาคธราช กราบทูล เรื่องนั้นให้ ทรงทราบทุกประการ.

             [๘๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครเวสาลี ตาม พระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริก ทางพระนครภัททิยะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ป ระมาณ ๑,๒๕๐ รูป เสด็จจาริกโดยลำดับ ได้เสด็จถึงพระนครภัททิยะ แล้วทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ชาติยาวัน เขตพระนครภัททิยะนั้น.

2)
พระพุทธคุณ

             เมณฑกะคหบดีได้สดับข่าวถนัดแน่ว่า ท่านผู้เจริญ พระสมณะโคดมศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยตระกูล เสด็จโดยลำดับ ถึงพระนครภัททิยะ ประทับอยู่ ณ ชาติยาวัน เขตพระนครภัททิยะ ก็พระกิตติศัพท์อันงาม ของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้ว อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เอง โดยชอบ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษ ที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของทวยเทพและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม

             พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วย พระปัญญา อันยิ่ง ของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ ทวยเทพและ มนุษย์ให้รู้ ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศ พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ ครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็น พระอรหันต์ ทั้งหลาย เห็นปานนั้น เป็นความดี

             หลังจากนั้น เมณฑกะคหบดี ให้จัดแจงยวดยานที่งามๆ แล้วขึ้นสู่ยวดยาน ที่งามๆ มียวดยานที่งามๆ หลายคันแล่น ออกจากพระนครภัททิยะ ไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค.

             พวกเดียรถีย์เป็นอันมาก ได้เห็นเมณฑกะคหบดีกำลังมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้ว ได้ทักถามเมณฑกะคหบดีว่า ท่านคหบดี ท่านจะไปที่ไหน?

             เมณ. ข้าพเจ้าจะไปเฝ้าพระสมณะโคดม เจ้าข้า.

             ด. คหบดี ก็ท่านเป็นกิริยวาท จะไปเฝ้าสมณะโคดม ผู้เป็นอกิริยวาททำไม เพราะพระสมณะโคด มเป็นอกิริยวาท แสดงธรรมเพื่อความไม่ทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น

             ลำดับนั้น เมณฑกะคหบดีคิดว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า แน่แท้ไม่ต้องสงสัย เพราะฉะนั้น เดียรถีย์พวกนี้ จึงพากันริษยา แล้วไปด้วยยวดยาน ตลอดภูมิภาค ที่ยวดยานจะไปได้ ลงจากยวดยานแล้ว เดินเข้าไป ในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

3)
ทรงแสดงธรรมโปร

             พระผู้มีพระภาค ได้ทรงแสดงอนุปุพพพิกถา แก่เมณฑกะคหบดี ผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง คือ ทรงประกาศทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ ในความออกจากกาม ขณะเมื่อพระองค์ ทรงทราบว่า ท่านเมณฑกะคหบดี มีจิตคล่อง มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิต เบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจาก ธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่ท่านเมณฑกะคหบดี ณ สถานที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจาก มลทิน ควรรับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น.

4)
แสดงตนเป็นอุบาสก

             ครั้นเมณฑกะคหบดี เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว หยั่งลง สู่ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำ แสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้ องอาจ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลคำนี้แด่ พระผู้มีพระภาค ว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระพุทธเจ้าข้า ภาษิตของพระองค์ ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือน บุคคลหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดบอกทาง แก่คนหลงทาง หรือส่งประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปฉะนั้น

             ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสก ผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิม แต่วันนี้เป็นต้นไป และขอพระองค์พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณาโปรดรับ ภัตตาหาร ของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล และปิติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนา ด้วยดุษณีภาพ ครั้นเมณฑกะคหบดี ทราบการรับอาราธนาของ พระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคม ทำประทักษิณ กลับไป แล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้เจ้าหน้าที่ ไปกราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว

             ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวรเสด็จ พระพุทธดำเนินเข้าไปทาง นิเวศน์ของเมณฑกะคหบดี ครั้นถึงแล้วประทับนั่ง เหนือ พุทธอาสน์ ที่จัดไว้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์

             ขณะนั้น ภรรยา บุตร สะใภ้ และทาส ของเมณฑกะคหบดี ได้เข้าเฝ้า พระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงแสดง อนุปุพพิกถา แก่เขาทั้งหลาย คือ ทรงประกาศทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ชนเหล่านั้นมีจิตคล่อง มีจิตอ่อนมีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรม เทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายท รงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรม ปราศจาก ธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่เขาทั้งหลาย ณ สถานที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความ เกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าที่สะอาด ปราศจาก มลทิน ควรรับน้ำย้อมด้วยดี ฉะนั้น.

             ครั้นชนเหล่านั้น เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว หยั่งลงสู่ ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดง ความสงสัยแล้ว ถึงความเป็น ผู้องอาจ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาค ว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระพุทธเจ้าข้า ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือส่องประทีป ในที่มืด ด้วย ประสงค์ว่า คนมีจักษุจะเห็นรูปฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเหล่านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายว่า เป็นอุบาสกอุบาสิกาผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.

             ครั้นเมณฑกะคหบดี อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วย ขาทนียโภชนียาหาร อันประณีต ด้วยมือของตนจน ยังพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์จากบาตรให้ห้ามภัตรแล้วจึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูล ปวารณาแด่พระผู้มีพระภาคว่า ตราบใดที่พระองค์ยังประทับอยู่ ณ พระนครภัททิยะ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายภัตตาหารเป็นประจำแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้เมณฑกะคหบดี เห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วทรงลุกจาก ที่ประทับเสด็จกลับไป.

5)
เมณฑกคหบดีอังคาสพระสงฆ์

             [๘๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ในพระนครภัททิยะ ตามพระ พุทธาภิรมย์ แล้วไม่ได้ทรงลาเมณฑกะคหบดี เสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทางชนบท อังคุตตราปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป เมณฑกะคหบดี ได้ทราบข่าวแน่ชัดว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทางชนบทอังคุตตราปะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๑,๒๕๐ รูป จึงสั่งทาสและกรรมกรว่า พนาย ทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงบรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบฉันบ้าง ลงในเกวียนให้มากๆ และคนเลี้ยงโค ๑,๒๕๐ คน จงพาแม่โคนม ๑,๒๕๐ ตัวมาด้วย เราจักเลี้ยงพระสงฆ์ ด้วยน้ำนมสด อันรีดใหม่ที่มีน้ำยังอุ่นๆ ณ สถานที่ๆ เราได้พบ พระผู้มีพระภาค

             ครั้นเมณฑกะ คหบดีตามไปพบพระผู้มีพระภาค ณ ระหว่างทางกันดาร จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูล อาราธนาว่า พระพุทธเจ้าข้าขอพระผู้มีพระภาค พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณา โปรดรับ ภัตตาหาร ของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล และปิติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนา โดยดุษณีภาพ ครั้นเมณฑกะ คหบดี ทราบการทรงรับอาราธนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่งถวายบังคม ทำประทักษิณกลับไป แล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีต โดยผ่านราตรี นั้นแล้ว ให้คนไปกราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.

             ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวร เสด็จ พระพุทธดำเนิน เข้าสถานที่อังคาส ของเมณฑกะคหบดี ครั้นแล้วประทับนั่ง เหนือ พุทธอาสน์ ที่เขาปูลาดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงเมณฑกะคหบดี สั่งคนเลี้ยงโค ๑,๒๕๐ คนว่า พนายทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น จงช่วยกันจับแม่โคนมคนละตัว แล้วยืนใกล้ๆ ภิกษุรูปละคนๆ เราจักเลี้ยงพระด้วยน้ำนมสดอันรีดใหม่ที่มีน้ำยังอุ่นๆ

             ครั้นแล้วได้อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนีย โภชนียาหาร อันประณีต และด้วยน้ำนมสด อันรีดใหม่ด้วยมือของตน จนให้ห้ามภัตรแล้ว ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่ยอมรับ ประเคนน้ำนมสด พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จงรับประเคนฉันเถิด.

             เมื่อเมณฑกะคหบดี อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนีย โภชนียาหาร อันประณีต และด้วยน้ำนมสดรีดใหม่ด้วยมือของตน จนยังพระผู้มีพระภาค ผู้เสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ให้ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง เมณฑกะคหบดีนั่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลคำนี้ แด่ พระผู้มีพระภาคว่า มีอยู่ พระพุทธเจ้าข้า หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียงจะเดินทางไป ทำไม่ได้ง่าย ขอประทานพระวโรกาส ขอพระองค์โปรด ทรงอนุญาตเสบียงเดินทาง แก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า

7)
เมณฑกานุญาต

             ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้เมณฑกะคหบดี เห็นแจ้งสมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับไป หลังจากนั้น พระองค์ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่ง อนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตโครส ๕ คือ นมสด นมส้ม เปรียง เนยข้น เนยใส.

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย หนทางกันดารอัตคัดน้ำ อัตคัดอาหาร ภิกษุไม่มีเสบียง จะเดินทางไปทำไม่ได้ง่าย เราอนุญาตให้แสวงหาเสบียงได้ คือ ภิกษุต้องการข้าวสาร พึงแสวงหาข้าวสารต้องการถั่วเขียว พึงแสวงหาถั่วเขียว ต้องการถั่วราชมาส พึง แสวงหา ถั่วราชมาส ต้องการเกลือพึงแสวงหาเกลือ ต้องการน้ำอ้อย พึงแสวงหา น้ำอ้อย ต้องการน้ำมัน พึงแสวงหาน้ำมัน ต้องการเนยใส ก็พึงแสวงหาเนยใส.

             มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านที่มีศรัทธาเลื่อมใส เขามอบเงินทองไว้ในมือ กัปปิยการกสั่งว่า สิ่งใดควรแก่ พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านจงถวายสิ่งนั้น ด้วยกัปปิยภัณฑ์นี้.

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ยินดี ของอันเป็นกัปปิยะจาก กัปปิยภัณฑ์ นั้นได้ แต่เรามิได้กล่าวว่า พึงยินดี พึงแสวงหาทอง และเงินโดยปริยายไรๆ เลย.

  คำว่าพระเป็นเจ้าในที่นี้หมายถึง (คำตอบจาก AI)
เหตุผลที่ในพระไตรปิฎกมีคำว่า "พระผู้เป็นเจ้า" หรือ "พระเป็นเจ้า" เป็นคำแปลใน ภาษาบาลีว่า
"
อยฺย" (อัยยะ) หมายถึง "พระผู้เป็นเจ้า" หรือ "ท่านผู้เจริญ" เป็นการใช้ภาษาไทยโบราณที่ดูสูงส่ง และแสดงความเคารพอย่างสูงสุด จึงเลือกใช้คำว่า "พระผู้เป็นเจ้า" หรือ "พระเป็นเจ้า" เพื่อให้ตรงกับ คำว่า "อยฺย" ในภาษาบาลี

 






 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์