11/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๘๑] - [๘๒]
มหาวรรค ภาค ๒
เภสัชชขันธกะ (หมวดว่าด้วยยารักษาโรค)
1)
พระพุทธบัญญัติห้ามภัตตาหารบางชนิด
[๘๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พระนครเวสาลี มีภิกษาหารมาก มีข้าวกล้างอกงาม บิณฑบาตก็ง่าย ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพ ให้เป็นไปด้วยการถือบาตร แสวงหาก็ทำได้ง่าย
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ทรงปริวิตกนี้ว่าภัตตาหาร ที่เราอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง
คือ
อาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑
อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑
อาหารที่หุงต้มเอง ๑
อาหารที่จับต้อง แล้วรับประเคนใหม่ ๑
อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑
อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑
อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑
ภัตตาหารเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ยังฉันอยู่ทุกวันนี้ หรือหนอ.
ครั้นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่ประทับพักเร้น แล้วรับสั่งถาม ท่าน พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ภัตตาหาร ที่เราอนุญาตแก่ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราว อัตคัดอาหารมีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้อง แล้วรับประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายกนำมาจากที่นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหารเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ยังฉันอยู่ทุกวันนี้หรือ?
ท่านพระอานนท์ทูลว่า ยังฉันอยู่ พระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้น ผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัตตาหาร ที่เราอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคราวอัตคัดอาหาร มีข้าวกล้าน้อย บิณฑบาตได้ ฝืดเคือง คืออาหารที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุงต้มภายในที่อยู่ ๑ อาหารที่หุง ต้มเอง ๑ อาหารที่จับต้องแล้วประเคนใหม่ ๑ อาหารที่ทายก นำมาจากที่ นิมนต์นั้น ๑ อาหารที่รับประเคนฉันในปุเรภัต ๑ อาหารที่เกิดในป่าและเกิดในสระบัว ๑ ภัตตาหาร เหล่านั้น เราห้ามจำเดิมนี้เป็นต้นไป
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันอาหาร ที่เก็บไว้ภายในที่อยู่ อาหารที่หุงต้ม ภายใน ที่อยู่อาหาร ที่หุงต้มเอง อาหารที่จับต้องแล้ว ประเคนใหม่ รูปใดฉัน ต้องอาบัติ ทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอาหารที่ทายก นำมาจากที่นิมนต์นั้น อาหารที่รับ ประเคนฉัน ในปุเรภัต อาหารที่เกิดในป่า และเกิดในสระบัว ยังไม่เป็นเดน ภิกษุฉันเสร็จ ห้ามภัตแล้วไม่พึงฉัน รูปใดฉัน พึงปรับอาบัติตามธรรม.
2)
พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ
[๘๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนชาวชนบท บรรทุกเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้างของขบฉันบ้าง ไว้ในเกวียนเป็นอันมาก แล้วตั้งวงล้อมเกวียน อยู่นอกซุ้ม ประตูพระอาราม คอยท่าว่าเมื่อใด เราทั้งหลายได้ลำดับที่จะถวาย เมื่อนั้นเราจักทำ ภัตตาหารถวาย ฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ จึงคนเหล่านั้นพากันเข้าไปหา ท่านพระอานนท์ กราบเรียนว่า ท่านพระอานนท์เจ้าข้า เกลือ น้ำมันข้าวสาร และของขบฉันเป็นอันมาก พวกข้าพเจ้าบรรทุกไว้ ในเกวียนตั้งอยู่หน้าวัดนี้ และฝนตั้งเค้ามาจะตกใหญ่ ท่านพระอานนท์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าพึงปฏิบัติอย่างไร?
จึงท่านพระอานนท์กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงสมมติวิหาร ที่ตั้งอยู่ สุดเขตวัด ให้เป็นสถานที่เก็บของกัปปิยะ แล้วให้เก็บไว้ในสถานที่ ที่สงฆ์จำนงหมาย คือวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น เรือนโล้น หรือถ้ำก็ได้.
3)
วิธีสมมติกัปปิยภูมิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงสมมติอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
4)
กรรมวาจาสมมติกัปปิยภูมิ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติวิหารมีชื่อนี้ ให้เป็นกัปปิยภูมิ นี้เป็นญัตติ
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติวิหา รมีชื่อนี้ให้เป็นกัปปิยภูมิ การสมมติวิหารมีชื่อนี้ ให้เป็นกัปปิยภูมิ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใดท่านผู้นั้นพึงพูด
วิหารมีชื่อนี้ สงฆ์สมมติให้เป็นกัปปิยภูมิแล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.
สมัยต่อมา ชาวบ้านต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวย ต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ส่งเสียง เซ็งแซ่เกรียวกราว ณ สถานที่กัปปิยภูมิ ที่สงฆ์สมมติไว้นั้นแล.
พระผู้มีพระภาค ทรงตื่นบรรทม ในเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ทรงสดับเสียงเซ็งแซ่ เกรียวกราว และเสียงการ้องก้อง ครั้นแล้วรับสั่งถาม ท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ เสียงเซ็งแซ่เกรียวกราว และเสียงการ้องก้องนั้น อะไรกันหนอ?
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ชาวบ้านมาต้มข้าวต้ม หุงข้าวสวยต้มแกง สับเนื้อ ผ่าฟืน ณ สถานที่กัปปิยภูมิ ซึ่งสมมติไว้นั้นแล เสียงเซ็งแซ่ เกรียวกราวและเสียงการ้องก้อง นั่นคือเสียงนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
5)
พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ ๓ ชนิด
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้ สถานที่กัปปิยภูมิซึ่งสงฆ์สมมติ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต สถานที่กัปปิยภูมิ ๓ ชนิด คือ อุสสาวนันติกา ๑ โคนิสาทิกา ๑ คหปติกา ๑
6)
พระพุทธานุญาตกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด
สมัยต่อมา ท่านพระยโสชะอาพาธ ชาวบ้านนำเภสัชมาถวายท่าน ภิกษุทั้งหลาย ให้เก็บเภสัชเหล่านั้น ไว้ข้างนอก สัตว์กินเสียบ้าง ขโมยลักไปเสียบ้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ใช้สถานที่กัปปิยภูมิที่สงฆ์สมมติ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสถาน ที่กัปปิยภูมิ ๔ ชนิด คือ
อุสสาวนันติกา ๑
โคนิสาทิกาค
หปติกา ๑
สมมติกา ๑.
|