สอุปาทิเสสสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓) ปริพาชกกล่าวกะพระสารีบุตรส่าว่า ผู้ใด ที่ยังเป็น "สอุปาทิเสสะ"(ยังมีอุปาทิเหลือและยังไม่ได้เป็นอรหันต์) เมื่อตายไป ย่อมไม่พ้นจาก นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน และเปรตวิสัย พระสารีบุตรไม่ยินดีไม่คัดค้าน ลุกจากอาสนะหลีกไปเพื่อมาถามพระพุทธเจ้า ....ถามว่าพระสารีบุตรผู้มีปัญญาเป็นเลิศ รองจากพระพุทธเจ้า จะไม่ทราบปัญหานี้เลยหรือ
อ่าน สอุปาทิเสสสูตร
คำตอบจากAI
ในพระสูตรนี้ (สอุปาทิเสสสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 23) เหตุผลที่พระสารีบุตรไม่ตอบ คำถามปริพาชก ไม่ใช่เพราะท่านไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องของ ความรอบคอบ และ การให้เกียรติพระพุทธเจ้า โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:
ป้องกันการกล่าวตู่พระธรรม: ปริพาชกกล่าวอ้างว่า "ผู้ที่ยังมีอุปาทิเหลือ (ยังไม่เป็นอรหันต์) เมื่อตายไปต้องไปสู่นรกหรืออบายแน่นอน" ซึ่งเป็นคำกล่าว ที่เหมารวม และคลาดเคลื่อนจากหลักการของพระพุทธศาสนา
ความซับซ้อนของบุคคล: พระพุทธเจ้าทรงจำแนก "สอุปาทิเสสะ" (ผู้ยังมีกิเลสเหลือ) ไว้ถึง 9 จำพวก (เช่น พระอนาคามี 5 ประเภท, พระสกทาคามี, พระโสดาบัน ประเภทต่างๆ) ซึ่งบุคคลเหล่านี้พ้นจากนรกและอบายภูมิแล้วทั้งสิ้น
มารยาทของพุทธสาวก: เมื่อเจอธรรมะที่ลึกซึ้งหรือคำกล่าวที่ก้ำกึ่ง ท่านเลือก ที่จะไม่ยืนยันหรือคัดค้านในทันที (ไม่ยินดีไม่คัดค้าน) เพื่อนำความนี้ไปทูลถาม พระพุทธเจ้า ให้ทรงวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องที่สุด
ความอ่อนน้อมถ่อมตน: แม้ท่านจะมีปัญญามาก แต่ท่านมักจะยกให้พระพุทธเจ้า เป็นผู้ชี้ขาดในข้อธรรม เพื่อให้พระธรรมนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหนึ่งเดียว จากพระโอษฐ์
สรุป: ท่านทราบดีว่าปริพาชกพูดผิด แต่การนิ่งเสียแล้วนำไปถามพระพุทธเจ้า ทำให้เกิด "การแสดงธรรมครั้งใหญ่" ที่จำแนกประเภทบุคคลอย่างละเอียด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพุทธบริษัทมากกว่าการโต้เถียงกับปริพาชกในขณะนั้นครับ
ความเห็น
อ่านพระสูตรนี้ครั้งแรกมาตั้งนานแล้ว ก็ตั้งข้อสงสัยว่าระดับ พระสารีบุตร ศิษย์เอกผู้มี ปัญญาเป็นเลิศ
ยังเก็บคำถามของปริพชก แล้วมาถามพระพุทธเจ้าด้วยหรือ โดยความเข้าใจส่วนตัวก็คิดว่าระดับนี้ น่าจะมีความรอบรู้ชนิดที่ไม่มีคำว่าติดขัดใดๆ
เมื่อ ai แจกแจงเหตุผลก็ต้องบอกว่าเห็นด้วย ซึ่งทีแรกก็เข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธเจ้า เคยกล่าวไว้แล้วในพระสูตรอื่น พระสารีบุตร ก็น่าจะจำได้ แต่เมื่อลองค้นหา ปรากฎว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยกล่าวที่ไหนมาก่อนเลย พระสูตรนี้ จึงเป็นการกล่าว ครั้งแรก หากพระสารีบุตรกล่าวเอง ก็จะกลายเป็นว่าทำเกินหน้าเกินตาพระพุทธเจ้า และจะกลายเป็นคำสอนของสาวกไป ดังนั้น การนิ่งเสีย อย่าพึ่งรับรอง อย่าพึงคัดค้าน จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามหลัก มหาประเทสสี่
|