1)
ถาม เทียนพรรษามีในสมัยพุทธกาลหรือไม่ (ตามพุทธวจน)
คำตอบจากAI
ไม่มีประเพณีการถวาย "เทียนพรรษา" ในสมัยพุทธกาลตามหลักพุทธวจน โดยในยุคนั้นมีเพียงบทบัญญัติเรื่อง "การจำพรรษา" ของพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น ส่วนประเพณีการหล่อและการแห่เทียนพรรษา เป็นวัฒนธรรมประเพณี ที่พุทธศาสนิกชนรุ่นหลัง (โดยเฉพาะในไทย) คิดค้นและจัดทำขึ้นในภายหลัง เพื่อความสอดคล้อง กับสภาพสังคมที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
หลักฐานจากพุทธวจน (พระวินัยปิฎก)
1.มีเพียงการบัญญัติวันเข้าพรรษา: พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุ อยู่จำพรรษา ตลอด 3 เดือนในฤดูฝน (เรียกว่า ปุริมพรรษา และ ปัจฉิมพรรษา) เพื่อไม่ให้พระสงฆ์ เดินจาริกไปเหยียบย่ำข้าวกล้า หรือพืชผลของชาวบ้าน
2.ไม่มีคำว่า "เทียนพรรษา": ในพระไตรปิฎกส่วนพุทธวจน ไม่ปรากฏการสั่งการ บัญญัติ หรือคำแนะนำให้พุทธบริษัททำ"เทียนขนาดใหญ่" เพื่อนำมาถวายเนื่องในวันเข้าพรรษา แต่อย่างใด
3.การจุดประทีปในสมัยพุทธกาล: ในสมัยนั้นหากมีการบูชาหรือใช้แสงสว่าง พระภิกษุ และอุบาสกอุบาสิกาจะใช้ "ประทีปน้ำมัน" (น้ำมันจากสัตว์หรือพืช) ชัน หรือคบเพลิง เป็นหลัก ไม่ได้ใช้เทียนไขเล่มใหญ่แบบในปัจจุบัน
ที่มาของประเพณีเทียนพรรษา
1.เกิดจากความจำเป็นทางกายภาพ: ประเพณีนี้เกิดขึ้นในยุคต่อมาที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เมื่อพระสงฆ์ต้องอยู่ร่วมกัน ในวัดตลอด 3 เดือนเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและทำวัตร สวดมนต์ จึงจำเป็นต้องใช้แสงสว่างจำนวนมาก
2.การร่วมมือของชุมชน: ชาวบ้านจึงพากันนำรังผึ้งร้างมาต้มเอาขี้ผึ้งมาฟั่นเป็นเทียน หรือหล่อเป็นเทียนเล่มใหญ่ ร่วมกันเพื่อให้จุดได้ยาวนานตลอดเทศกาล จนกลายมาเป็น ประเพณีแห่เทียนพรรษาในที่สุด
2)
ถาม การถวายเทียนพรรษา มีมาแต่เมื่อไหร่
คำตอบจากAI
การถวายเทียนพรรษาในประเทศไทยมีมาตั้งแต่วันเริ่มต้นประวัติศาสตร์ไทย โดยจัดเป็นพิธีใหญ่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และมีการสืบทอดพัฒนาต่อมาในสมัยอยุธยา จนกระทั่งกลายมาเป็นเทียนพรรษาที่แกะสลัก อย่างสวยงาม และมีขบวนแห่ ยิ่งใหญ่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ลำดับวิวัฒนาการและยุคสมัยของการถวายเทียนพรรษามีดังนี้
1. สมัยสุโขทัย (จุดเริ่มต้นในไทย)
-เริ่มพบการถวายเทียนเข้าพรรษาเป็น "พิธีหลวง" และพิธีราษฎร์อย่างเป็นทางการ
-ชาวบ้านจะนำรังผึ้งร้างมาต้มเคี่ยวเอาขี้ผึ้งมาฟั่นเป็นเทียนเล่มเล็ก ๆ หรือนำเทียนเล่มเล็กมามัดรวมกัน เป็นต้นคล้าย ลำกล้วยเพื่อนำไปถวายวัด ยุคนั้นยังเรียกว่า "ต้นเทียน"
2. สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พิธีหลวงและพุ่มเทียน)
-การถวายเทียนพรรษากลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญของพระมหากษัตริย์
-มีพระราชพิธีถวาย "พุ่มเทียน" และโคมไฟเพื่อจุดบูชาตามพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั้งในพระนครและหัวเมือง
3. พ.ศ. 2444 (จุดกำเนิดขบวนแห่เทียนพรรษา)
-พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (ข้าหลวงต่างพระองค์ในรัชกาลที่ 5) ทรงริเริ่มให้จัดขบวน แห่เทียน พรรษา รอบเมืองอุบลราชธานี ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2444
-จุดประสงค์เดิมเพื่อเปลี่ยนทดแทน ประเพณีการแห่บั้งไฟ (ซึ่งมักเกิดเหตุทะเลาะวิวาท และอุบัติเหตุบ่อยครั้ง) ให้หันมาทำบุญแห่เทียนพรรษาที่สงบ และสร้างสรรค์แทน
3)
ถาม ประเทศศรีลังกา และพม่า มีถวายเทียนพรรษาหรือไม่
คำตอบจากAI
ประเทศศรีลังกาและพม่า "ไม่มี" ประเพณีการหล่อเทียนพรรษาเล่มใหญ่ หรือการจัด ขบวน แห่เทียนพรรษา เหมือนของ ประเทศไทย แม้จะเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธ ศาสนา นิกายเถรวาทและมี "วันเข้าพรรษา" เหมือนกัน แต่ในเชิงวัฒนธรรม ทั้งสองประเทศมีรูปแบบการทำบุญและสิ่งของที่นิยมถวายแตกต่างออกไป ดังนี้
1. ประเทศพม่า (เมียนมา) ในวันเข้าพรรษาของพม่า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนหว่าโส่ (Waso) ชาวพม่าจะมุ่งเน้นไป ที่สองสิ่งหลัก คือ:
-การถวายผ้าอาบน้ำฝนและผ้าไตรจีวร (Waso Robe):
ถือเป็นทานอันยิ่งใหญ่ที่สุดในเทศกาลนี้ โดยมีการจัดพิธี ถวายผ้าหว่าโส่ครั้งใหญ่ตามศาสนสถานสำคัญ เช่น พิธีถวายผ้าหว่าโส่ ณ เจดีย์ชเวดากอง
-การถวายดอกเข้าพรรษา (Waso Flower):
หนุ่มสาวชาวพม่าจะพากันไปเก็บดอกไม้ป่า สีเหลือง หรือสีส้มที่เบ่งบาน ในช่วงต้น ฤดูฝน เพื่อนำมาบูชาเจดีย์และพระพุทธรูป
-ข้อแตกต่างเรื่องแสงสว่าง:
ชาวพม่าจะนิยม จุดเทียนเล่มเล็ก และตะเกียงน้ำมันมันตามซุ้มเจดีย์ และจะจัดงาน ฉลอง แสงไฟ อย่างยิ่งใหญ่จริง ๆ ในช่วง "วันออกพรรษา" เรียกว่า เทศกาลตะดิ่งจุ๊ต (Thadingyut Festival) โดยจะจุดเทียนและโคมไฟทั่วประเทศเพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้า
2. ประเทศศรีลังกา
ในวันเข้าพรรษาของศรีลังกา ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเอสาลหะ (Esala Full Moon Poya) จะไม่มีการถวายเทียนพรรษาเล่มใหญ่เช่นกัน วัฒนธรรมของที่นี่เน้นไปที่:
-การบูชาด้วยประทีปดินเผา (Clay Lamp):
ชาวศรีลังกานิยมใช้ถ้วยดินเผาเล็ก ๆ ใส่น้ำมันมะพร้าวและคั่นด้ายจุดไฟบูชา พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่สมัยโบราณ
-เทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้ว (Esala Perahera):
ไฮไลท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศรีลังกา ในช่วงเข้าพรรษาไม่ใช่การแห่เทียน แต่คือ การจัดขบวนแห่พระบรมธาตุเขี้ยวแก้ว ณ เมืองแคนดี้ ซึ่งเป็นขบวนพาเหรดช้าง ประดับไฟระยิบระยับ ควบคู่กับการแสดงวัฒนธรรมพื้นเมืองอย่างอลังการตลอด 10 วัน 10 คืน
สรุปคือ
ประเพณีหล่อเทียนพรรษา แกะสลักลวดลาย และจัดขบวนแห่ต้นเทียนอย่างอลังการ เป็น "เอกลักษณ์เฉพาะของไทย" (รวมถึง ลาว และกัมพูชาบางพื้นที่) ที่คิดค้นขึ้น เพื่อตอบโจทย์เรื่องความสว่างในอดีต ในขณะที่พม่าเน้นถวายผ้า-ดอกไม้ และ ศรีลังกาเน้นการจุดประทีปดินเผาและแห่พระธาตุ
ความเห็น
การหล่อเทียนพรรษา การแห่เทียน การถวายเทียนพรรษา รวมทั้งการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเรื่องของชาวบ้านที่ทำกันเองเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น จนกลายเป็นประเพณี และเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่น
ไม่เกี่ยวอะไรกับพุทธประเพณี สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเปลือกนอก เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง ที่ชักชวนกันเข้าวัด เพื่อใฝ่รู้ในธรรม เรื่องเทียนพรรษาจึงไม่เกี่ยวอะไรกับคำว่า บุญ-กุศล แต่จะได้บุญกุศลก็ต่อเมื่อ เข้าวัดโดยตั้งจิต เพื่อละบาป อกุศล เช่นละราคะ โทสะ โมหะ
และได้มีโอกาสได้สดับรับฟัง พระธรรมเทศนา ที่เป็นแก่นสาร เรียกว่าได้ประโยชน์ ทั้งทางโลก คือได้รักษาประเพณี เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ส่วนประโยชน์ทางธรรม คือ
เป็นวันแห่งการตั้งจิตเพื่อละอกุศล ทำจิตให้ผ่องใส และได้ปัญญาจากการฟังธรรม
|