25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ข้อ [๙๗๙]- [๙๘๗]
ปริวาร
1)
หมวด ๕
ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น
[๙๗๙] อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕. อนันตริยกรรมมี ๕. บุคคล ที่แน่นอนมี ๕ อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรมมี ๕ ต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อาบัติมี ๕ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย.
ภิกษุไม่เข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองไม่ทำกรรม ๑ ไม่เชิญภิกษุอื่น ๑ ไม่ให้ฉันทะ หรือปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมย่อมคัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรม ๑.
ภิกษุเข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองทำกรรม ๑ เชิญภิกษุอื่น ๑ ให้ฉันทะ หรือ ปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรม ไม่คัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าเป็นธรรม ๑
ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต กิจ ๕ อย่างควร คือไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ฉันเป็นหมู่ได้ ๑ ฉันโภชนะทีหลังได้ ๑ ความไม่ต้องคำนึง ๑ ความไม่ต้องกำหนดหมาย ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะเป็นภิกษุเลวทรามก็ดี จะเป็นภิกษุมีธรรม อันไม่ กำเริบก็ดี ย่อมถูกระแวง ถูกรังเกียจ คือ มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ๑ มีหญิงหม้ายเป็น โคจร ๑ มีสาวเทื้อเป็นโคจร ๑ มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ๑ มีภิกษุณีเป็นโคจร ๑.
น้ำมันมี ๕ คือ น้ำมันงา ๑ น้ำมันเมล็ดพันธุ์ ผักกาด ๑ น้ำมันมะทราง ๑ น้ำมัน ละหุ่ง ๑ น้ำมันเปลวสัตว์ ๑.
น้ำมันเปลวสัตว์หมี ๕ คือ น้ำมันเปลวหมี ๑ น้ำมันเปลวปลา ๑ น้ำมันเปลว ปลาฉลาม ๑ น้ำมันเปลวหมู ๑ น้ำมันเปลวลา ๑.
ความเสื่อมมี ๕ คือ ความเสื่อมญาติ ๑ ความเสื่อมโภคสมบัติ ๑ ความเสื่อม คือโรค ๑ ความเสื่อมศีล ๑ ความเสื่อมทางทิฏฐิ คือ เห็นผิด ๑.
ความถึงพร้อมมี ๕ คือ ความถึงพร้อมแห่งญาติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งโภคสมบัติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค ๑ ความถึงพร้อมแห่งศีล ๑ ความถึงพร้อมแห่งความ เห็นชอบ.
นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์มี ๕ คือ พระอุปัชฌาย์หลีกไป ๑ สึก ๑ ถึงมรณภาพ ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑ สั่งบังคับ ๑.
บุคคล ๕ จำพวกไม่ควรให้อุปสมบท คือ มีกาลบกพร่อง ๑ มีอวัยวะบกพร่อง ๑ มีวัตถุวิบัติ ๑ มีความกระทำเสียหาย ๑ ไม่บริบูรณ์ ๑.
ผ้าบังสุกุลมี ๕ คือ ผ้าตกที่ป่าช้า ๑ ผ้าตกที่ตลาด ๑ ผ้าหนูกัด ๑ ผ้าปลวกกัด ๑ ผ้าถูกไฟไหม้ ๑.
ผ้าบังสุกุลแม้อื่นอีก ๕ คือ
ผ้าที่วัวกัด ๑
ผ้าที่แพะกัด ๑
ผ้าที่ห่มสถูป ๑
ผ้าที่เขาทิ้งใน ที่อภิเษก ๑
ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา ๑.
อวหารมี ๕ คือ
เถยยาวหาร ๑
ปสัยหาวหาร ๑
ปริกัปปาวหาร ๑
ปฏิจฉันนาวหาร ๑
กุสาวหาร ๑.
มหาโจรที่มีปรากฏอยู่ในโลก มี ๕.
ภัณฑะที่ไม่ควรจ่าย มี ๕.
ภัณฑะที่ไม่ควรแบ่ง มี ๕.
อาบัติที่เกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต มี ๕.
อาบัติที่เกิดแต่กายและวาจา มิใช่จิต มี ๕.
อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี มี ๕.
สงฆ์ มี ๕ ปาติโมกขุเทศ มี ๕.
ในชนบทชายแดนทุกแห่ง คณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕
ให้กุลบุตรอุปสมบทได้.
การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ กรรม มี ๕.
อาบัติที่เป็นยาวตติยกา มี ๕.
ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติปาราชิก.
ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ภิกษุไม่ควรบริโภคอกัปปิยวัตถุ ๕ คือ
ของที่เขาไม่ให้ ๑
ไม่ทราบ ๑
เป็นอกัปปิยะ ๑
ยังไม่ได้รับประเคน ๑
ไม่ทำให้เป็นเดน ๑.
ภิกษุควรบริโภคกัปปิยวัตถุ ๕ คือ
ของที่เขาให้ ๑
ทราบแล้ว ๑
เป็นกัปปิยะ ๑
รับประเคนแล้ว ๑
ทำให้เป็นเดน ๑.
การให้ไม่จัดเป็นบุญ แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี ๕ คือ
ให้น้ำเมา ๑
ให้มหรสพ ๑
ให้สตรี ๑
ให้โคผู้ ๑
ให้จิตรกรรม ๑.
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บรรเทาได้ยากมี ๕ คือ
ราคะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑
โทสะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑
โมหะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑
ปฏิภาณบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก๑
จิตที่คิดจะไปบังเกิดแล้ว บรรเทาได้ยาก ๑.
การกวาดมีอานิสงส์ ๕ คือ
จิตของตนเลื่อมใส ๑
จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑
เทวดาชื่นชม ๑
สั่งสมกรรมที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ๑
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑.
การกวาดมีอานิสงส์แม้อื่นอีก ๕ คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑ จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑ เทวดาชื่นชม ๑ เป็นอันทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ๑ ชุมชนมีในภายหลังถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑.
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
2)
ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร
[๙๘๐] พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือไม่กำหนดที่สุด ถ้อยคำของตน ๑ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ ไม่กำหนดถ้อยคำของตน ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ย่อมปรับอาบัติโดยไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑
กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑
กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนทั้งกำหนดที่สุด ถ้อยคำ ของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑
ย่อมปรับอาบัติตามธรรม ๑
ย่อมปรับอาบัติตามปฏิญญา ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติ ๑
ไม่รู้จักมูลของอาบัติ ๑
ไม่รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑
ไม่รู้จักการระงับอาบัติ ๑
ไม่รู้จักทาง ระงับอาบัติ ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติ ๑
รู้จักมูลของ อาบัติ ๑
รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑
รู้จักการระงับอาบัติ ๑
รู้จักทางระงับอาบัติ ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักมูลของอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอธิกรณ์ ๑
รู้จักมูลของ อธิกรณ์ ๑
รู้จักเหตุเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑
รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑
รู้จักข้อปฏิบัติ อันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักวัตถุ ๑
ไม่รู้จักเหตุเค้ามูล ๑
ไม่รู้จักบัญญัติ ๑
ไม่รู้จักอนุบัญญัติ ๑
ไม่รู้จักทางแห่งถ้อยคำ อันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักวัตถุ ๑
รู้จักเหตุ เป็นเค้ามูล ๑
รู้จักบัญญัติ ๑
รู้จักอนุบัญญัติ ๑
รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักญัตติ ๑
ไม่รู้จักตั้งญัตติ ๑
ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๑
ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๑
ไม่รู้จักกาล ๑.
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักญัตติ ๑
รู้จักตั้งญัตติ ๑
ฉลาดในเบื้องต้น ๑
ฉลาดในเบื้องปลาย ๑
รู้จักกาล ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ให้ดี ๑.
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ยึดถือ ใส่ใจ ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี ๑.
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้โดยพิสดาร จำแนกไม่ถูกต้อง สวดไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัย ไม่ถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกถูกต้อง สวดได้คล่องแคล่ว วินิจฉัย ถูกต้องดี โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.
พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติและไม่ใช่อาบัติ ๑
รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
3)
ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่าเป็นต้น
[๙๘๑] ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕ คือ
เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงอยู่ป่า ๑
เป็นผู้ปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอยู่ป่า ๑
เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่านจึงอยู่ป่า ๑
เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงอยู่ป่า ๑ เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงอยู่ป่า ๑.
ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตมี ๕.
ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลมี ๕.
ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้มี ๕.
ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้ามี ๕.
ภิกษุผู้ถืออยู่กลางแจ้งมี ๕.
ภิกษุผู้ถือผ้าสามผืนมี ๕.
ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับมี ๕.
ภิกษุผู้ถือการนั่งมี ๕.
ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้มี ๕.
ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียวมี ๕.
ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังมี ๕.
ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ คือ
เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑
เป็นผู้ปวารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑
เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่าน จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑
เพราะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือการฉัน เฉพาะ ในบาตร ๑
เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความ เป็นแห่ง การฉัน เฉพาะในบาตรมีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงถือการฉันเฉพาะ ในบาตร ๑.
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
4)
ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย
[๙๘๒] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถกรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อาบัติ และ มิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและ อาบัติไม่มี ส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบ และอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถกรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัย คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อาบัติและ มิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติ ไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.
ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบ และอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
5)
โทษในกรรมไม่น่าเลื่อมใสเป็นต้น
[๙๘๓] กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ ๕ คือ ตนเองก็ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลาย ใคร่ครวญแล้วก็ติเตียน ๑ กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑ หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อยเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ๑.
กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้ว ก็สรรเสริญ ๑ กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๑ ไม่หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๑.
กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษแม้อื่นอีก ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ๑ คนบางพวกที่เลื่อมใสแล้วย่อมเป็นอย่างอื่นไป ๑ เขาไม่เป็นอันทำคำสอนของ พระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑.
กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ๑ ผู้ที่เลื่อมใส แล้วย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๑ เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลัง ย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑.
ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑ แสดงธรรมแก่มาตุคาม ด้วยวาจาเกิน ๕-๖คำต้องอาบัติ ๑ เป็นผู้มากด้วยความดำริในกามอยู่ ๑.
ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ คือ เห็นมาตุคาม เนืองๆ ๑ เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้องก็ต้องคุ้นเคย ๑ เมื่อมีความคุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด ๑ เมื่อมีจิตกำหนัดก็หวังข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดี ประพฤติพรหมจรรย์หรือจักต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจักบอกลา สิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
6)
ว่าด้วยพืชและผลไม้
[๙๘๔] พืชมี ๕ ชนิด คือ พืชเกิดจากเหง้า ๑ พืชเกิดจากต้น ๑ พืชเกิดจากข้อ ๑พืชเกิดจากยอด ๑ พืชเกิดจากเมล็ด ๑.
ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะมี ๕ คือ จี้ด้วยไฟ ๑ กรีดด้วยศาสตรา ๑.จิกด้วยเล็บ ๑ ไม่มีเมล็ด ๑ เขาปล้อนเมล็ดออกแล้วเป็นที่ห้า ๑.
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
7)
ว่าด้วยวิสุทธิ ๕
[๙๘๕] วิสุทธิมี ๕ คือ ภิกษุแสดงนิทานแล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๑
แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบทนี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๒
แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๓
แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แสดงอนิยต ๒ แล้วนอกนั้น พึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๔
สวดโดยพิสดารอย่างเดียว เป็นวิสุทธิข้อที่ ๕.
วิสุทธิแม้อื่นอีก ๕ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ ๑ สามัคคีอุโบสถ ๑ ปวารณาเป็นที่ห้า ๑.
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
8)
ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัยเป็นต้น
[๙๘๖] การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕ คือ กองศีลของตนเป็นอันคุ้มครองรักษาดีแล้ว ๑ ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้ ๑ กล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึกโดยสหธรรม ๑ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑.
การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มี ๕
การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มี ๕.
หมวด ๕ จบ
25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
9)
หัวข้อประจำหมวด
[๙๘๗] อาบัติ ๑ กองอาบัติ ๑ วินีตวัตถุ ๑ อนันตริยกรรม ๑ บุคคล ๑ อาบัติมีอันตัดเป็นวินัยกรรม ๑ ต้องอาบัติ ๑ ปัจจัย ๑ ไม่เข้ากรรม ๑ เข้ากรรม ๑ กิจควร ๑ ภิกษุถูกระแวง ๑ น้ำมัน ๑ เปลวมัน ๑ ความเสื่อม ๑ ความเจริญ ๑ ความระงับ ๑
บุคคลไม่ควรให้อุปสมบท ๑ ผ้าบังสุกุลที่ตก ณ ป่าช้า ๑ ผ้าบังสุกุลที่โคกัด ๑ การลัก ๑ โจร ๑ สิ่งของไม่ควรจ่าย ๑ สิ่งของไม่ควรแบ่ง ๑ อาบัติเกิดแต่กาย ๑ เกิดแต่กายและ วาจา ๑ เป็นเทสนาคามินี๑ สงฆ์ ๑ ปาติโมกขุทเทศ ๑ ปัจจันติมชนบท ๑ อานิสงส์กฐิน ๑
กรรม ๑ อาบัติเป็นยาวตติยกา ๑ ปาราชิก ๑ ถุลลัจจัย ๑ ทุกกฏ ๑ ของเป็นอกัปปิยะ ๑ ของเป็นกัปปิยะ ๑ สิ่งที่ให้แล้วไม่เป็นบุญ ๑ สิ่งที่บรรเทาได้ยาก ๑ การกวาด ๑ การกวาดอย่างอื่นอีก ๑ ถ้อยคำ ๑อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ วัตถุ ๑ ญัตติ ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ปาติโมกข์ทั้งสอง ๑ อาบัติเบาและอาบัติเป็นที่แปด ๑
จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ อยู่ป่า ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาต ๑ ทรงผ้าบังสุกุล ๑ อยู่โคนไม้ ๑ อยู่ป่าช้า ๑ อยู่ที่แจ้ง ๑ ทรงผ้า ๓ ผืน ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับแถว ๑ ถือการนั่ง ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ๑ ถือการห้ามภัตรที่ถวายทีหลัง ๑ ถือฉันข้าวในบาตร ๑
อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ บทฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ สำหรับภิกษุณีก็เหมือนกัน กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสและน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง ๑ ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ๑
ภิกษุคลุกคลีอยู่เกินเวลา ๑ พืช ๑ ผลไม้ควรแก่สมณะ ๑ วิสุทธิ ๑ วิสุทธิแม้อื่นอีก ๑ อานิสงส์การทรงพระวินัย ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๖
หมวดห้าล้วนที่กล่าวแล้ว จบ
|