11/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๗๘] - [๘๐]
มหาวรรค ภาค ๒
1)
เรื่องสีหเสนาบดี ดำริเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
[๗๘] ก็โดยสมัยนั้นแล เจ้าลิจฉวีบรรดา ที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จัก นั่งประชุม พร้อมกัน ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ โดยอเนกปริยาย และเวลานั้น สีหเสนาบดีสาวกของนิครนถ์ นั่งอยู่ในที่ประชุม นั้นด้วย จึงคิดว่าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัยเลย คงเป็นความจริง
เจ้าลิจฉวีบรรดาที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักเหล่านี้จึงได้นั่งประชุมพร้อมกัน ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณโดย อเนกปริยาย ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น แล้วจึงได้เข้าไปหา นิครนถ์นาฏบุตร ถึงสำนัก ครั้นแล้วให้นิครนถ์นาฏบุตร นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง และได้แจ้งความประสงค์นี้ แก่นิครนถ์นาฏบุตรว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอยากจะไปเฝ้า พระสมณโคดม.
2)
อกิริยวาทกถา
นิครนถ์นาฏบุตรพูดค้านว่า ท่านสีหะ ก็ท่านเป็นคนกล่าวการทำ ไฉนจึงจักไป เฝ้า พระสมณโคดม ผู้เป็นคนกล่าวการไม่ทำเล่า เพราะพระสมณโคดม เป็นผู้กล่าวการ ไม่ทำ ทรงแสดงธรรม เพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น.
ขณะนั้น ความตระเตรียมในอันจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ของสีหเสนาบดีได้เลิก ล้มไป
แม้ครั้งที่สอง ....
แม้ครั้งที่สาม เจ้าลิจฉวีบรรดาที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักได้นั่งประชุมพร้อมกัน ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ โดยอเนก ปริยาย ท่านสีหเสนาบดี ก็ได้คิดเป็นครั้งที่สามว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น จักเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัยเลย คงเป็นความจริง เจ้าลิจฉวีบรรดา ที่มีชื่อเสียง มีคนรู้จักเหล่านี้ จึงได้มานั่งประชุมพร้อมกัน ณ ท้องพระโรง ต่างพากัน ตรัสสรรเสริญ พระพุทธคุณพระธรรม คุณพระสังฆคุณ โดยอเนกปริยาย ก็พวกนิครนถ์ เราจะบอกหรือไม่บอกจักทำอะไรแก่เรา ผิฉะนั้น เราจะไม่บอกพวกนิครนถ์ ไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นเลยทีเดียว
จึงเวลาบ่าย สีหเสนาบดี ออกจากพระนครเวสาลี พร้อมด้วยรถ ๕๐๐ คัน ไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค ไปด้วยยวดยาน ตลอดพื้นที่ ที่ยวดยานจะผ่านไปได้ แล้วลงจาก ยวดยานเดินเข้าไปถึงพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง สีหเสนาบดีนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลเรื่องนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า
พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าทราบมาว่า พระสมณโคดมกล่าวการไม่ทำ ทรงแสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวก ตามแนวนั้น บุคคลจำพวกที่กล่าว อย่างนี้ว่า พระสมณโคดม กล่าวการไม่ทำ ทรงแสดงธรรม เพื่อการไม่ทำ และทรง แนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้นั้น ได้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาค ตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่ พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง กล่าวอ้างเหตุสมควรแก่เหตุ และถ้อยคำ ที่สมควรพูด บางอย่างที่มีเหตุผล จะไม่มาถึงฐานะที่วิญญูชน จะพึงติเตียนบ้างหรือ เพราะข้าพระพุทธเจ้า ไม่ประสงค์จะกล่าวตู่ พระผู้มีพระภาค เลยพระพุทธเจ้าข้า.
3)
พระพุทธดำรัสตอบ
[๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๑) พระสมณโคดม กล่าวการไม่ทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๒) พระสมณโคดม กล่าวการทำแสดงธรรม เพื่อการทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๓) พระสมณโคดม กล่าวความขาดสูญ แสดงธรรมเพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาว กตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๔ ) พระสมณโคดม ช่างรังเกียจ แสดงธรรมเพื่อความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า(๕) พระสมณโคดม ช่างกำจัด แสดงธรรม เพื่อความกำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๖) พระสมณโคดม ช่างเผาผลาญ แสดงธรรม เพื่อความเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๗) พระสมณโคดม ไม่ผุดเกิด แสดงธรรมเพื่อความไม่ผุดเกิด และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
มีอยู่จริง สีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า (๘) พระสมณโคดม กล่าวเป็นผู้เบาใจ แสดงธรรม เพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ดูกรสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมกล่าวการไม่ทำ แสดงธรรม เพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้นเป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๑) เพราะเรากล่าว การไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ ไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปอกุศล หลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม กล่าวการไม่ทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่าพระสมณโคดม กล่าว การ ทำแสดงธรรม เพื่อการทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๒) เพราะเพราะเรากล่าว การทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เรากล่าวการทำสิ่งที่ เป็น อกุศล หลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม กล่าวการทำ แสดงธรรม เพื่อการทำ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม กล่าวความขาด สูญ แสดงธรรม เพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๓) เพราะเรากล่าว ความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าว ความขาดสูญ แห่งสถานะ ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าว หาเราว่า พระสมณโคดมกล่าว ความขาดสูญแสดงธรรม เพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ช่างรังเกียจ แสดงธรรม เพื่อความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าว ถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๔) เพราะเรารังเกียจ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรารังเกียจความ ถึงพร้อมแห่งสถานะ ที่เป็นบาปอกุศล หลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ช่างรังเกียจ แสดงธรรม เพื่อความรังเกียจ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ช่างกำจัด แสดงธรรม เพื่อความกำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๕) เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อ กำจัดสถานะ ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ช่างกำจัด แสดงธรรมเพื่อความกำจัด และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ช่างเผาผลาญ แสดงธรรม เพื่อความเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๖) เพราะเรากล่าวธรรม ที่เป็นบาปอกุศล คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นธรรมควรเผาผลาญ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล ซึ่งควรเผาผลาญ อันผู้ใด ละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้วทำให้เป็น เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไป เป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นคนช่างเผาผลาญ
ดูกรสีหะ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล ซึ่งควรเผาผลาญตถาคต ละได้แล้วตัดราก ขาดแล้ว ทำให้เหมือน ตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไปเป็น ธรรมดา นี้แล เหตุที่เขา กล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมช่างเผาผลาญ แสดงธรรม เพื่อ ความเผาผลาญ และ แนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ไม่ผุดเกิด แสดงธรรม เพื่อความไม่ผุดเกิด และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๗) เพราะการนอน ในครรภ์ต่อไป การเกิดในภพใหม่ อันผู้ใดละ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอัน ไม่เกิดอีก ต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นคนไม่ผุดเกิด
ดูกรสีหะ การนอนในครรภ์ ต่อไป การเกิดในภพใหม่ ตถาคตละได้แล้วตัดราก ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาล ยอดด้วน ทำไม่ให้มีในภายหลัง มีอันไม่เกิดอีกต่อไป เป็นธรรมดา นี้แล เหตุที่เขากล่าว หา เราว่า พระสมณโคดมไม่ผุดเกิด แสดงธรรม เพื่อความไม่ผุดเกิด และแนะนำสาว กตามแนวนั้น ดังนี้ชื่อว่ากล่าวถูก.
ดูกรสีหะ อนึ่ง เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ โคดม เป็นผู้เบาใจ แสดงธรรม เพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูกนั้น เป็นอย่างไร
ดูกรสีหะ (๗) เพราะเราเบาใจ ด้วยธรรมที่ให้เกิดความโล่งใจ อย่างสูงและแสดง ธรรม เพื่อความ เบาใจ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น นี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม เป็นผู้เบาใจ แสดงธรรมเพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวก ตามแนวนั้น ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวถูก.
4)
แสดงตนเป็นอุบาสก
[๘๐] เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านสีหเสนาบดี ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้าพระองค์ ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคล หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป ในที่มืดด้วย ตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ โปรดทรงจำ ข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสก ผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.
ภ. ดูกรสีหะ เธอจงทำการ ที่ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ เพราะการใคร่ครวญ เสียก่อนแล้วทำ เป็นความดีสำหรับค นมีชื่อเสียงเช่นเธอ.
สี. พระพุทธเจ้าข้า โดยพระพุทธดำรัสแม้นี้ ข้าพระพุทธเจ้ายินดี พอใจยิ่งกว่า คาดหมายไว้ เพราะพระองค์ตรัสอย่างนี้ กะข้าพระพุทธเจ้าว่า ดูกรสีหะ เธอจงทำการ ที่ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ เพราะการใคร่ครวญเสียก่อน แล้วทำเป็นความดี สำหรับคน มีชื่อเสียง เช่นเธอ ความจริงพวกอัญญเดียรถีย์ ได้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก พึงยกธง เที่ยวประกาศทั่วพระนครเวสาลีว่า สีหเสนาบดีเข้าถึง ความเป็นสาวกของพวกเราแล้ว แต่ส่วนพระองค์สิ มาตรัสอย่างนี้กะข้าพระพุทธเจ้าว่า
ดูกรสีหะ เธอจงทำการ ที่ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำ เพราะการใคร่ครวญ เสียก่อน แล้วทำ เป็นความดีสำหรับ คนมีชื่อเสียงเช่นเธอ ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สอง ขอพระองค์ โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป พระพุทธเจ้า.
ภ. นานนักแล สีหะ ตระกูลของเธอ ได้เป็นสถานที่รับรอง พวกนิครนถ์มา ด้วยเหตุนั้นเธอพึงสำคัญ เห็นบิณฑบาตว่าเป็นของควร ให้นิครนถ์เหล่านั้น ผู้เข้าไปถึงแล้ว.
สี. โดยพระพุทธดำรัสแม้นี้ ข้าพระพุทธเจ้า ยินดีพอใจ ยิ่งกว่าคาดหมายไว้ เพราะพระองค์ ตรัสอย่างนี้ กะข้าพระพุทธเจ้าว่า นานนักแล สีหะ ตระกูลของเธอได้เป็น สถานที่รับรองพวกนิครนถ์มา ด้วยเหตุนั้น เธอพึงสำคัญบิณฑบาต ว่าเป็นของควร ให้นิครนถ์ เหล่านั้น ผู้เข้าไปถึงแล้ว ดังนี้
ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบว่า พระสมณะโคดม รับสั่งอย่างนี้ว่า ควรให้ทาน แก่เราผู้เดียว ไม่ควรให้ทานแก่คนพวกอื่น ควรให้ทานแก่สาวก ของเราเท่านั้น ไม่ควรให้ทานแก่สาวก ของศาสดาอื่น เพราะทานที่ให้แก่เราเท่านั้น มีผลมาก ทานที่ให้แก่คนพวกอื่น ไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้น มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวก ของศาสดาอื่น ไม่มีผลมาก แต่ส่วนพระองค์ ทรงชักชวน ข้าพระพุทธเจ้า ในการให้แม้ในพวกนิครนถ์ แต่ข้าพระพุทธเจ้า จักรู้กาลในข้อนี้เอง ข้าพระพุทธเจ้านี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ แม้ครั้งที่สาม ขอพระองค์ โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสก ผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป พระพุทธเจ้าข้า.
5)
สีหเสนาบดีได้ธรรมจักษุ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา แก่สีหเสนาบดี คือ ทรงประกาศทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมอง ของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในความออกจากกาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า สีหเสนาบดีมีจิตคล่อง มีจิตอ่อนมีจิต ปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงได้ทรงประกาศ พระธรรมเทศนา ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงยกขึ้นแสดงด้วย พระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดแก่สีหเสนาบดี ณ สถานที่นั่งนั้นแลว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรรับน้ำย้อม เป็นอย่างดี ฉะนั้น.
ครั้นสีหเสนาบดีเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว หยั่งลงสู่ ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำ แสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้ แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลคำนี้ แด่พระผู้มีพระภาคว่า ขอพระผู้มีพระภาค พร้อมกับภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณา โปรดรับภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อเจริญบุญกุศล และปิติปราโมทย์ ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนา โดยดุษณีภาพ ครั้นสีหเสนาบดี ทราบอาการ ที่ทรงรับอาราธนา ของพระผู้มีพระภาค แล้วได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณกลับไป ต่อมาสีหเสนาบดีใช้มหาดเล็กผู้หนึ่งว่าพนาย เจ้าจงไปหาซื้อ เนื้อสด ที่เขาขาย แล้วสั่งให้ตกแต่ง ขาทนียโภชนียาหาร อันประณีต โดยผ่านราตรี นั้นแล้ว ให้มหาดเล็ก ไปกราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว.
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธ ดำเนิน ไปทางนิเวศน์ ของสีหเสนาบดี ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่ง เหนือพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวาย พร้อมกับภิกษุสงฆ์.
ก็โดยสมัยนั้นแล พวกนิครนถ์เป็นอันมาก พากันประคองแขน คร่ำครวญไปตาม ถนนหน ทางสี่แยก สามแยกทั่วทุกสาย ในพระนครเวสาลีว่า วันนี้ สีหเสนาบดีล้มสัตว์ ของเลี้ยงตัวอ้วนๆ ทำอาหารถวายพระสมณะโคดม พระสมณะโคดม ทรงทราบอยู่ ยังเสวย เนื้อนั้น ซึ่งเขาทำเฉพาะเจาะจงตน ขณะนั้น มหาดเล็กผู้หนึ่ง เข้าไปเฝ้า สีหเสนาบดี ทูลกระซิบว่า ขอเดชะฝ่าพระบาท พึงทราบว่า นิครนถ์มากมายเหล่านั้น พากันประคองแขน คร่ำครวญ ไปตามถนนหนทางสี่แยก สามแยก ทั่วทุกสาย ในพระนครเวสาลี ว่า วันนี้สีหเสนาบดี ล้มสัตว์ของเลี้ยงตัวอ้วนๆ ทำอาหารถวาย พระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบอยู่ ยังเสวยเนื้อนั้น ซึ่งเขาทำเฉพาะเจาะจงตน.
สีหเสนาบดีตอบว่า ช่างเถิดเจ้า ท่านเหล่านั้น มุ่งติเตียนพระพุทธเจ้า มุ่งติเตียน พระธรรม มุ่งติเตียนพระสงฆ์ มานานแล้ว แต่ก็กล่าวตู่พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น ด้วยถ้อยคำอันไม่มี เปล่าเท็จ ไม่จริง ยังไม่หนำใจ ส่วนพวกเรา ไม่ตั้งใจปลงสัตว์ จากชีวิต แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตเลย.
ครั้งนั้น สีหเสนาบดีอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วย ขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตด้ วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรห้ามภัตรแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้สีหเสนาบดี ผู้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับไป.
6)
พระพุทธบัญญัติห้ามฉันเนื้อที่ทำเฉพาะ
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาค ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรู้อยู่ไม่พึงฉันเนื้อ ที่เขาทำจำเพาะ รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ปลา เนื้อ ที่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รังเกียจ
|