26/8) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ข้อ [๙๘๘] - [๙๙๑]
ปริวาร
1)
หมวด ๖
ว่าด้วยความไม่เคารพเป็นต้น
[๙๘๘] ความไม่เคารพมี ๖. ความเคารพมี ๖. วินีตวัตถุมี ๖ สามีจิกรรมมี ๖. สมุฏฐานอาบัติมี ๖. อาบัติมีอันตัดเป็นวินัยกรรมมี ๖. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖. การทรง วินัยมีอานิสงส์ ๖. สิกขาบทที่ว่าด้วยอย่างยิ่งมี ๖ ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวร ๖ ราตรี. จีวรมี ๖ ชนิด. น้ำย้อมมี ๖. ชนิด อาบัติเกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจามี ๖ อาบัติเกิดแต่วาจากับจิต มิใช่กายมี ๖. อาบัติเกิดแต่กายวาจาและจิตมี ๖. กรรมมี ๖. มูลแห่งวิวาทมี ๖. มูลแห่งการโจท มี ๖. สาราณียธรรมมี ๖. ผ้าอาบน้ำฝนยาว ๖ คืบพระสุคต จีวรพระสุคตกว้าง ๖ คืบพระสุคต. นิสัยระงับจากพระอาจารย์มี ๖. อนุบัญญัติในการอาบน้ำมี ๖. ภิกษุถือเอาจีวรที่ทำค้างไว้แล้วหลีกไป เก็บเอาจีวร ที่ทำค้างแล้วหลีกไป.
26/8) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
2)
ว่าด้วยองค์ ๖ แห่งพระอุปัชฌาย์
[๙๘๙] ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ :-
เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีล ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญา ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ:-
เป็นผู้ประกอบด้วยกองศีล ของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองศีล ของ พระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองสมาธิ ของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองสมาธิของ พระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองปัญญา ของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองปัญญา ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติ ของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่นในกองวิมุตติ ของพระอเสขะ ๑
เป็นผู้ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะด้วยตน และชักชวนผู้อื่น ในกองวิมุตติญาณทัสสนะ ของพระอเสขะ ๑.
เป็นผู้มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ
มีศรัทธา ๑
มีความละอาย ๑
มีความเกรงกลัวบาป ๑
ปรารภความเพียร ๑
มีสติตั้งมั่น ๑
มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ
ไม่มีศีลวิบัติในอธิศีล ๑
ไม่มีอาจารวิบัติในอัชฌาจาร ๑
ไม่มีทิฏฐิวิบัติในอติทิฏฐิ ๑
เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ๑
มีปัญญา ๑
มีพรรษาสิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ
อาจพยาบาลเอง หรือสั่งให้ผู้อื่นพยาบาลอันตวาสิก หรือสิทธิวิหาริก ผู้อาพาธ ๑
อาจระงับเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยระงับความกระสันอันเกิดขึ้นแล้ว ๑
อาจบรรเทาเองหรือวานผู้อื่นให้ช่วยบรรเทาความเบื่อหน่าย อันเกิดขึ้นโดยธรรม ๑
รู้จักอาบัติ ๑
รู้จักวิธีออกจากอาบัติ ๑
มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ
อาจฝึกปรืออันเตวาสิก หรือสัทธิวิหาริกในสิกขาอันเป็นส่วนอภิสมาจาร ๑
อาจแนะนำอันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริกในสิกขาเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ๑
อาจแนะนำในธรรมอันยิ่งขึ้นไป ๑
อาจแนะนำในวินัยอันยิ่งขึ้นไป ๑
อาจเปลื้องทิฏฐิผิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ๑
มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ภิกษุประกอบด้วยองค์แม้อื่นอีก ๖ ควรให้อุปสมบท ควรให้นิสัย ควรให้สามเณร อุปัฏฐาก คือ
รู้อาบัติ ๑
รู้สิ่งมิใช่อาบัติ ๑
รู้อาบัติเบา ๑
รู้อาบัติหนัก ๑
จำปาติโมกข์ทั้งสองได้ดีโดยพิสดาร จำแนกดี สวดคล่องแคล่ว วินิจฉัยถูกต้องโดยสูตร โดยอนุพยัญชนะ ๑
มีพรรษาได้สิบ หรือมีพรรษาเกินสิบ ๑.
ว่าด้วยงดปาติโมกข์
[๙๙๐] งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๖. งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๖.
หมวด ๖ จบ
26/8) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
3)
หัวข้อประจำหมวด
[๙๙๑] อคารวะ ๑ คารวะ ๑ วินีตวัตถุ ๑ สามีจิกรรม ๑ สมุฏฐานอาบัติ ๑ สิกขาบทมีการตัดเป็นวินัยกรรม ๑ อาการ ๑ อานิสงส์ ๑ สิกขาบทว่าด้วยอย่างยิ่ง ๑ อยู่ปราศ ๖ราตรี ๑ จีวร ๑ น้ำย้อม ๑ อาบัติเกิดแต่กายกับจิต ๑ วาจากับจิต ๑ กายวาจาและจิต ๑ กรรม๑ มูลแห่งวิวาท ๑ มูลแห่งการโจท ๑ ด้านยาว ๑ ด้านกว้าง ๑ นิสัยระงับ ๑ อนุบัญญัติ ๑ถือเอาจีวรที่ทำค้าง ๑ เก็บเอาจีวรที่ทำค้าง ๑ อเสขธรรม ๑ ชักชวนผู้อื่นในอเสขธรรม ๑ มีศรัทธา ๑ อธิศีล ๑ พยาบาลผู้อาพาธ ๑ ฝึกปรือในอภิสมาจาร ๑ รู้อาบัติ ๑ งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรม ๑ งดปาติโมกข์เป็นธรรม ๑.
|