10/5) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๕ ข้อ [๗๑] - [๗๖]
มหาวรรค ภาค ๒
เรื่องสุนีธะวัสสการะมหาอำมาตย์
[๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ๒ ท่านชื่อ สุนีธะ ๑ วัสสการ ๑ กำลังจัดการสร้างพระนคร ณ ตำบลบ้านปาฏลิ เพื่อป้องกันชาววัชชี พระผู้มีพระภาค ทรงตื่นบรรทม ในเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี ได้ทรงเล็งทิพจักษุ อันบริสุทธิ์ ล่วงวิสัย ของมนุษย์ ทอดพระเนตรเห็นเทวดาเป็นอันมาก กำลังยึดถือที่ดินในตำบล บ้านปาฏลิ คือ ในประเทศที่ใด พวกเทวดามี ศักดิ์ใหญ่ยึดถือที่ดิน
พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ ผู้มีศักดิ์สูงๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ ลงในประเทศที่นั้น ในประเทศที่ใด พวกเทวดาที่มีศักดิ์ชั้นกลาง ยึดถือที่ดิน พวกเจ้า และราชมหาอำมาตย์ ที่มีศักดิ์ชั้นกลางๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ ลงในประเทศ ที่นั้น ในประเทศที่ใด เทวดาที่มีศักดิ์ชั้นต่ำ ยึดถือที่ดิน พวกเจ้า และราชมหาอำมาตย์ ชั้นต่ำๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ ลงในประเทศที่นั้น จึงพระผู้มีพระภาค รับสั่ง ถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ คนพวกไหนกำลังสร้างนคร ลงที่ตำบลบ้านปาฏลิ?
อ. มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ชื่อ สุนีธะ ๑ วัสสการะ ๑ กำลังสร้างนคร ลงที่ตำบลบ้านปาฏลิ เพื่อป้องกันชาววัชชี พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. ดูกรอานนท์ สุนีธะ กับ วัสสการะ ๒ มหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ กำลังสร้าง นครลงในตำบลบ้านปาฏลิ เพื่อป้องกันชาววัชชี เหมือนได้ปรึกษากับพวกเทพเจ้า ชั้นดาวดึงส์ ฉะนั้นอานนท์ เมื่อเวลาปัจจุสมัย แห่งราตรีนี้ เราลุกขึ้น ได้เล็งทิพจักษุ อันบริสุทธิ์ ล่วงวิสัยของมนุษย์ เห็นพวกเทวดาเป็นอันมาก กำลังยึดถือที่ดินในตำบล บ้านปาฏลิ คือ ในประเทศที่ใด
พวกเทวดามีศักดิ์สูงๆ ยึดถือที่ดินพวกเจ้า และราชมหาอำมาตย์ผู้มีศักดิ์สูงๆ ต่างก็น้อมจิต เพื่อสร้างนิเวศน์ลงในประเทศที่นั้น ในประเทศที่ใด เทวดามีศักดิ์ชั้นกลางๆ ยึดถือที่ดิน พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ ผู้มีศักดิ์ชั้นกลางๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้าง นิเวศน์ ลงในประเทศที่นั้น ในประเทศที่ใดเทวดา ผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำๆ ยึดถือที่ดิน
พวกเจ้าและราชมหาอำมาตย์ ผู้มีศักดิ์ชั้นต่ำๆ ต่างก็น้อมจิตเพื่อสร้างนิเวศน์ ลงในประเทศที่นั้น อานนท์ ตลอดสถานที่อันเป็นย่านชุมนุม แห่งอารยชน และเป็นทาง ค้าขาย พระนครนี้ จักเป็นพระนครชั้นเอก เป็นทำเลค้าขาย ชื่อปาฏลิบุตร แลเมือง ปาฏลิบุตร จักบังเกิดอันตราย ๓ ประการ คือ บังเกิดแต่ไฟ ๑ บังเกิดแต่น้ำ ๑ บังเกิดแต่ภายในคือ แตกสามัคคีกัน ๑.
[๗๒] ครั้งนั้น ท่านสุนีธะมหาอำมาตย์ และท่านวัสสการะมหาอำมาตย์ แห่ง มคธรัฐ พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นแล้วได้ทูลปราศรัย กับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลอาราธนา พระผู้มีพระภาคว่า ขอท่านพระโคดม พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงพระกรุณา โปรดรับภัตตาหาร ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อเจริญกุศล และปิติปราโมทย์ในวันนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นสุนีธะมหาอำมาตย์ และวัสสการะมหาอำมาตย์ ทราบพระอาการ ที่ทรงรับอาราธนาแล้ว ลุกจากที่นั่งกลับไป ครั้นตกแต่งของเคี้ยว ของฉัน อันประณีตแล้ว ให้เจ้าหน้าที่มากราบทูล ภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้ว ท่านพระโคดม ภัตตาหารเสร็จแล้ว.
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวร เสด็จพระพุทธดำเนินไปทาง สถานที่อังคาส ของสองมหาอำมาตย์แห่งมคธรัฐ ครั้นถึงแล้ว ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวาย พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ครั้นสองมหาอำมาตย์ อังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วย ขาทนียโภชนียาหาร อันประณีต ด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาค เสวยเสร็จแล้ว ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตร ห้ามภัตรแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงอนุโมทนาแก่สองมหาอำมาตย์นั้นด้วยพระคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้:-
คาถาอนุโมทนา
[๗๓] บัณฑิตชาติอยู่ในประเทศใด เลี้ยงดูท่านผู้มีศีล ผู้ สำรวม ประพฤติ พรหมจรรย์ ในประเทศ และได้อุทิศทักษิณาแก่เหล่าเทพดาผู้สถิตในสถานที่นั้น* เทพดาเหล่านั้น อันบัณฑิตชาติบูชาแล้ว ย่อมบูชาตอบ อันบัณฑิตชาติ นับถือแล้ว ย่อมนับถือตอบ ซึ่งบัณฑิตชาตินั้น แต่นั้น ย่อมอนุเคราะห์บัณฑิตชาตินั้น ดุจมารดา อนุเคราะห์บุตรผู้เกิด แต่อก ฉะนั้น คนที่เทพดาอนุเคราะห์แล้ว ย่อมพบเห็น แต่สิ่งที่ เจริญทุกเมื่อ
* ความหมายนี้คือ การจัดอุทิศทักษิณาทานให้กับเทวดา (ภาษาบาลี: เทวตาภิสิตานัง)
คือ การทำบุญ ตักบาตร หรือถวายทานแก่พระสงฆ์ผู้ทรงศีล แล้วทำการกรวดน้ำอุทิศ
ส่วนบุญ ส่วนกุศลนั้นให้แก่เทวดา ที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น |
[๗๔] ครั้นพระผู้มีพระภาค ทรงอนุโมทนา แก่สองมหาอำมาตย์ ด้วยพระคาถา เหล่านี้แล้ว ทรงลุกจากพระพุทธอาสน์เสด็จกลับ จึงสองมหาอำมาตย์ ตามส่งเสด็จ พระผู้มีพระภาค ไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ ด้วยความประสงค์ว่า วันนี้ พระสมณโคดม จักเสด็จออกทางประตูด้านใด ประตูด้านนั้นจักมีนามว่า "ประตูพระโคดม" จักเสด็จข้าม แม่น้ำคงคาโดยท่าใดท่านั้น จักมีนามว่า "ท่าพระโคดม" ต่อมาประตูที่พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านไปนั้น ได้ปรากฏนามว่า "ประตูพระโคดม."
ครั้งนั้น ผู้มีพระภาคเสด็จพระพุทธดำเนิน ไปทางแม่น้ำคงคา ก็เวลานั้น แม่น้ำคงคา กำลังเปี่ยม น้ำเสมอตลิ่ง พอกาดื่มกินได้ คนทั้งหลายใคร่จะไป จากฝั่งนี้ สู่ฝั่งโน้น ต่างก็หาเรือต่าง ก็หาแพ ต่างก็ผูกแพลูกบวบ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตร เห็นคนเหล่านั้น ต่างก็พากันหาเรือ หาแพ ผูกแพลูกบวบ ประสงค์จะข้าม จากฝั่งโน้น จึงได้ทรงอันตรธาน ณ ฝั่งนี้แห่งแม่น้ำคงคา ไปปรากฏ ณ ฝั่งโน้นพร้อมกับภิกษุสงฆ์ ดุจบุรุษมี กำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทราบความข้อนี้แล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ ในเวลานั้น ชนเหล่าใดจะข้ามแม่น้ำที่ห้วงลึก ชนเหล่านั้นต้องสร้าง สะพานแล้วสละ สระน้อยเสีย จึงข้ามสถานอันลุ่มเต็มด้วย น้ำได้ ส่วนคนที่จะข้ามแม่น้ำน้อยนี้ ก็ผูกแพ ข้ามไปได้ แต่พวกคนมีปัญญา เว้นแพเสียก็ข้ามได้.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทรงแสดงจตุราริยสัจ
[๗๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปทางตำบล บ้านโกฏิ ทราบว่าพระองค์ ประทับอยู่ที่ตำบลบ้านโกฏินั้น
ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาค รับสั่งพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราและพวกเธอเร่ร่อน ท่องเที่ยวไป ตลอดกาลนานอย่างนี้ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้ แทงตลอดอริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ อะไรบ้าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราและพวกเธอ เร่ร่อนท่องเที่ยวไป ตลอดกาลนานอย่างนี้ เพราะไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอด ทุกขอริยสัจ .... ทุกขสมุทยอริยสัจ .... ทุกขนิโรธอริยสัจ ....ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจนี้นั้น อันเราแ ละพวกเธอได้ตรัสรู้แล้ว ได้แทงตลอดแล้ว ตัดตัณหาในภพได้ขาดแล้ว ตัณหาที่จะนำไปเกิดก็สิ้นแล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีกต่อไป.
นิคมคาถา
[๗๖] เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ ตามเป็นจริง จึงต้องท่องเที่ยว ไปในชาตินั้นๆ ตลอดเวลานาน อริยสัจเหล่านั้นนั่น เรา และพวกเธอได้เห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปเกิด เราและพวก เธอได้ถอนขึ้นแล้ว รากแห่งทุกข์ เราและพวกเธอก็ได้ ตัดขาดแล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก.
|