12/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๑๓๖] - [๑๓๗]
มหาวรรค ภาค ๑
ทรงห้ามให้นิสสัยแก่อลัชชี
[๑๓๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ให้นิสสัย แก่ภิกษุพวกอลัชชี. ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้าม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงให้นิสสัยแก่ภิกษุพวกอลัชชี รูปใดให้ต้องอาบัติทุกกฏ.
สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลาย อยู่อาศัยภิกษุพวกอลัชชี. ไม่ช้าไม่นานเท่าไรนัก แม้พวกเธอก็กลายเป็นพวกอลัชชี เป็นภิกษุเลวทราม. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอยู่ อาศัยภิกษุพวกอลัชชี รูปใดอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ.
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ไม่พึง ให้นิสสัยแก่ภิกษุพวกอลัชชี และไม่พึงอยู่อาศัยภิกษุพวกอลัชชี ทำอย่างไรหนอพวกเรา จึงจะรู้ว่าเป็นภิกษุลัชชี หรืออลัชชี แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้รอ ๔-๕ วัน พอจะสืบสวนรู้ว่าภิกษุผู้ให้นิสสัยเป็นสภาคกัน.
12/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๑๓๖] - [๑๓๗]
มหาวรรค ภาค ๑
ภิกษุผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
[๑๓๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไกล ไปโกศลชนบท. คราวนั้น เธอได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจะไม่ถือนิสสัย อยู่ไม่ได้ ดังนี้ ก็เรามีหน้าที่ต้องถือนิสสัยแต่จำต้องเดินทางไกล จะพึงปฏิบัติอย่างไร หนอแล. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้เดินทางไกล เมื่อไม่ได้ผู้ให้นิสสัย ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่.
[๑๓๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุ ๒ รูปเดินทางไกลไปโกศลชนบท. เธอทั้งสอง พักอยู่ณ อาวาสแห่งหนึ่ง. ในภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งอาพาธ จึงรูปที่อาพาธนั้น ได้มีความดำริว่าพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ ก็เรามีหน้าที่ต้องถือนิสัย แต่กำลังอาพาธ จะพึงปฏิบัติอย่างใดหนอแล.
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.พระผู้มีพระภาค ตรัส อนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ภิกษุอาพาธเมื่อไม่ได้ ผู้ให้นิสสัย ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่.
ครั้งนั้น ภิกษุผู้พยาบาลไข้นั้น ได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจะไม่ถือนิสสัยอยู่ไม่ได้ ก็เรามีหน้าที่ต้องถือนิสสัย แต่ภิกษุรูปนี้ยังอาพาธ เราจะพึง ปฏิบัติอย่างไรหนอแล. ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้ภิกษุผู้พยาบาลไข้ เมื่อไม่ได้ผู้ให้นิสสัย ถูกภิกษุอาพาธขอร้อง ไม่ต้องถือนิสสัยอยู่.
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่วัดป่า และเธอก็มีความผาสุก ในเสนาสนะ นั้น.คราวนั้นเธอได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจะไม่ถือ นิสสัยอยู่ไม่ได้ก็เรามีหน้าที่ ต้องถือนิสสัย แต่ยังอยู่วัดป่า และเราก็มีความผาสุก ในเสนาสนะ นี้ จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอแล.
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัส อนุญาต แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร กำหนดการอยู่เป็นผาสุก เมื่อไม่ได้ผู้ให้นิสสัย ไม่ต้องถือนิสสัย ด้วยผูกใจว่า เมื่อใดมีภิกษุผู้ให้นิสสัย ที่สมควรมาอยู่ จักอาศัยภิกษุนั้นอยู่. |