เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ    

การประมวลองค์ประกอบ ๕ ประการ (ปัญจกะ) เกี่ยวกับกองอาบัติ คุณสมบัติพระวินัยธร พระอุปัชฌาย์ และเกณฑ์การปฏิบัติทางพระวินัย 2986
  25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ข้อ [๙๗๙]- [๙๘๗]
 

(โดยย่อ)
ปริวาร เอกุตตริกนัย หมวด ๕

หมวด ๕ ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น
เป็นคัมภีร์ที่ใช้วิธีรวบรวมข้อกำหนด และองค์ประกอบทางพระวินัย ที่จำแนกเป็นชุด ชุดละ ๕ ประการ (ปัญจกะ) เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ และทรงจำของพระวินัยธร

๑. การจำแนกชุดละ ๕ ประการ (ข้อ ๙๗๙) ประมวลเรื่องกองอาบัติ ๕, วินีตวัตถุ (เรื่องที่ทรง วินิจฉัยแล้ว) ๕, อนันตริยกรรม ๕, บุคคลที่แน่นอน (ผู้ทำกรรมเที่ยงต่ออบายหรือนิพพาน) ๕, และประเภทอาบัติ ที่มีการตัดเป็นวินัยกรรม ๕

๒. องค์คุณของพระวินัยธร (ข้อ ๙๘๐) คุณสมบัติของพระภิกษุ ผู้ทำหน้าที่พิจารณาอธิกรณ์ โดยทรงแสดงเป็นชุดเปรียบเทียบระหว่าง ผู้เขลากับผู้ฉลาด เช่น การไม่รู้/รู้จักรุงรัง, การไม่รู้/ รู้จักมูลเหตุ, การไม่รู้/รู้จักอธิกรณ์ และการไม่รู้/รู้จักสมถะ

๓. จริยาและคุณสมบัติภิกษุ (ข้อ ๙๘๑ - ๙๘๓) ข้อกำหนดของภิกษุผู้ประพฤติอยู่ป่าเป็นวัตร, องค์คุณของภิกษุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่พึงให้กุลบุตรอุปสมบทหรือให้ที่พึ่ง (นิสัย) ได้ รวมถึงโทษ และอานิสงส์ของกรรม ที่ทำแล้วไม่น่าเลื่อมใส หรือน่าเลื่อมใส

๔. เกณฑ์เบ็ดเตล็ดทางวินัย (ข้อ ๙๘๔ - ๙๘๗) ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ต่อพืชและ ผลไม้, ความบริสุทธิ์ (วิสุทธิ ๕ ประการ), อานิสงส์ของการทรงจำพระวินัยสำหรับภิกษุ ปิดท้ายด้วย หัวข้อประจำหมวด (อุททาน) เพื่อสรุปคำสำคัญทั้งหมดในหมวด ๕ นี้


เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ข้อ [๙๗๙]- [๙๘๗]
ปริวาร

1)
หมวด ๕
ว่าด้วยอาบัติเป็นต้น

          [๙๗๙] อาบัติมี ๕ กองอาบัติมี ๕ วินีตวัตถุมี ๕. อนันตริยกรรมมี ๕. บุคคล ที่แน่นอนมี ๕ อาบัติมีการตัดเป็นวินัยกรรมมี ๕ ต้องอาบัติด้วยอาการ ๕ อาบัติมี ๕ เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย.

          ภิกษุไม่เข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองไม่ทำกรรม ๑ ไม่เชิญภิกษุอื่น ๑ ไม่ให้ฉันทะ หรือปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมย่อมคัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าไม่เป็นธรรม ๑.

          ภิกษุเข้ากรรมด้วยอาการ ๕ คือ ตนเองทำกรรม ๑ เชิญภิกษุอื่น ๑ ให้ฉันทะ หรือ ปาริสุทธิ ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรม ไม่คัดค้าน ๑ เมื่อสงฆ์ทำกรรมเสร็จแล้ว เห็นว่าเป็นธรรม ๑

          ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต กิจ ๕ อย่างควร คือไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ฉันเป็นหมู่ได้ ๑ ฉันโภชนะทีหลังได้ ๑ ความไม่ต้องคำนึง ๑ ความไม่ต้องกำหนดหมาย ๑

          ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะเป็นภิกษุเลวทรามก็ดี จะเป็นภิกษุมีธรรม อันไม่ กำเริบก็ดี ย่อมถูกระแวง ถูกรังเกียจ คือ มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ๑ มีหญิงหม้ายเป็น โคจร ๑ มีสาวเทื้อเป็นโคจร ๑ มีบัณเฑาะก์เป็นโคจร ๑ มีภิกษุณีเป็นโคจร ๑.

          น้ำมันมี ๕ คือ น้ำมันงา ๑ น้ำมันเมล็ดพันธุ์ ผักกาด ๑ น้ำมันมะทราง ๑ น้ำมัน ละหุ่ง ๑ น้ำมันเปลวสัตว์ ๑.

          น้ำมันเปลวสัตว์หมี ๕ คือ น้ำมันเปลวหมี ๑ น้ำมันเปลวปลา ๑ น้ำมันเปลว ปลาฉลาม ๑ น้ำมันเปลวหมู ๑ น้ำมันเปลวลา ๑.

          ความเสื่อมมี ๕ คือ ความเสื่อมญาติ ๑ ความเสื่อมโภคสมบัติ ๑ ความเสื่อม คือโรค ๑ ความเสื่อมศีล ๑ ความเสื่อมทางทิฏฐิ คือ เห็นผิด ๑.

          ความถึงพร้อมมี ๕ คือ ความถึงพร้อมแห่งญาติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งโภคสมบัติ ๑ ความถึงพร้อมแห่งความไม่มีโรค ๑ ความถึงพร้อมแห่งศีล ๑ ความถึงพร้อมแห่งความ เห็นชอบ.

          นิสัยระงับจากพระอุปัชฌาย์มี ๕ คือ พระอุปัชฌาย์หลีกไป ๑ สึก ๑ ถึงมรณภาพ ๑ ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ๑ สั่งบังคับ ๑.

          บุคคล ๕ จำพวกไม่ควรให้อุปสมบท คือ มีกาลบกพร่อง ๑ มีอวัยวะบกพร่อง ๑ มีวัตถุวิบัติ ๑ มีความกระทำเสียหาย ๑ ไม่บริบูรณ์ ๑.

          ผ้าบังสุกุลมี ๕ คือ ผ้าตกที่ป่าช้า ๑ ผ้าตกที่ตลาด ๑ ผ้าหนูกัด ๑ ผ้าปลวกกัด ๑ ผ้าถูกไฟไหม้ ๑.

          ผ้าบังสุกุลแม้อื่นอีก ๕ คือ ผ้าที่วัวกัด ๑ ผ้าที่แพะกัด ๑ ผ้าที่ห่มสถูป ๑ ผ้าที่เขาทิ้งใน ที่อภิเษก ๑ ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา ๑.

          อวหารมี ๕ คือ เถยยาวหาร ๑ ปสัยหาวหาร ๑ ปริกัปปาวหาร ๑ ปฏิจฉันนาวหาร ๑ กุสาวหาร ๑.

มหาโจรที่มีปรากฏอยู่ในโลก มี ๕.
ภัณฑะที่ไม่ควรจ่าย มี ๕.
ภัณฑะที่ไม่ควรแบ่ง มี ๕.
อาบัติที่เกิดแต่กาย มิใช่วาจา มิใช่จิต มี ๕.
อาบัติที่เกิดแต่กายและวาจา มิใช่จิต มี ๕.
อาบัติที่เป็นเทสนาคามินี มี ๕.
สงฆ์ มี ๕ ปาติโมกขุเทศ มี ๕.

ในชนบทชายแดนทุกแห่ง คณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕ ให้กุลบุตรอุปสมบทได้. การกรานกฐินมีอานิสงส์ ๕ กรรม มี ๕. อาบัติที่เป็นยาวตติยกา มี ๕.

ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติปาราชิก.
ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นไม่ให้ ด้วยอาการ ๕ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ภิกษุไม่ควรบริโภคอกัปปิยวัตถุ ๕ คือ
ของที่เขาไม่ให้ ๑
ไม่ทราบ ๑
เป็นอกัปปิยะ ๑
ยังไม่ได้รับประเคน ๑
ไม่ทำให้เป็นเดน ๑.

ภิกษุควรบริโภคกัปปิยวัตถุ ๕ คือ
ของที่เขาให้ ๑
ทราบแล้ว ๑
เป็นกัปปิยะ ๑
รับประเคนแล้ว ๑
ทำให้เป็นเดน ๑.

การให้ไม่จัดเป็นบุญ แต่โลกสมมติว่าเป็นบุญมี ๕ คือ
ให้น้ำเมา ๑
ให้มหรสพ ๑
ให้สตรี ๑
ให้โคผู้ ๑
ให้จิตรกรรม ๑.

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บรรเทาได้ยากมี ๕ คือ
ราคะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑
โทสะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑
โมหะบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก ๑
ปฏิภาณบังเกิดแล้วบรรเทาได้ยาก๑
จิตที่คิดจะไปบังเกิดแล้ว บรรเทาได้ยาก ๑.

การกวาดมีอานิสงส์ ๕ คือ
จิตของตนเลื่อมใส ๑
จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑
เทวดาชื่นชม ๑
สั่งสมกรรมที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความเลื่อมใส ๑
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑.

การกวาดมีอานิสงส์แม้อื่นอีก ๕ คือ จิตของตนเลื่อมใส ๑ จิตของผู้อื่นเลื่อมใส ๑ เทวดาชื่นชม ๑ เป็นอันทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ๑ ชุมชนมีในภายหลังถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑.


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

2)
ว่าด้วยองค์คุณของพระวินัยธร

          [๙๘๐] พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือไม่กำหนดที่สุด ถ้อยคำของตน ๑ ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑ ไม่กำหนดถ้อยคำของตน ไม่กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑ ย่อมปรับอาบัติโดยไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมปรับอาบัติไม่ตามปฏิญญา ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
กำหนดที่สุดถ้อยคำของตน ๑
กำหนดที่สุดถ้อยคำของผู้อื่น ๑
กำหนดที่สุดถ้อยคำของตนทั้งกำหนดที่สุด ถ้อยคำ ของผู้อื่นแล้วปรับอาบัติ ๑
ย่อมปรับอาบัติตามธรรม ๑
ย่อมปรับอาบัติตามปฏิญญา ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติ ๑
ไม่รู้จักมูลของอาบัติ ๑
ไม่รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑
ไม่รู้จักการระงับอาบัติ ๑
ไม่รู้จักทาง ระงับอาบัติ ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติ ๑
รู้จักมูลของ อาบัติ ๑
รู้จักเหตุเกิดอาบัติ ๑
รู้จักการระงับอาบัติ ๑
รู้จักทางระงับอาบัติ ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักมูลของอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑
ไม่รู้จักข้อปฏิบัติอันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอธิกรณ์ ๑
รู้จักมูลของ อธิกรณ์ ๑
รู้จักเหตุเหตุเกิดของอธิกรณ์ ๑
รู้จักความระงับของอธิกรณ์ ๑
รู้จักข้อปฏิบัติ อันให้ถึงความระงับแห่งอธิกรณ์ ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักวัตถุ ๑
ไม่รู้จักเหตุเค้ามูล ๑
ไม่รู้จักบัญญัติ ๑
ไม่รู้จักอนุบัญญัติ ๑
ไม่รู้จักทางแห่งถ้อยคำ อันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักวัตถุ ๑
รู้จักเหตุ เป็นเค้ามูล ๑
รู้จักบัญญัติ ๑
รู้จักอนุบัญญัติ ๑
รู้จักทางแห่งถ้อยคำอันเข้าอนุสนธิกันได้ ๑.

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักญัตติ ๑
ไม่รู้จักตั้งญัตติ ๑
ไม่ฉลาดในเบื้องต้น ๑
ไม่ฉลาดในเบื้องปลาย ๑
ไม่รู้จักกาล ๑.

           พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักญัตติ ๑
รู้จักตั้งญัตติ ๑
ฉลาดในเบื้องต้น ๑
ฉลาดในเบื้องปลาย ๑
รู้จักกาล ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ไม่ยึดถือ ไม่ใส่ใจ ไม่ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ให้ดี ๑.

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ยึดถือ ใส่ใจ ใคร่ครวญถ้อยคำที่สืบต่อจากอาจารย์ด้วยดี ๑.

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
จำปาติโมกข์ทั้งสองไม่ได้โดยพิสดาร จำแนกไม่ถูกต้อง สวดไม่คล่องแคล่ว วินิจฉัย ไม่ถูกต้อง โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกถูกต้อง สวดได้คล่องแคล่ว วินิจฉัย ถูกต้องดี โดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ นับว่าเป็นผู้เขลา คือ
ไม่รู้จักอาบัติและมิใช่อาบัติ ๑
ไม่รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
ไม่รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
ไม่รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.

          พระวินัยธรประกอบด้วยองค์ ๕ นับว่าเป็นผู้ฉลาด คือ
รู้จักอาบัติและไม่ใช่อาบัติ ๑
รู้จักอาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑
รู้จักอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑
รู้จักอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑
ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ๑.


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

3)
ว่าด้วยภิกษุอยู่ป่าเป็นต้น

          [๙๘๑] ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี ๕ คือ
      เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงอยู่ป่า ๑
      เป็นผู้ปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงอยู่ป่า ๑
      เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่านจึงอยู่ป่า ๑
      เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงอยู่ป่า ๑      เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงอยู่ป่า ๑.

     ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตมี ๕.
     ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลมี ๕.
     ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้มี ๕.
     ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้ามี ๕.
     ภิกษุผู้ถืออยู่กลางแจ้งมี ๕.
     ภิกษุผู้ถือผ้าสามผืนมี ๕.
     ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับมี ๕.
     ภิกษุผู้ถือการนั่งมี ๕.
     ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้มี ๕.
     ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียวมี ๕.
     ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลังมี ๕.

     ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรมี ๕ คือ
     เพราะเป็นผู้เขลา เพราะเป็นผู้งมงาย จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑
     เป็นผู้ปวารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑
     เพราะมัวเมา เพราะจิตฟุ้งซ่าน จึงถือการฉันเฉพาะในบาตร ๑
     เพราะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือการฉัน เฉพาะ ในบาตร ๑
     เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัย ความ เป็นแห่ง การฉัน เฉพาะในบาตรมีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติตามนี้ จึงถือการฉันเฉพาะ ในบาตร ๑.


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

4)
ว่าด้วยองค์ของภิกษุผู้ต้องถือนิสัย

          [๙๘๒] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถกรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.

          ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.

          ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.

          ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.

          ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อาบัติ และ มิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและ อาบัติไม่มี ส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.

          ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบ และอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.

          ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อุโบสถ ๑ ไม่รู้อุโบสถกรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.

          ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อุโบสถ ๑ รู้อุโบสถกรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.

          ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้ปวารณา ๑ ไม่รู้ปวารณากรรม ๑ ไม่รู้ปาติโมกข์ ๑ ไม่รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.

          ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัย คือ รู้ปวารณา ๑ รู้ปวารณากรรม ๑ รู้ปาติโมกข์ ๑ รู้ปาติโมกขุทเทศ ๑ มีพรรษา ๕ หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.

          ภิกษุณีประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๕ จะไม่ถือนิสัยอยู่ไม่ได้ คือ ไม่รู้อาบัติและ มิใช่อาบัติ ๑ ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติ ไม่มีส่วนเหลือ ๑ ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาหย่อนห้า ๑.

          ภิกษุณีประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ต้องถือนิสัยอยู่ คือ รู้อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ๑ รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนเหลือ ๑ รู้อาบัติชั่วหยาบ และอาบัติไม่ชั่วหยาบ ๑ มีพรรษาห้า หรือมีพรรษาเกินห้า ๑.


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

5)
โทษในกรรมไม่น่าเลื่อมใสเป็นต้น

          [๙๘๓] กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสมีโทษ ๕ คือ ตนเองก็ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลาย ใคร่ครวญแล้วก็ติเตียน ๑ กิตติศัพท์อันทรามย่อมขจรไป ๑ หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อยเข้าถึงอบาย ทุคคติ วินิบาต นรก ๑.

          กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ตนเองก็ไม่ติเตียนตน ๑ ผู้รู้ทั้งหลายใคร่ครวญแล้ว ก็สรรเสริญ ๑ กิตติศัพท์อันดีย่อมขจรไป ๑ ไม่หลงใหลทำกาละ ๑ เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตกย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ ๑.

          กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส มีโทษแม้อื่นอีก ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมไม่เลื่อมใส ๑ คนบางพวกที่เลื่อมใสแล้วย่อมเป็นอย่างอื่นไป ๑ เขาไม่เป็นอันทำคำสอนของ พระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลังย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาไม่เลื่อมใส ๑.

          กรรมที่น่าเลื่อมใสมีคุณ ๕ คือ ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ๑ ผู้ที่เลื่อมใส แล้วย่อมเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ๑ เขาเป็นอันทำคำสอนของพระศาสดา ๑ หมู่ชนมีในภายหลัง ย่อมถือเป็นทิฏฐานุคติ ๑ จิตของเขาย่อมเลื่อมใส ๑.

          ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูลมีโทษ ๕ คือ ต้องอาบัติเพราะไม่บอกลาเที่ยวไป ๑ ต้องอาบัติเพราะนั่งในที่ลับ ๑ ต้องอาบัติเพราะอาสนะกำบัง ๑ แสดงธรรมแก่มาตุคาม ด้วยวาจาเกิน ๕-๖คำต้องอาบัติ ๑ เป็นผู้มากด้วยความดำริในกามอยู่ ๑.

          ภิกษุผู้เข้าไปสู่ตระกูล คลุกคลีอยู่ในตระกูลเกินเวลา มีโทษ ๕ คือ เห็นมาตุคาม เนืองๆ ๑ เมื่อมีการเห็นก็มีการเกี่ยวข้อง ๑ เมื่อมีการเกี่ยวข้องก็ต้องคุ้นเคย ๑ เมื่อมีความคุ้นเคยก็มีจิตกำหนัด ๑ เมื่อมีจิตกำหนัดก็หวังข้อนี้ได้ คือ เธอจักไม่ยินดี ประพฤติพรหมจรรย์หรือจักต้องอาบัติที่เศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจักบอกลา สิกขาเวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ ๑


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

6)
ว่าด้วยพืชและผลไม้

          [๙๘๔] พืชมี ๕ ชนิด คือ พืชเกิดจากเหง้า ๑ พืชเกิดจากต้น ๑ พืชเกิดจากข้อ ๑พืชเกิดจากยอด ๑ พืชเกิดจากเมล็ด ๑.
ผลไม้ที่ควรบริโภคด้วยวิธีอันควรแก่สมณะมี ๕ คือ จี้ด้วยไฟ ๑ กรีดด้วยศาสตรา ๑.จิกด้วยเล็บ ๑ ไม่มีเมล็ด ๑ เขาปล้อนเมล็ดออกแล้วเป็นที่ห้า ๑.


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

7)
ว่าด้วยวิสุทธิ ๕

          [๙๘๕] วิสุทธิมี ๕ คือ ภิกษุแสดงนิทานแล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๑
          แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบทนี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๒
          แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แล้ว นอกนั้นพึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๓
          แสดงนิทาน แสดงปาราชิก ๔ แสดงสังฆาทิเสส ๑๓ แสดงอนิยต ๒ แล้วนอกนั้น พึงสวดด้วยสุตบท นี้เป็นวิสุทธิข้อที่ ๔
          สวดโดยพิสดารอย่างเดียว เป็นวิสุทธิข้อที่ ๕.
          วิสุทธิแม้อื่นอีก ๕ คือ สุตตุทเทศ ๑ ปาริสุทธิอุโบสถ ๑ อธิษฐานอุโบสถ ๑ สามัคคีอุโบสถ ๑ ปวารณาเป็นที่ห้า ๑.


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

8)
ว่าด้วยอานิสงส์การทรงวินัยเป็นต้น

          [๙๘๖] การทรงวินัยมีอานิสงส์ ๕ คือ กองศีลของตนเป็นอันคุ้มครองรักษาดีแล้ว ๑ ผู้ที่ถูกความรังเกียจครอบงำย่อมหวนระลึกได้ ๑ กล้าพูดในท่ามกลางสงฆ์ ๑ ข่มด้วยดีซึ่งข้าศึกโดยสหธรรม ๑ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑.
          การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม มี ๕
          การงดปาติโมกข์เป็นธรรม มี ๕.

หมวด ๕ จบ


25/8 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘

9)
หัวข้อประจำหมวด

          [๙๘๗] อาบัติ ๑ กองอาบัติ ๑ วินีตวัตถุ ๑ อนันตริยกรรม ๑ บุคคล ๑ อาบัติมีอันตัดเป็นวินัยกรรม ๑ ต้องอาบัติ ๑ ปัจจัย ๑ ไม่เข้ากรรม ๑ เข้ากรรม ๑ กิจควร ๑ ภิกษุถูกระแวง ๑ น้ำมัน ๑ เปลวมัน ๑ ความเสื่อม ๑ ความเจริญ ๑ ความระงับ ๑

          บุคคลไม่ควรให้อุปสมบท ๑ ผ้าบังสุกุลที่ตก ณ ป่าช้า ๑ ผ้าบังสุกุลที่โคกัด ๑ การลัก ๑ โจร ๑ สิ่งของไม่ควรจ่าย ๑ สิ่งของไม่ควรแบ่ง ๑ อาบัติเกิดแต่กาย ๑ เกิดแต่กายและ วาจา ๑ เป็นเทสนาคามินี๑ สงฆ์ ๑ ปาติโมกขุทเทศ ๑ ปัจจันติมชนบท ๑ อานิสงส์กฐิน ๑

          กรรม ๑ อาบัติเป็นยาวตติยกา ๑ ปาราชิก ๑ ถุลลัจจัย ๑ ทุกกฏ ๑ ของเป็นอกัปปิยะ ๑ ของเป็นกัปปิยะ ๑ สิ่งที่ให้แล้วไม่เป็นบุญ ๑ สิ่งที่บรรเทาได้ยาก ๑ การกวาด ๑ การกวาดอย่างอื่นอีก ๑ ถ้อยคำ ๑อาบัติ ๑ อธิกรณ์ ๑ วัตถุ ๑ ญัตติ ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ ปาติโมกข์ทั้งสอง ๑ อาบัติเบาและอาบัติเป็นที่แปด ๑

          จงทราบฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ อยู่ป่า ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาต ๑ ทรงผ้าบังสุกุล ๑ อยู่โคนไม้ ๑ อยู่ป่าช้า ๑ อยู่ที่แจ้ง ๑ ทรงผ้า ๓ ผืน ๑ ถือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับแถว ๑ ถือการนั่ง ๑ ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ ๑ ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว ๑ ถือการห้ามภัตรที่ถวายทีหลัง ๑ ถือฉันข้าวในบาตร ๑

          อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ อาบัติและมิใช่อาบัติ ๑ บทฝ่ายดำและฝ่ายขาวดังข้างต้นนี้ สำหรับภิกษุณีก็เหมือนกัน กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่น่าเลื่อมใส ๑ กรรมที่ไม่น่าเลื่อมใสและน่าเลื่อมใสอื่นอีก ๒ อย่าง ๑ ภิกษุเข้าไปสู่สกุล ๑

ภิกษุคลุกคลีอยู่เกินเวลา ๑ พืช ๑ ผลไม้ควรแก่สมณะ ๑ วิสุทธิ ๑ วิสุทธิแม้อื่นอีก ๑ อานิสงส์การทรงพระวินัย ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๖

หมวดห้าล้วนที่กล่าวแล้ว จบ


 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
๑ ทีฆทิกาย ๒ มัชฌิมนิกาย ๓ สังยุตตนิกาย ๔ อังคุตตรนิกาย ๕ ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์