เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่ พุทธวจน คำสอนของพระศาสดา คำสอนตถาคต รวมพระสูตรสำคัญ อนาคามี เว็บไซต์เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า
    พระสูตรสั้น พระสูตรโดยย่อ
ค้นหาคำที่ต้องการ        

  พระสูตรสั้น ชุด 18
S17-01 อะไรหนอเป็นอนิจจัง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา /อะไรหนอเป็นอนิจธรรม เป็นทุกขธรรม เป็นอัตตธรรม
S17-02 พิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ ย่อมเข้าสู่สัมมัตตนิยาม
S17-03 สิกขาบทของสามเณร มี ๑๐
S17-04 วันอุโบสถ มี ๒
S17-05 การทำอุโบสถ ๔ อย่าง
S17-06 ทรงให้พระราหุลทำใจเหมือน ดิน น้ำ ไฟ ลม (การพิจารณาธาตุทั้ง ๕ ) ความรัก หรือความชัง ก็ไม่อาจครอบงำจิตเธอได้
S17-07 อภยสูตร (ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุมีปัจจัย)
S17-08 ปาราชิก 8 คืออาบัติหนักที่สุดของ ภิกษุณี (ต้องออกจากความเป็นภิกษุณี)
S17-09 สิกขาบทวิภังค์ ขยายความเรื่องเสพเมถุนธรรม ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ถือว่าเป็นปาราชิก
S17-10  
 
S17-11  
S17-12  
S17-13  
S17-14  
S17-15  
S17-16  
S17-17  
S17-18  
S17-19  
S17-20  
 
S17-21  
S17-22  
S17-23  
S17-24  
S17-25  
S17-26  
S17-27  
S17-28  
S17-29  
S17-30  
 
S17-31  
S17-32  
S17-33  
S17-34  
S17-35  
S17-36  
S17-37  
S17-38  
S17-39  
S17-40  
 
S17-41  
S17-42  
S17-43  
S17-44  
S17-45  
S17-46  
S17-47  
S17-48  
S17-49  
S17-50  
 
Next 19
 


1

อะไรหนอเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา
อะไรหรอเป็นอนิจธรรม เป็นทุกขธรรม เป็นอัตตธรรม


พระนครสาวัตถี. ท่านพระราธะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า

อะไรหนอเป็น อนิจจัง (ขันธ์๕)
รูปเป็นอนิจจัง เวทนาเป็นอนิจจัง สัญญาเป็น อนิจจัง สังขารเป็นอนิจจัง วิญญาณ เป็นอนิจจัง

อะไรหนอเป็น อนิจจธรรม(กฎธรรมชาติ)
รูปเป็นอนิจจธรรม เวทนาเป็นอนิจจธรรม สัญญาเป็นอนิจจธรรม สังขารเป็น อนิจจธรรม

อะไรหนอเป็น ทุกข์ (ขันธ์๕)
รูปเป็นทุกข์ เวทนาเป็นทุกข์ สัญญาเป็นทุกข์ สังขารเป็นทุกข์ วิญญาณเป็นทุกข์

อะไรหนอเป็น ทุกขธรรม (กฎธรรมชาติ)
รูปเป็นทุกขธรรม เวทนาเป็นทุกขธรรม สัญญาเป็นทุกขธรรม สังขาร เป็นทุกขธรรม วิญญาณเป็นทุกขธรรม

อะไรหนอเป็น อนัตตา (ขันธ์๕)
รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณ เป็นอนัตตา

อะไรหนอเป็น อนัตตธรรม (กฎธรรมชาติ)
รูปเป็นอนัตตธรรม เวทนาเป็นอนัตตาธรรม สัญญาเป็นอนัตตธรรม สังขารเป็นอนัตตธรรม วิญญาณเป็นอนัตตธรรม

อนิจจสูตร/อนิจจธัมมสูตร/ทุกขสูตร/ทุกขธัมสูตร/อนัตตาสูตร/อนัตตธัมมสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๗ สุตตันตปิฎก หน้า ๑๙๙-๒๐๐

.......................................................................................
2
สาวัตถีนิทานบริบูรณ์ ฉบับหลวง เล่มที่ ๓๑ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๓๕๖

พิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ ย่อมเข้าสู่สัมมัตตนิยาม

๑ โดยความเป็นของไม่เที่ยง
๒ เป็นทุกข์
๓ เป็นโรค
๔ เป็นดังหัวฝี
๕ เป็นดังลูกศร
๖ เป็นความลำบาก
๗ เป็นอาพาธ
๘ เป็นอย่างอื่น
๙ เป็นของชำรุด
๑๐ เป็นเสนียด

๑๑ เป็นอุบาทว์
๑๒ เป็นภัย
๑๓ เป็นอุปสรรค
๑๔ เป็นความหวั่นไหว
๑๕ เป็นของผุพัง
๑๖ เป็นของไม่ยั่งยืน
๑๗ เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน
๑๘ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน
๑๙ เป็นของไม่เป็นที่พึ่ง
๒๐ เป็นของว่าง

๒๑ เป็นของเปล่า
๒๒ เป็นของสูญ
๒๓ เป็นอนัตตา
๒๔ เป็นโทษ
๒๕ เป็นของมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
๒๖ เป็นของหาสาระมิได้
๒๗ เป็นมูลแห่งความลำบาก
๒๘ เป็นดังเพชฌฆาต
๒๙ เป็นความเสื่อมไป
๓๐ เป็นของมีอาสวะ

๓๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง
๓๒ เป็นเหยื่อแห่งมาร
๓๓ เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา
๓๔ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา
๓๕ เป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา
๓๖ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา
๓๗ เป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา
๓๘ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา
๓๙ เป็นของมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา
๔๐ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา



.......................................................................................
3

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ หน้าที่ ๑๓๕-๑๓๙

สิกขาบทของสามเณร

             [๑๒๐] ครั้งนั้น สามเณรทั้งหลาย ได้มีความดำริว่า สิกขาบทของพวกเรา มีเท่าไรหนอแล และพวกเราจะต้องศึกษาในอะไร

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ แก่สามเณรทั้งหลาย และให้สามเณรทั้งหลายศึกษาในสิกขาบท ๑๐ นั้น คือ

๑. เว้นจากการทำสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป
๒. เว้นจากถือเอาพัสดุอันเจ้าของมิได้ให้
๓. เว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
๔. เว้นจากการกล่าวเท็จ
๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นที่เป็นข้าศึก
๘. เว้นจากการทัดทรงตกแต่งด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้อันเป็นฐาน แห่งการแต่งตัว
๙. เว้นจากที่นั่งและที่นอนอันสูงและใหญ่
๑๐. เว้นจากการรับทองและเงิน

             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสิกขาบท ๑๐ นี้ แก่สามเณรทั้งหลาย และให้สามเณรทั้งหลายศึกษาในสิกขาบท ๑๐ นี้

.......................................................................................
4
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑-๑๘๒

วันอุโบสถ ๒

            [๑๖๖] ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า วันอุโบสถมีเท่าไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

            พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

             ดูกรภิกษุทั้งหลายวันอุโบสถนี้ มี ๒ คือ
อุโบสถมีในวัน ๑๔ ค่ำ
อุโบสถมีในวัน ๑๕ ค่ำ


            ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันอุโบสถ ๒ นี้แล

.......................................................................................
5

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๘๑-๑๘๒

การทำอุโบสถ ๔ อย่าง

            ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายได้มีความปริวิตกว่า การทำอุโบสถมีเท่าไรหนอแล แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย การทำอุโบสถนี้มี ๔ คือ
๑.การทำอุโบสถเป็นวรรค โดยไม่เป็นธรรม
๒.การทำอุโบสถพร้อมเพรียงโดยไม่เป็นธรรม
๓.การทำอุโบสถ เป็นวรรคโดยธรรม
๔.การทำอุโบสถพร้อมเพรียงโดยธรรม

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใดเป็นวรรค โดยไม่เป็นธรรม การทำอุโบสถเห็นปานนั้น ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต

            ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใด ที่พร้อมเพรียง โดยไม่เป็นธรรม การทำ อุโบสถเห็นปานนั้นไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต

            ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใด เป็นวรรคโดยธรรม การทำอุโบสถเห็น ปานนั้นไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต

            ในการทำอุโบสถ ๔ อย่างนั้น การทำอุโบสถนี้ใดที่พร้อมเพรียงโดยธรรม การทำอุโบสถ เห็นปานนั้นควรทำ และเราก็อนุญาต

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละพวกเธอพึงทำในใจว่า จักทำอุโบสถกรรมชนิดที่ พร้อมเพรียงโดยธรรม ดังนี้

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.


.......................................................................................
6
มหาราหุโลวาทสูตร ๑๓/๑๒๖

ทรงให้พระราหุลทำใจเหมือน ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศธาตุ
(การพิจารณาธาตุทั้ง ๕ )
(พระสูตรเต็ม)

๑. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนแผ่นดินเถิด
เพราะเมื่อเธอทำจิตให้เหมือนแผ่นดินเป็นประจำอยู่เสมอแล้ว เมื่อกระทบอารมณ์ ที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจก็ดี อารมณ์เหล่านั้นจะไม่สามารถทำให้จิตใจหวั่นไหวได้ เปรียบเสมือนคนทั้งหลาย ทิ้งสิ่งของที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ถ่ายอุจจาระ รดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง บ้วนน้ำลายรดบ้าง เทสิ่งของสกปรกอื่น ลงบ้าง ลงที่แผ่นดิน แต่แผ่นดินจะอึดอัดระอา หรือรังเกียจด้วยสิ่งของนั้น ๆ ก็หาไม่ ฉันใด ?

ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เสมอแผ่นดินฉันนั้นแล เพราะเมื่อเธอทำจิตให้เหมือน แผ่นดินอยู่ เมื่อมีการกระทบกับอารมณ์เกิดขึ้น ความรักหรือความชัง ก็จะไม่สามารถ ครอบงำจิตเธอได้ฉันนั้น

๒. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนน้ำเถิด
เมื่อเธอทำจิตให้เหมือนน้ำแล้วจะไม่เกิดความชอบหรือความชัง ครอบงำจิตได้...

๓. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนไฟเถิด
เพราะไฟนั้น เมื่อมีผู้ทิ้งของ สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ทิ้งอุจจาระ ปัสสาวะบ้างฯ
ไฟจะรู้สึกอึดอัดระอาหรือรังเกียจด้วยสิ่งนั้น ๆ ก็หาไม่ ฉันใด ?...

๔. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนลมเถิด
เพราะลมนั้นย่อมพัดไปถูกต้องของสะอาดบ้างไม่สะอาดบ้าง พัดถูกอุจจาระ ปัสสาวะบ้างฯ ลมจะรู้สึกอึดอัดระอาหรือรังเกียจต่อสิ่งเหล่านั้นก็หาไม่ ฉันใด ?...

๕. ราหุล ! เธอจงทำจิตให้เหมือนอากาศ(ธาตุ)เถิด
เพราะอากาศนั้นไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ฉันใด ? ...

..................................................................................
7
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๙ สุตตันตปิฎก หน้าที่ ๑๕๐-๑๕๒

พระสูตรเต็ม P2073

อภยสูตร (ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุมีปัจจัย)

ปุรณกัสสป กล่าวว่า
เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย
เหตุไม่มี ปัจจัยไม่มี เพื่อความรู้ เพื่อความเห็น
ความรู้ ความเห็น ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ดังนี้

พระผู้มีพระภาคตรัสกับ อภัยราชกุมาร ว่า
เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุ มีปัจจัย
เหตุมี ปัจจัยมี เพื่อความรู้ เพื่อความเห็น
ความรู้ ความเห็น มีเหตุ มีปัจจัย

ดูกรราชกุมาร
สมัยใดบุคคลฟุ้งซ่านด้วย กามราคะ และไม่รู้ ไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออก
แม้ข้อนี้แล ก็เป็นเหตุ เป็นปัจจัย เพื่อความไม่รู้ เพื่อความไม่เห็น
ความไม่รู้ ความไม่เห็น มีเหตุ มีปัจจัย ด้วยประการฉะนี้



..................................................................................
8
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
พระสูตรเต็ม
P2504

ปาราชิก 8 (อาบัติหนักของภิกษุณี)

(ภิกษุและภิกษุณี)
1.เสพเมถุน มีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุรุษหรือสัตว์
2.ลักทรัพย์ ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ (ขโมย)
3.ฆ่ามนุษย์ พรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือจ้างวานฆ่า
4.อวดอุตตริมนุสสธรรม โอ้อวดคุณวิเศษที่ไม่มีจริงในตน

(เฉพาะภิกษุณี)
5.อุพภชานุมัณฑลิกา กำหนัดยินดีในการจับต้องลูบคลำ จากบุรุษ
6.ปกปิดปาราชิก รู้ว่าภิกษุณีอื่นต้องปาราชิก แต่ปกปิดไม่แจ้งสงฆ์
7.อุกขิตตานุวัตติกา ประพฤติตามภิกษุที่สงฆ์ประกาศคว่ำบาตร
8.ร่วมคณะประพฤติเสีย ประพฤติไม่เหมาะสม เช่นจับมือ จับชายสังฆาฏิ ประพฤติเชิง ชู้สาว

หากภิกษุณีต้องอาบัติข้อใดข้อหนึ่งใน 8 ข้อนี้ ถือว่าเป็น "อสังวาส" คือไม่สามารถ อยู่ร่วม หรือนับเป็น ภิกษุณีได้อีกต่อไป และไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้



....................................................................................
9
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ ข้อ[๓๓]-[๓๗] หน้า ๔๙
มหาวิภังค์ ภาค ๑

สิกขาบทวิภังค์ (ขยายความเรื่องเสพเมถุนธรรม)

ที่ชื่อว่า เมถุนธรรม มีอธิบายว่า ธรรมของอสัตบุรุษ ประเพณีของชาวบ้าน มรรยาทของ คนชั้นต่ำ ธรรมอันชั่วหยาบ ธรรมอันมีน้ำเป็นที่สุด กิจที่ควรซ่อนเร้น ธรรมอันคน เป็นคู่ๆ พึงประพฤติร่วมกัน นี้ชื่อว่า เมถุนธรรม

ที่ชื่อว่า เสพ ความว่า ภิกษุใดสอดนิมิต เข้าไปทางนิมิต สอดองค์กำเนิด เข้าไปทาง องค์กำเนิด โดยที่สุดแม้ชั่วเมล็ดงา ภิกษุนั้นชื่อว่า เสพ

คำว่า โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ความว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรม แม้ในสัตว์ ดิรัจฉานตัวเมีย ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อสายศากยบุตร จะกล่าวไปไยในหญิง มนุษย์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย

คำว่า เป็นปาราชิก ความว่า บุรุษถูกตัดศีรษะแล้ว ไม่อาจมีสรีระคุมกันนั้นเป็นอยู่ ชื่อแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เสพเมถุนธรรมแล้วย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นเชื้อ สายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก

บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่า สังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้น ไม่มีร่วมกับภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้

 

ai
นิมิต/องค์กำเนิด
หมายถึง อวัยวะเพศ
การล่วงละเมิด ท่านเน้นที่การ "สอดใส่" เป็นหลัก
เกณฑ์การตัดสิน แม้จะสอดใส่เข้าไปเพียงนิดเดียว "ชั่วเมล็ดงา" ก็ถือว่าความผิดนั้นสำเร็จเป็น "ปาราชิก" ทันที

ทำไมต้องละเอียดขนาดนี้?
ในสมัยพุทธกาล เวลาจะตัดสินโทษทางวินัย (ซึ่งโทษปาราชิกคือการขาดจากความเป็นพระ) จำเป็นต้องมีบรรทัดฐานที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการเลี่ยงบาลี หรือถกเถียงกันว่า "เข้าไม่ลึก" หรือ "แค่นิดเดียว" พระธรรมวินัยจึงระบุไว้ชัดเจนว่า แค่สัมผัสล่วงล้ำเข้าไปเพียงชั่วเมล็ดงา ก็ถือว่า ขาดจากความเป็นพระ

พระบัญญัติครอบคลุมถึง
มนุษย์ - ทั้งเพศหญิง เพศชาย และบัณเฑาะก์ (ผู้ที่มีเพศไม่ชัดเจนหรือเพศที่สาม)
อมนุษย์ - เช่น ยักษ์ เปรต หรือเทวดา
สัตว์เดรัจฉาน - ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวเมีย หรือตัวผู้
ซากศพ - แม้จะเป็นการเสพกับศพที่ยังไม่เน่าเปื่อยเกินไป ก็ถือเป็นปาราชิก

เกณฑ์การตัดสิน
ทางที่เสพ - การสอดใส่เข้าทางทวารหนัก ทวารเบา (อวัยวะเพศ) หรือทางปาก
ความลึก - เพียงแค่ส่วนหัวของอวัยวะเพศล่วงล้ำเข้าไป "ชั่วเมล็ดงา" ก็ถือว่าอาบัติสำเร็จทันที
เจตนา - ต้องมีความยินดีหรือความกำหนัดในขณะที่เกิดการสอดใส่นั้น
(พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ คลิก )


....................................................................................
10



....................................................................................
11


.................................................................................
12



...............................................................................
13



...............................................................................
14



...............................................................................
15



...............................................................................
16



...............................................................................

17


.............................................................................
18


................................................................................
19



..............................................................................
20




...............................................................................
21



...............................................................................
22




...............................................................................
23



...............................................................................
24



...............................................................................
25



...............................................................................
26



...............................................................................
27



...............................................................................
28



.............................................................................
29


...............................................................................
30



...............................................................................
31



............................................................................
32



...............................................................................
35



...............................................................................
37



...............................................................................
38



...............................................................................
39



...............................................................................
40



...............................................................................
42 



...............................................................................
43



...............................................................................
44



...............................................................................
45



...............................................................................
46



...............................................................................
47



...............................................................................
48




...............................................................................
49


...............................................................................
50

 



  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           



พุทธวจน ออนไลน์
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย
อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์