1
อะไรหนอเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา
อะไรหรอเป็นอนิจธรรม เป็นทุกขธรรม เป็นอัตตธรรม
พระนครสาวัตถี. ท่านพระราธะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
อะไรหนอเป็น อนิจจัง (ขันธ์๕)
รูปเป็นอนิจจัง เวทนาเป็นอนิจจัง สัญญาเป็น อนิจจัง สังขารเป็นอนิจจัง วิญญาณ เป็นอนิจจัง
อะไรหนอเป็น อนิจจธรรม(กฎธรรมชาติ)
รูปเป็นอนิจจธรรม เวทนาเป็นอนิจจธรรม สัญญาเป็นอนิจจธรรม สังขารเป็น อนิจจธรรม
อะไรหนอเป็น ทุกข์ (ขันธ์๕)
รูปเป็นทุกข์ เวทนาเป็นทุกข์ สัญญาเป็นทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์
อะไรหนอเป็น ทุกขธรรม (กฎธรรมชาติ)
รูปเป็นทุกขธรรม เวทนาเป็นทุกขธรรม สัญญาเป็นทุกขธรรม สังขาร เป็นทุกขธรรม วิญญาณเป็นทุกขธรรม
อะไรหนอเป็น อนัตตา (ขันธ์๕)
รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณ เป็นอนัตตา
อะไรหนอเป็น อนัตตธรรม (กฎธรรมชาติ)
รูปเป็นอนัตตธรรม เวทนาเป็นอนัตตาธรรม สัญญาเป็นอนัตตธรรม สังขารเป็นอนัตตธรรม วิญญาณเป็นอนัตตธรรม
อนิจจสูตร/อนิจจธัมมสูตร/ทุกขสูตร/ทุกขธัมสูตร/อนัตตาสูตร/อนัตตธัมมสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก หน้า ๑๙๙-๒๐๐
.......................................................................................
2
สาวัตถีนิทานบริบูรณ์ ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๑ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๓๕๖
พิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ ย่อมเข้าสู่สัมมัตตนิยาม
๑ โดยความเป็นของไม่เที่ยง
๒ เป็นทุกข์
๓ เป็นโรค
๔ เป็นดังหัวฝี
๕ เป็นดังลูกศร
๖ เป็นความลำบาก
๗ เป็นอาพาธ
๘ เป็นอย่างอื่น
๙ เป็นของชำรุด
๑๐ เป็นเสนียด
๑๑ เป็นอุบาทว์
๑๒ เป็นภัย
๑๓ เป็นอุปสรรค
๑๔ เป็นความหวั่นไหว
๑๕ เป็นของผุพัง
๑๖ เป็นของไม่ยั่งยืน
๑๗ เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน
๑๘ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน
๑๙ เป็นของไม่เป็นที่พึ่ง
๒๐ เป็นของว่าง
๒๑ เป็นของเปล่า
๒๒ เป็นของสูญ
๒๓ เป็นอนัตตา
๒๔ เป็นโทษ
๒๕ เป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
๒๖ เป็นของหาสาระมิได้
๒๗
เป็นมูลแห่งความลำบาก
๒๘ เป็นดังเพชฌฆาต
๒๙ เป็นความเสื่อมไป
๓๐ เป็นของมีอาสวะ
๓๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง
๓๒ เป็นเหยื่อแห่งมาร
๓๓ เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา
๓๔ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา
๓๕ เป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา
๓๖ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา
๓๗ เป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา
๓๘ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา
๓๙ เป็นของมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา
๔๐ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา
.......................................................................................
3
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๑๓๕-๑๓๙
สิกขาบทของสามเณร
[๑๒๐] ครั้งนั้น สามเณรทั้งหลาย ได้มีความดำริว่า สิกขาบทของพวกเรา มีเท่าไรหนอแล และพวกเราจะต้องศึกษาในอะไร
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเณรทั้งหลาย และให้สามเณรทั้งหลายศึกษาในสิกขาบท ๑๐ นั้น คือ
๑. เว้นจากการทำสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป
๒. เว้นจากถือเอาพัสดุอันเจ้าของมิได้ให้
๓. เว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
๔. เว้นจากการกล่าวเท็จ
๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นที่เป็นข้าศึก
๘. เว้นจากการทัดทรงตกแต่งด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้อันเป็นฐาน แห่งการแต่งตัว
๙. เว้นจากที่นั่งและที่นอนอันสูงและใหญ่
๑๐. เว้นจากการรับทองและเงิน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ นี้ แก่สามเณรทั้งหลาย และให้สามเณรทั้งหลายศึกษาในสิกขาบท ๑๐ นี้
.......................................................................................
4
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑-๑๘๒
วันอุโบสถ ๒
[๑๖๖] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า วันอุโบสถมีเท่าไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายวันอุโบสถนี้ มี ๒ คือ
อุโบสถมีในวัน ๑๔ ค่ำ
อุโบสถมีในวัน ๑๕ ค่ำ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันอุโบสถ ๒ นี้แล
.......................................................................................
5
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑-๑๘๒
การทำอุโบสถ ๔ อย่าง
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า การทำอุโบสถมีเท่าไรหนอแล แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำอุโบสถนี้มี ๔ คือ
๑.การทำอุโบสถเป็นวรรค โดยไม่เป็นธรรม
๒.การทำอุโบสถพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม
๓.การทำอุโบสถ เป็นวรรคโดยธรรม
๔.การทำอุโบสถพร้อมเพรียงโดยธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใดเป็นวรรค โดยไม่เป็นธรรม การทำอุโบสถเห็นปานนั้น ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต
ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใด ที่พร้อมเพรียง โดยไม่เป็นธรรม การทำ
อุโบสถเห็นปานนั้นไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต
ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใด เป็นวรรคโดยธรรม การทำอุโบสถเห็น
ปานนั้นไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต
ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใดที่พร้อมเพรียงโดยธรรม การทำอุโบสถ
เห็นปานนั้นควรทำ และเราก็อนุญาต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละพวกเธอพึงทำในใจว่า จักทำอุโบสถกรรมชนิดที่
พร้อมเพรียงโดยธรรม ดังนี้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
.......................................................................................
6
มหาราหุโลวาทสูตร ๑๓/๑๒๖
ทรงให้พระราหุลทำใจเหมือน ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศธาตุ
(การพิจารณาธาตุทั้ง ๕ )
(พระสูตรเต็ม)
๑. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนแผ่นดินเถิด
เพราะเมื่อเธอทำจิตให้เหมือนแผ่นดินเป็นประจำอยู่เสมอแล้ว เมื่อกระทบอารมณ์ ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ดี อารมณ์เหล่านั้นจะไม่สามารถทำให้จิตใจหวั่นไหวได้ เปรียบเสมือนคนทั้งหลาย ทิ้งสิ่งของที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ถ่ายอุจจาระ รดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง บ้วนน้ำลายรดบ้าง เทสิ่งของสกปรกอื่น ลงบ้าง ลงที่แผ่นดิน แต่แผ่นดินจะอึดอัดระอา หรือรังเกียจด้วยสิ่งของนั้น ๆ ก็หาไม่ ฉันใด ?
ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เสมอแผ่นดินฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอทำจิตให้เหมือน แผ่นดินอยู่ เมื่อมีการกระทบกับอารมณ์เกิดขึ้น ความรักหรือความชัง ก็จะไม่สามารถ ครอบงำจิตเธอได้ฉันนั้น
๒. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนน้ำเถิด
เมื่อเธอทำจิตให้เหมือนน้ำแล้วจะไม่เกิดความชอบหรือความชัง ครอบงำจิตได้...
๓. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนไฟเถิด
เพราะไฟนั้น เมื่อมีผู้ทิ้งของ สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ทิ้งอุจจาระ ปัสสาวะบ้างฯ
ไฟจะรู้สึกอึดอัดระอาหรือรังเกียจด้วยสิ่งนั้น ๆ ก็หาไม่ ฉันใด ?...
๔. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนลมเถิด
เพราะลมนั้นย่อมพัดไปถูกต้องของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้าง พัดถูกอุจจาระ ปัสสาวะบ้างฯ ลมจะรู้สึกอึดอัดระอาหรือรังเกียจต่อสิ่งเหล่านั้นก็หาไม่ ฉันใด ?...
๕. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนอากาศ(ธาตุ)เถิด
เพราะอากาศนั้นไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ฉันใด ? ...
..................................................................................
7
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๙ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๕๐-๑๕๒
พระสูตรเต็ม P2073
อภยสูตร (ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุมีปัจจัย)
ปุรณกัสสป กล่าวว่า
เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความรู้ เพื่อความเห็น
ความรู้ ความเห็น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ดังนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสกับ อภัยราชกุมาร ว่า
เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุ มีปัจจัย
เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความรู้ เพื่อความเห็น
ความรู้ ความเห็น มีเหตุ มีปัจจัย
ดูกรราชกุมาร
สมัยใดบุคคลฟุ้งซ่านด้วย กามราคะ และไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
แม้ข้อนี้แล ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุ มีปัจจัย ด้วยประการฉะนี้
..................................................................................
8
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓
ภิกขุนีวิภังค์ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
พระสูตรเต็ม P2504
ปาราชิก 8 (อาบัติหนักของภิกษุณี)
(ภิกษุและภิกษุณี)
1.เสพเมถุน มีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุรุษหรือสัตว์
2.ลักทรัพย์ ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ (ขโมย)
3.ฆ่ามนุษย์ พรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือจ้างวานฆ่า
4.อวดอุตตริมนุสสธรรม โอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีจริงในตน
(เฉพาะภิกษุณี)
5.อุพภชานุมัณฑลิกา กำหนัดยินดีในการจับต้องลูบคลำ จากบุรุษ
6.ปกปิดปาราชิก รู้ว่าภิกษุณีอื่นต้องปาราชิก แต่ปกปิดไม่แจ้งสงฆ์
7.อุกขิตตานุวัตติกา ประพฤติตามภิกษุที่สงฆ์ประกาศคว่ำบาตร
8.ร่วมคณะประพฤติเสีย ประพฤติไม่เหมาะสม เช่นจับมือ จับชายสังฆาฏิ ประพฤติเชิง ชู้สาว
หากภิกษุณีต้องอาบัติข้อใดข้อหนึ่งใน 8 ข้อนี้ ถือว่าเป็น "อสังวาส" คือไม่สามารถ อยู่ร่วม หรือนับเป็น ภิกษุณีได้อีกต่อไป และไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้
....................................................................................
9
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ ข้อ[๓๓]-[๓๗] หน้า ๔๙
มหาวิภังค์ ภาค ๑
สิกขาบทวิภังค์ (ขยายความเรื่องเสพเมถุนธรรม)
ที่ชื่อว่า เมถุนธรรม มีอธิบายว่า ธรรมของอสัตบุรุษ ประเพณีของชาวบ้าน มรรยาทของ คนชั้นต่ำ ธรรมอันชั่วหยาบ ธรรมอันมีน้ำเป็นที่สุด กิจที่ควรซ่อนเร้น ธรรมอันคน
เป็นคู่ๆ พึงประพฤติร่วมกัน นี้ชื่อว่า เมถุนธรรม
ที่ชื่อว่า เสพ ความว่า ภิกษุใดสอดนิมิต เข้าไปทางนิมิต สอดองค์กำเนิด เข้าไปทาง องค์กำเนิด โดยที่สุดแม้ชั่วเมล็ดงา ภิกษุนั้นชื่อว่า เสพ
คำว่า โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ความว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรม แม้ในสัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร จะกล่าวไปไยในหญิง มนุษย์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย
คำว่า เป็นปาราชิก ความว่า บุรุษถูกตัดศีรษะแล้ว ไม่อาจมีสรีระคุมกันนั้นเป็นอยู่ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสพเมถุนธรรมแล้วย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อ สายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก
บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้น ไม่มีร่วมกับภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้
| |
ai
นิมิต/องค์กำเนิด หมายถึง อวัยวะเพศ
การล่วงละเมิด ท่านเน้นที่การ "สอดใส่" เป็นหลัก
เกณฑ์การตัดสิน แม้จะสอดใส่เข้าไปเพียงนิดเดียว "ชั่วเมล็ดงา" ก็ถือว่าความผิดนั้นสำเร็จเป็น "ปาราชิก" ทันที
ทำไมต้องละเอียดขนาดนี้?
ในสมัยพุทธกาล เวลาจะตัดสินโทษทางวินัย (ซึ่งโทษปาราชิกคือการขาดจากความเป็นพระ) จำเป็นต้องมีบรรทัดฐานที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการเลี่ยงบาลี หรือถกเถียงกันว่า "เข้าไม่ลึก" หรือ "แค่นิดเดียว" พระธรรมวินัยจึงระบุไว้ชัดเจนว่า แค่สัมผัสล่วงล้ำเข้าไปเพียงชั่วเมล็ดงา ก็ถือว่า ขาดจากความเป็นพระ
พระบัญญัติครอบคลุมถึง
มนุษย์ - ทั้งเพศหญิง เพศชาย และบัณเฑาะก์ (ผู้ที่มีเพศไม่ชัดเจนหรือเพศที่สาม)
อมนุษย์ - เช่น ยักษ์ เปรต หรือเทวดา
สัตว์เดรัจฉาน - ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวเมีย หรือตัวผู้
ซากศพ - แม้จะเป็นการเสพกับศพที่ยังไม่เน่าเปื่อยเกินไป ก็ถือเป็นปาราชิก
เกณฑ์การตัดสิน
ทางที่เสพ - การสอดใส่เข้าทางทวารหนัก ทวารเบา (อวัยวะเพศ) หรือทางปาก
ความลึก - เพียงแค่ส่วนหัวของอวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไป "ชั่วเมล็ดงา" ก็ถือว่าอาบัติสำเร็จทันที
เจตนา - ต้องมีความยินดีหรือความกำหนัดในขณะที่เกิดการสอดใส่นั้น
(พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ คลิก ) |
....................................................................................
10
มหาตัณหาสังขยสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๒ (สุตตันตปิฎก) ข้อ [๔๔๕]
พระสูตรเต็ม P1530
วิญญาณทั้ง ๖ เกิดได้อย่างไร มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ
วิญญาณอาศัย ตา และรูป จึงเกิดวิญญาณทางตา
ตาและรูป จึงเป็นเหตุเกิดของ จักษุวิญญาณ (วิญญาณดวงที่ 1)
วิญญาณอาศัย หู และเสียง จึงเกิดวิญญาณทางหู
หูและเสียง จึงเป็นเหตุเกิดของ โสตวิญญาณ (วิญญาณดวงที่ 2)
วิญญาณอาศัย จมูก และกลิ่น จึงเกิดวิญญาณจมูก
จมูกและกลิ่น จึงเป็นเหตุเกิดของ ฆานวิญญาณ (วิญญาณดวงที่ 3)
วิญญาณอาศัย ลิ้น และรส จึงเกิดวิญญาณทางลิ้น
ลิ้นและรส จึงเป็นเหตุเกิดของ ชิวหาวิญญาณ (วิญญาณดวงที่ 4)
วิญญาณอาศัย กาย และสัมผัสทางกาย จึงเกิดวิญญาณทางกาย
กายและการสัมผัส จึงเป็นเหตุเกิดของ กายะวิญญาณ (วิญญาณดวงที่ 5)
วิญญาณอาศัย ใจ และธรรมารมณ์ จึงเกิดวิญญาณใจ
ใจ และธรรมารมณ์ จึงเป็นเหตุเกิดของ มโนวิญญาณ (วิญญาณดวงที่ 6)
อุปมาเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ
ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้ (ไฟชนิดที่ 1)
ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า (ไฟชนิดที่ 2)
ไฟอาศัยหญ้า ติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า (ไฟชนิดที่ 3)
ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟโคมัย (ไฟชนิดที่ 4)
ไฟอาศัยแกลบติดขึ้นก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ (ไฟชนิดที่ 5)
ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ (ไฟชนิดที่ 6)
(วิญญาณทีชื่อต่างกัน อุปมาเหมือนไฟที่มีชื่อต่างกัน มีเชื้อต่างกัน)
....................................................................................
11
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๙๑
(ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้)
ปริญญาในควาหมายของพระพุทธเจ้า
[๓๖๙] พระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกะท่านพระราธะว่า ดูกรราธะ เราจักแสดง ปริญเญยยธรรม ธรรมอันบุคคลควรกำหนดรู้ ปริญญาความกำหนดรู้ และปริญญาตาวี บุคคล บุคคล ผู้กำหนดรู้ เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว. ท่านพระราธะ รับพระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคแล้ว.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรราธะ ปริญเญยยธรรมเป็นไฉน? ดูกรราธะ รูปแลเป็น ปริญเญยยธรรม เวทนาเป็นปริญเญยยธรรม สัญญาเป็นปริญเญยยธรรม สังขารเป็นปริญเญยยธรรม วิญญาณเป็นปริญเญยยธรรม.
ดูกรราธะ ธรรมเหล่านี้เรากล่าวว่า ปริญเญยยธรรม
ดูกรราธะ ปริญญาเป็นไฉน? ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ. นี้เรากล่าวว่าปริญญา.
ดูกรราธะ ปริญญาตาวีบุคคลเป็นไฉน? ผู้ที่เขาพึงเรียกกันว่า พระอรหันต์ คือ ท่านผู้มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้. ดูกรราธะ ผู้นี้เรากล่าวว่าปริญญาตาวีบุคคล.
.................................................................................
12
อัสสาทสูตรที่ ๑ พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ ข้อ ๕๙
อัสสาทสูตร ว่าด้วยคุณของขันธ์
ถ้าหาก อัสสาทะ (รสอร่อย) ของรูป จักไม่ได้มีอยู่ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่กำหนัดยินดีในรูป
แต่เพราะเหตุที่อัสสาทะของรูปมีอยู่
สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดยินดีในรูป
ถ้าหาก อาทีนพ (โทษ) ของรูปจักไม่ได้มีอยู่
สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่เบื่อหน่ายในรูป
แต่เพราะเหตุที่อาทีนพของรูปมีอยู่
สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป
ถ้าหาก นิสสรณะ (อุบายเครื่องออก) ของรูปจักไม่ได้มีอยู่ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่ออกไปพ้นจากรูป
แต่เพราะเหตุที่ นิสสรณะจากรูปมีอยู่
สัตว์ทั้งหลายจึงออกไปพ้นได้จากรูป
(ในเรื่อง เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณ ก็ตรัสทำนองเดียวกัน)
...............................................................................
13
สมาธิสูตร พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๓-๑๔ P1921
การเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ การดับแห่งกองทุกข์
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์
บุคคลย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่ง รูป
เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ความยินดีก็เกิดขึ้น
ความยินดีในรูปนั่น เป็นอุปาทาน
เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
การดับแห่งกองทุกข์
เมื่อไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป
ความยินดีในรูปย่อมดับไป เพราะความยินดีนั้นดับไป
อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
...............................................................................
14
(มหาจัตตารีสกสูตร ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๔ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๔๕)
P420
สาสวะ กับ อนาสวะ
สาสวะ (เป็นสัมมาทิฏฐิของปุถุชน)
เป็น สัมมาทิฐิของ ภิกษุผู้ยังไม่เป็นอริยะ เรียกว่าเป็น มิจฉาทิฐิที่เป็น สาสวะ คือยังไม่ ประเสริฐ ยังหวังบุญ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลแก่ขันธ์ เป็นสัมมาทิฐิเบื้องต้น จิตยัง แสวงหาที่พึ่ง จึงเชื่อการบวงสรวง เชื่อเรื่องทาน โลกนี้โลกหน้า ทำบญแล้วไปเกิดเป็นเทวดา
อนาสวะ (เป็นสัมมาทิฏฐิของอริยบุคคล)
เป็น สัมมาทิฐิของ ภิกษุผู้อริยะ เรียกว่าเป็น สัมมาทิฐิ ที่เป็น อนาสวะ เป็นโลกุตตระ เมื่อปฏิบัติ ข้อใดแล้ว มรรคองค์อื่นๆที่เหลืออีก ๗ ก็เป็นบริวารห้อมล้อม เช่นสัมมาสมาธิ เป็น องค์มรรค (ประธาน) ก็จะห้อมล้อมคล้อยตามด้วยมรรคที่เหลือ อีก ๗ องค์
เดินมรรคแบบ สาสวะ เช่นการทำบุญตักบาตร เพื่อหวังสร้างบุญสร้างกุศล หรือผลอานิสงส์ แห่งบุญ เกิดชาติหน้าจะได้เป็นเทวดาตามความเชื่อที่บอกต่อกันมา นี้เป็นสัมมาทิฏฐิเบื้องต้น เป็นก้าวแรกของการเข้ามาสู่พุทธศาสนาเพื่อสร้างความศรัทธา น้อมใจให้เกิดการปฏิบัติธรรม ที่สูงขึ้น เป็นการเดินมรรคแบบปุถุชนคนทั่วไป (ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ)
เดินมรรคแบบ อนาสวะ หรือแบบอริยบุคคล เป็นการเดินมรรคแบบเข้าเป้าตรงประเด็น ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุ เช่นพยายามละกามคุณ หรือละความพอใจเพลิดเพลิน อันเกิดจากผัสสะที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย เช่นตาเห็นรูป แล้วเพลินพอใจกับรูปที่เห็น หรือพอใจกับเสียงที่ได้ยิน ฯลฯ นี่คือรสอร่อย (อัสสาทะ) ของ กาม ที่ภิกษุ ต้องปล่อยวางความพอใจเหล่านั้น เพราะมีโทษ(อาทีนวะ) เมื่อปล่อยวางบ่อยขึ้นก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตก็จะหลุดพ้น (หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น) การเดินมรรคแบบนี้
แตกต่างกับการทำบุญถวายทานของปุถุชนคนทั่วไปที่เป็นแค่เบื้องต้น และยังต้องใช้เวลา เพาะบ่ม กว่าจะเห็นโทษของกาม จนถึงกับปล่อยวางและละได้
...............................................................................
15
สังโยชนสูตร ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก หน้าที่ ๓๑๒-๓๑๔
P647
จิตตคฤหบดี (เอตทัคคะฝ่ายธรรมกถึก)
สนทนาธรรมเรื่องสังโยชน์กับภิกษุเถระด้วยอุปมาอันแยบคาย
ขณะนั้น ภิกษุเถระกำลังถกเถียงกันว่า
สังโยชน์ (เครื่องผูก) กับ สังโยชนียธรรม (สิ่งอันเป็นที่ตั้งของสังโยชน์) เหมือนหรือ ต่างกันอย่างไร
จิตตคฤหบดีขอโอกาสแสดงความเห็น
จิตตคหบดีได้แสดงปัญญาโดยยกอุปมาเรื่อง "โคดำกับโคขาว" ขึ้นมาอธิบาย (โคดำกับโคขาวถูกผูกด้วยเชือกเส้นเดียวกัน เชือกไม่ได้ผูกโคดำเพราะโคขาว และไม่ได้ผูกโคขาวเพราะโคดำ แต่เชือกนั้นแหละผูกโคทั้งสองไว้ด้วยกัน)
ท่านสรุปให้พระเถระฟังว่า
จักษุ (ตา) ไม่ใช่สังโยชน์
รูป ก็ไม่ใช่สังโยชน์
แต่ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ (ฉันทราคะ) ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตา กับรูป ต่างหาก ที่เป็นสังโยชน์ (เช่นเดียวกับ หู-เสียง, จมูก-กลิ่น, ลิ้น-รส, กาย-สัมผัส, ใจ-ธรรมารมณ์)
อุปมาเปรียบเหมือน โคดำตัวหนึ่ง โคขาวตัวหนึ่ง เขาผูกด้วยเชือกเส้นเดียวกัน ผู้ใดแลพึงกล่าว อย่างนี้ว่า โคดำติดกับโคขาว โคขาวติดกับโคดำ ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่า กล่าวถูกละหรือ
เพราะโคดำไม่ติดกับโคขาว แม้โคขาวก็ไม่ติดกับโคดำ
เชือกที่ผูกโคทั้งสองนั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องผูก (ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ)
จักษุไม่ติดกับรูป รูปไม่ติดกับจักษุ
ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยจักษุและรูป ชื่อว่าเป็นเครื่องติด
หูไม่ติดกับเสียง เสียงไม่ติดกับหู
ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยหูและเสียง ชื่อว่าเป็นเครื่องติด
จมูกไม่ติดกับกลิ่น กลิ่นไม่ติดกับจมูก
ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ชื่อว่าเป็นเครื่อง ติด
ลิ้นไม่ติดกับรส รสไม่ติดกับลิ้น
ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยลิ้นและรส ชื่อว่าเป็นเครื่องติด
กายไม่ติดกับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่ติดกับกาย
ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะกายและโผฏ ชื่อว่าเป็นเครื่องติด
ใจไม่ติดกับธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ไม่ติดกับใจ
ฉันทราคะที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยใจและธรรมารมณ ชื่อว่าเป็นเครื่องติด
เปรียบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็น โคดำ
เปรียบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ เป็น โคขาว
เปรียบ เชือก หรือ สายเชือกผูกสอดจมูก เป็น ฉันทราคะ
หลังแสดงความเห็นด้วยอุปมานี้เสร็จ พระเถระทั้งหลายต่างพากันชื่นชมและอนุโมทนา ในปัญญาอันแตกฉานของท่าน
(จิตตคฤหบดีชาวเมืองมัจฉิกสัณฑะ ได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าว่าผู้ยอดเยี่ยม ฝ่ายธรรมกถึก หรือแสดงธรรมได้ยอดเยี่ยม และเป็นหนึ่ง ใน เอตทัคคะจาก 74 ท่าน)
...............................................................................
16
...............................................................................
17
.............................................................................
18
................................................................................
19
..............................................................................
20
...............................................................................
21
...............................................................................
22
...............................................................................
23
...............................................................................
24
...............................................................................
25
...............................................................................
26
...............................................................................
27
...............................................................................
28
.............................................................................
29
...............................................................................
30
...............................................................................
31
............................................................................
32
...............................................................................
35
...............................................................................
37
...............................................................................
38
...............................................................................
39
...............................................................................
40
...............................................................................
42
...............................................................................
43
...............................................................................
44
...............................................................................
45
...............................................................................
46
...............................................................................
47
...............................................................................
48
...............................................................................
49
...............................................................................
50
|