เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม

ถาม-ตอบ กับ AI (ชุด2)
 
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ถาม AI :
มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [ทับ] คำว่าทับ คืออะไร/ คำว่า มนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่น คืออะไร

AI_210

 

1)

(เรื่องการเสพเมถุนธรรม) มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [ทับ] คำว่าทับ คืออะไร

ที่มา : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๕๓-๘๕
บทภาชนีย์ อสันถตภาณวาร [ทับ] เรื่องการเสพเมถุนธรรม
(P2507)

คำตอบจากAI


คำว่า "ทับ" ในบริบทของ "มนุสสิตถี สุทธิกะจตุกกะ [ทับ]" หมายถึง อาการที่ อวัยวะเพศ (องค์กำเนิด) ของภิกษุถูกสัมผัสหรือร่วงล้ำโดยทวารหนัก (วัจจมรรค) ของมนุษย์ผู้หญิง ในกรณีที่ภิกษุถูกบังคับหรือประทุษร้าย

ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 1 (พระวินัยปิฎก) คำที่อยู่ในวงเล็บท้ายชื่อหมวด เช่น [ทับ], [คร่อม], หรือ [อม] เป็นการระบุลักษณะการกระทำผ่านช่องทางต่างๆ (มรรค) ดังนี้:

[ทับ] หมายถึง การใช้ ทวารหนัก (วัจจมรรค) มาทับลงบนองค์กำเนิดของภิกษุ
[คร่อม] หมายถึง การใช้ ทวารเบา/อวัยวะเพศหญิง (ปัสสาวมรรค) มาคร่อมลงบน องค์กำเนิดของภิกษุ
[อม] หมายถึง การใช้ ปาก (มุขมรรค) มาอมองค์กำเนิดของภิกษุ

คำเหล่านี้ถูกใช้เป็นหัวข้อเพื่อจำแนกกรณีการละเมิดสิกขาบทปาราชิกข้อที่ 1 (เสพเมถุน) โดยพิจารณาจาก "ความยินดี" ของภิกษุใน 4 ขณะ (จตุกกะ) คือ ยินดีในการเข้าไป, ยินดีเมื่อเข้าไปถึงที่แล้ว, ยินดีในการหยุดอยู่ และยินดีในการถอนออก


2)
ในสิกขาบทเดียวกัน มนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่น คืออะไร

คำตอบจากAI

คำว่า "มนุษย์ผู้หญิงผู้ตื่น" ในบริบทของ พระวินัยปิฎก เล่ม 1 หมายถึง ผู้หญิงที่อยู่ใน สภาวะตื่นหรือรู้สึกตัวอยู่ (ไม่ได้หลับ ไม่ได้สลบ หรือไม่ได้ตาย)

ในการจำแนกอาบัติปาราชิกข้อที่ 1 (เสพเมถุน) พระวินัยปิฎกจะแยกกรณีตาม "สภาวะ ของคู่กรณี" เพื่อความละเอียดในการพิจารณาความผิด โดยมีการระบุประเภทคู่กรณี ดังนี้

ผู้ตื่น (ชาครันตี/ชาครันตะ): คือบุคคลที่รู้สึกตัวปกติ
ผู้หลับ (สุตตา/สุตตะ): คือบุคคลที่นอนหลับอยู่
ผู้ตาย (มตา/มะตะ): คือศพที่ยังไม่ถูกสัตว์กัดกินจนเสียรูปทรง (มักระบุว่ายังไม่ถูกกัดกินโดยมาก)

ทำไมต้องระบุว่า "ผู้ตื่น"?
เหตุผลที่มีการระบุคำว่า "ผู้ตื่น" ในหมวด มนุสสิตถี ชาครันตีจตุกกะ เพื่อเป็นเงื่อนไข ในการพิจารณา "ความยินดี" (สารัมภะ) ของภิกษุใน 4 ขณะ (จตุกกะ) ได้แก่:

ยินดีในการเข้าไป
ยินดีเมื่อเข้าไปถึงที่แล้ว
ยินดีในการหยุดอยู่
ยินดีในการถอนออก

หากมีการสัมผัส/ล่วงล้ำเกิดขึ้นในขณะที่ผู้หญิง "ตื่นอยู่" และภิกษุเกิดความยินดี ในขณะใดขณะหนึ่งข้างต้น แม้จะเป็นการถูกบังคับประทุษร้าย (เช่น ถูกข้าศึกจับ มาให้ผู้หญิงทับ/คร่อม/อม) ภิกษุนั้นก็ต้อง อาบัติปาราชิก (ขาดจากความเป็นพระทันที) แต่ถ้าภิกษุนั้นไม่มีความยินดีเลยในทั้ง 4 ขณะ ก็ถือว่า ไม่ต้องอาบัติ


3)
ถ้าองค์ประกอบครบ 4 อย่าง คือยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการถอนออก ต้องอาบัติปาราชิก (ยินดี แม้จะยินดีแค่ 1 อย่างก็ตาม) แต่ถ้าไม่ยินดี ทั้ง4 อย่าง ก็ไม่ต้องอาบัติ กรณีนี้ใครจะเป็นคนตัดสินว่าภิกษุยินดีหรือไม่ยินดี เพราะคนทำผิดย่อมปฏิเสธ อาจยินดีทั้ง 4 แต่บอกว่าไม่ยินดีเลย จะได้ไม่ต้อง ปาราชิก


คำตอบจากAI

ในทางพระวินัย การตัดสินว่า "ยินดี" หรือ "ไม่ยินดี" มีกลไกการตรวจสอบ 2 ระดับ คือ ระดับมโนธรรม และ ระดับสงฆ์พิจารณา ครับ

1. ระดับมโนธรรม (ความสัตย์จริงของตนเอง)
ตามหลักการทางศาสนา ภิกษุรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองมีความยินดี (กิเลสเกิดขึ้น) หรือไม่ หากมีการยินดีแม้เพียงขณะเดียวแต่แกล้งบอกว่าไม่ยินดีเพื่อครองสมณเพศต่อ ภิกษุนั้นจะกลายเป็น "อลัชชี" (ผู้ไม่มีความละอาย) และเป็น "โมฆบุรุษ" คือขาดจาก ความเป็นพระด้วยตัวเองตามกฎแห่งกรรม แม้คนอื่นไม่รู้ แต่ทางธรรมถือว่าขาดจาก ความเป็นพระไปแล้ว

2. ระดับการวินิจฉัยโดย "คณะสงฆ์" (อธิกรณสมถะ)
หากเรื่องแดงขึ้นมาจนต้องมีการชำระอธิกรณ์ คณะสงฆ์จะใช้กระบวนการดังนี้:

ปฏิญญาตกรณะ: การตัดสินตามคำรับสารภาพของจำเลย (ภิกษุผู้ถูกกล่าวหา) เป็นหลักสำคัญในทางพระวินัย เพราะพระพุทธเจ้าทรงเน้นความสัตย์จริง

การสอบสวนพยานแวดล้อม: สงฆ์จะพิจารณาจากพยานบุคคล (ถ้ามี) หรือพยาน แวดล้อม เช่น ท่าทาง กิริยาอาการภายหลังเกิดเหตุ หรือพฤติกรรมในอดีตว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้สำรวมหรือไม่

การทำวินัยกรรม (วินิจฉัย): ถ้าภิกษุยืนยันว่าไม่ยินดี และไม่มีหลักฐานชัดแจ้งว่ายินดี ในทางสมมติสงฆ์ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย (ถือว่าบริสุทธิ์ในสายตาโลก) แต่ถ้ามีพยาน หลักฐานมัดตัวชัดเจน หรือภิกษุรับสารภาพภายหลัง สงฆ์จะประกาศให้เป็นปาราชิก

สรุปคือ "ความลับไม่มีในหมู่สงฆ์และเทพยดา"
ในอดีตมีการพิจารณาจาก "อาการของร่างกาย" ด้วย เช่น หากภิกษุอ้างว่าถูกบังคับ แต่ร่างกายมีอาการตอบสนองทางเพศอย่างชัดเจน (ในบางกรณีอาจถูกมองว่า มีความยินดีแฝง) แต่ท้ายที่สุด "เจตนา" คือเครื่องชี้วัดที่สำคัญที่สุด

หากภิกษุโกหกเพื่อให้อยู่รอด ท่านเรียกว่า "ปาราชิกโดยเนื้อแท้" คือถึงคนไม่รู้ แต่พระนิพพานหรือมรรคผล ก็ปิดกั้นสำหรับท่านในชาตินั้นทันทีครับ


4)
หากพิสูจน์แล้วว่า ไม่ยินดีทั้ง 4 กรณี แต่ผู้หญิงตั้งครรภ์ แล้วจะทำอย่างไร ชาวบ้านไม่โพนทะนาหรือ

คำตอบจากAI

นี่คือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง ในพระวินัยครับ

หากเกิดกรณีที่ภิกษุพิสูจน์แล้วว่า "ไม่ยินดี" (คือวางใจเป็นกลางเหมือนถูก ของร้อน หรือถูกสัตว์ร้ายกัด) แต่ผู้หญิงตั้งครรภ์ขึ้นมา ผลกระทบจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้ครับ:

1. ในทางพระวินัย (สถานะความเป็นพระ)
หากภิกษุนั้นไม่มีความยินดีเลยทั้ง 4 ขณะ (ไม่ยินดีขณะสอดใส่, ขณะเข้าถึงที่แล้ว, ขณะหยุดอยู่, และขณะถอนออก) ถือว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิก ยังคงมีสิกขาสามาพย (ความเป็นพระ) สมบูรณ์

หลักฐานในพุทธกาล: มีกรณีของ "พระอุบลวรรณาเถรี" (พระอรหันต์) ที่ถูกข่มขืน ขณะจำวัด พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่าท่านไม่มีความยินดี (เปรียบเหมือนน้ำหยดบนใบบัว ที่ไม่ซึมซับ) ท่านจึงไม่ต้องอาบัติ

2. ในทางสังคม (โลกวัชชะและการจัดการ)
แน่นอนว่าชาวบ้านย่อมเกิดความสงสัยและโพนทะนาแน่นอน ซึ่งในพระวินัย และ ธรรมเนียมปฏิบัติ มีการจัดการดังนี้ครับ:

การพิสูจน์ความจริง: ในสมัยพุทธกาล หากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เช่น กรณีของ "พระเถระบางรูป" หรือกรณีฝ่ายหญิงตั้งครรภ์แล้วอ้างว่าเป็นลูกพระ คณะสงฆ์จะมีการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือให้ผู้มีความรู้ทางวิชาการ (ในสมัยนั้นคือผู้ที่ดูลักษณะคน หรือหมอ) ตรวจสอบพฤติกรรมและความเป็นไปได้

การให้ความคุ้มครองผู้บริสุทธิ์: หากพิสูจน์ได้ว่าพระถูกประทุษร้ายจริง พระพุทธเจ้า จะทรงประกาศความบริสุทธิ์ของภิกษุนั้นท่ามกลางสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกา เพื่อหยุดข่าวลือ
การสึกโดยความสมัครใจ: แม้พระวินัยจะบอกว่าไม่ขาดจากความเป็นพระ แต่ในทางปฏิบัติจริง

หากความกดดันทางสังคมรุนแรง จนพระไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้อย่างสงบ หรือเพื่อ เป็นการรับผิดชอบต่อเด็กที่เกิดมา (ในฐานะมนุษย์) ภิกษุส่วนใหญ่มักจะเลือก "สละสมณเพศ" (สึก) เพื่อไปดูแลรับผิดชอบบุตรและลดความเสื่อมเสีย ต่อคณะสงฆ์ โดยรวม

3. มาตรการป้องกัน (วินัยบัญญัติเพิ่มเติม)
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ "ไม่ยินดีแต่มีพยานหลักฐานคือเด็ก" พระพุทธเจ้าจึงทรง บัญญัติสิกขาบทอื่นๆ ตามมา เช่น:
-ห้ามภิกษุอยู่สองต่อสองกับหญิงในที่ลับหูหรือลับตา (อนิยต)
-ห้ามภิกษุเดินทาง ร่วมกับผู้หญิง

สรุปคือ แม้ในทาง "กฎหมายสงฆ์" จะพิจารณาที่ เจตนา (ความยินดี) เป็นหลัก แต่ในทาง "ความรู้สึกชาวบ้าน" ภิกษุมักจะต้องรับผิดชอบด้วยการสึกออกไป เพราะการ มีบุตรขณะเป็นพระ (ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด) เป็นเรื่องยากที่สังคมจะยอมรับ ในระยะยาวครับ


5)
ยกตัวอย่าง "เหตุการณ์จริงในพระไตรปิฎก" ที่มีการสอบสวนเรื่องทำนองนี้ ให้เห็นภาพ ชัดขึ้น

คำตอบจากAI

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด และถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้งในการตัดสินอธิกรณ์ลักษณะนี้ คือเรื่องของ "แม่ภิกษุณีทัพพา" (และในบางแง่มุมคล้ายกับกรณีพระอุทายี) แต่กรณีที่ตรงประเด็นเรื่อง "ตั้งครรภ์แล้วถูกชาวบ้านโพนทะนาจนต้องมีการพิสูจน์" คือเรื่องของ "นางภิกษุณีเมตติยา" และ "ภิกษุณีผู้ถูกข่มขืน" ครับ

1. กรณีการพิสูจน์ "การตั้งครรภ์" (เรื่องนางภิกษุณีเมตติยา)
แม้เรื่องนี้จะเป็นการ "กล่าวหา" แต่แสดงให้เห็นวิธีสอบสวน ของพระพุทธเจ้า ได้ชัดเจนครับ:

เหตุการณ์: มีภิกษุกลุ่มหนึ่ง (พวกพระฉัพพัคคีย์) วางแผนแกล้งพระเถระชื่อ พระทัพพมัลลบุตร โดยไปจ้างนางภิกษุณีเมตติยาให้ไปทูลพระพุทธเจ้าว่า "ถูกพระทัพพมัลลบุตรเสพเมถุนจนตั้งครรภ์"

การสอบสวน: พระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมสงฆ์และตรัสถามพระทัพพมัลลบุตรตรงๆ ท่ามกลางที่ประชุมว่า "ทัพพะ เธอระลึกได้หรือไม่ว่าเธอทำตามที่นางกล่าวหา?"

คำตัดสิน: พระทัพพมัลลบุตรทูลตอบว่า "ตั้งแต่เกิดมา แม้ในฝันข้าพระองค์ ก็ไม่เคยรู้จัก การเสพเมถุนเลย" พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาจากจริยาวัตร และคำยืนยันของพระเถระ (ซึ่งเป็นพระอรหันต์) จึงทรงตัดสินว่าพระทัพพะบริสุทธิ์ และสั่งลงโทษภิกษุณีผู้กล่าวหา

2. กรณี "ไม่ยินดี" แต่ถูกล่วงละเมิด (เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี)
กรณีนี้เห็นภาพชัดที่สุดในเรื่องของ "สภาวะจิต" ที่ชาวบ้านสงสัย:
เหตุการณ์: พระอุบลวรรณาเถรีถูกอดีตคนรักแอบเข้ามาข่มขืนขณะท่านจำวัดอยู่ในป่า
การโพนทะนา: ชาวบ้านและภิกษุต่างสงสัยว่า "พระอรหันต์ยังมีความยินดีในกามหรือไม่? ร่างกายยังตอบสนองหรือไม่?"
การตัดสิน: พระพุทธเจ้าทรงประกาศต่อสาธารณชนว่า "พระอรหันต์นั้น เหมือนหยดน้ำ บนใบบัว หรือเมล็ดพันธุ์บนปลายเข็ม ย่อมไม่เปียกชุ่มและไม่ติดอยู่" ทรงยืนยันว่าท่าน ไม่มีความยินดีแม้แต่น้อย จึงไม่เป็นอาบัติปาราชิก

3. การจัดการกับ "เสียงชาวบ้าน"
ในสมัยพุทธกาล หากพระบริสุทธิ์จริงแต่ถูกชาวบ้านด่าทอ พระพุทธเจ้าจะทรงใช้หลัก "อดทนต่อถ้อยคำ" และรอให้ความจริงปรากฏ เช่น:

ทรงสอนให้ภิกษุกล่าวตอบชาวบ้านด้วยคำสัตย์ว่า "เรื่องนี้ไม่จริง"
หากชาวบ้านยังไม่หยุด ทรงบอกว่า "เสียงโพนทะนาจะอยู่ได้ไม่เกิน 7 วัน" เมื่อความจริงปรากฏหรือพระท่านนิ่งเฉยด้วยความบริสุทธิ์ใจ เรื่องจะเงียบไปเอง

ข้อสังเกต ในพระไตรปิฎกส่วนใหญ่ หากพระรูปใดถูกข่มขืนโดย "ไม่ยินดีเลย" ท่านมักจะบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ในภายหลัง หรือเป็นผู้ทรงคุณวิเศษ ซึ่งเป็น "เครื่องยืนยัน" ในตัวท่านเองว่าจิตใจไม่ได้เศร้าหมองครับ


ความเห็น

พระไตรปิฎกที่เป็นหมวดพระวินัย หรือ พระวินัยปิฎก เชื่อว่าคงหาคนสนใจเข้าไปศึกษาน้อยมาก เพราะคิดว่าเป็นกฏกติกามารยาทของภิกษุ ที่ไม่เกี่ยวกับฆราวาส แต่ใครศึกษาก็จะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติ ในแต่ละเรื่องอย่างละเอียดยิบ ชนิดที่ไม่คาดคิดมาก่อน ก่อนหน้านี้ก็เคยถาม ai ว่าทำไมพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติละเอียดขนาดนั้น ai ตอบมาก็น่าสนใจทีเดียว บอกว่าพระองค์ปิดช่วงโหว่ทุกด้าน เพื่อให้การประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุสาวก ไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง

โดยเฉพาะเรื่องการเสพเมถุน ที่ต้องปาราชิก เมื่อเข้าไปดูเนื้อหาในพระวินัยปิฎก ปรากฎว่ามีรายละเอียดมากมาย ชนิดไม่จบไม่สิ้น มีเรื่องพิลึกพิลั่นเต็มไปหมด และที่แปลกมากก็คือว่า แม้การเสพเมถุนของภิกษุ อาจไม่เข้าขั้นอาบัติปาราชิก หากไม่เกิดความความยินดีขณะปฏิบัติการ ... นั่งงงอยู่ตั้งนานว่า มีแบบนี้ด้วยหรือ ที่งงหนักมากก็คือการล่วงละเมิด พระองค์บัญญัติออกเป็น 4 ขั้นตอน (4 สเต็ป)
คือ
- ถ้าเธอยินดีการเข้าไป
- ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว
- ยินดีการหยุดอยู่
- ยินดีการถอนออก
ต้องอาบัติปาราชิก

ในทางตรงกันข้าม
- ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป
- ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว
- ไม่ยินดีการหยุดอยู่
- ไม่ยินดีการถอนออก
ไม่ต้องอาบัติ

ที่ผ่านมาภิกษุไทยต้องอาบัติปาราชิกกันมากมาย หากมีใครรู้พระวินัยเรื่องนี้แล้วเกิดไม่ยอมรับ อ้างว่าไม่ยินดี ไม่พอใจการปฎิบัติกามกิจ แล้วจะทำอย่างไร แต่เชื่อว่าคณะสงฆ์ที่เป็นพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) คงยึดตามกฎหมายทางโลกมากกว่า

ที่มาที่ไป ทำให้ต้องถาม ai ในเรื่องนี้ก็เพราะกำลังทำความเข้าใจพระวินัยอยู่บทหนึ่ง
ชื่อว่า บทภาชนีย์ อสันถตภาณวาร [ทับ] เรื่องการเสพเมถุนธรรม พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๕๓-๘๕ ซึ่งมีเนื้อหายาวมาก แต่ก็พอจะสรุปมา ให้เข้าใจแบบง่ายๆ อ่าน P2507



เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)

  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           



หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์