29/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๖๔๔]
จุลวรรค ภาค ๒
เรื่องพระสาฬหเถระปริวิตก
[๖๔๔] ครั้งนั้น ท่านพระสาฬหะ หลีกเร้นอยู่ในที่สงัด เกิดความปริวิตกแห่งจิต ขึ้นอย่างนี้ว่า ภิกษุพวกไหนหนอ เป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวกเมืองปาฐา เมื่อท่านกำลังพิจารณาธรรมและวินัยได้คิดต่อไปว่า ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที
ขณะนั้น เทวดาผู้อยู่ในชั้นสุทธาวาสตนหนึ่ง ทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่าน พระสาฬหะ ด้วยจิตของตน ได้หายไปในเทวโลกชั้นสุทธาวาส มาปรากฏ เฉพาะหน้า ท่านพระสาฬหะเหมือนบุรุษ ที่มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น
แล้วได้เรียนท่านพระสาฬหะว่า ถูกแล้ว ชอบแล้ว ท่านพระสาฬหะ ภิกษุพวก ปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที ถ้าเช่นนั้น ท่านจงดำรง อยู่ตามธรรมเถิดขอรับ พระสาฬหะกล่าวว่า เทวดา เมื่อกาลก่อนแลบัดนี้ อาตมา ดำรงอยู่ตามธรรมแล้ว ก็แต่ว่า อาตมายังทำความเห็นให้แจ่มแจ้งไ ม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉนสงฆ์พึงสมมติเราเข้าในอธิกรณ์นี้
29/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๖๔๕]
จุลวรรค ภาค ๒
เรื่องพระอุตตรเถระ
[๖๔๕] ครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี ถือสมณบริขารนั้น เข้าไปหา ท่านเรวตะแล้วเรียนว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระเถระจงรับสมณบริขาร คือบาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ผ้ากายพันธ์ ผ้ากรองน้ำ และธัมกรก
พระเรวตะกล่าวว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย ไตรจีวรของเราบริบูรณ์แล้ว ไม่ปรารถนารับ
สมัยนั้น ภิกษุชื่ออุตตระมีพรรษา ๒๐ เป็นอุปฐากของท่านพระเรวตะครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีเข้าไปหาท่านพระอุตตระ แล้วบอกว่าขอท่าน อุตตระ จงรับสมณบริขาร คือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ผ้ากายพันธ์ผ้ากรองน้ำ และธัมกรก
พระอุตตระกล่าวว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย ไตรจีวรของผมบริบูรณ์แล้ว ไม่ปรารถนารับ
พวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลีกล่าวว่า ท่านอุตตระ คนทั้งหลาย น้อมถวาย สมณบริขาร แด่พระผู้มีพระภาค ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงรับ พวกเขาย่อมดีใจเพราะการ ทรงรับนั้นแล ถ้าไม่ทรงรับ พวกเขาก็น้อมถวายแด่ท่านพระอานนท์ด้วยเรียนว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระเถระจงรับสมณบริขาร สมณบริขารที่พระเถระรับนั้น จักเหมือน สมณบริขารที่พระผู้มีพระภาคทรงรับ ฉะนั้น ขอท่านพระอุตตระ จงรับสมณบริขารเถิด สมณบริขารที่ท่านรับนั้น จักเป็นเหมือนสมณบริขาร ที่พระเถระรับ ฉะนั้น
ครั้งนั้น ท่านพระอุตตระ ถูกพวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลีแค่นไค้อยู่ จึงรับจีวรผืนหนึ่งกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย ท่านพึงพูดสิ่งที่ท่านต้องการ
พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีกล่าวว่า ขอท่านพระอุตตระ จงกล่าวคำ เพียงเท่านี้กะพระเถระว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระเถระจงพูดคำ มีประมาณเท่านี้ในท่ามกลาง สงฆ์ว่า พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติ ในปุรัตถิมชนบท พวกพระชาวปราจีนเป็นธรรมวาที พวกพระชาวเมืองปาฐาเป็นอธรรมวาที
ท่านพระอุตตระ รับคำของพวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลีแล้ว เข้าไปหาท่าน พระเรวตะ เรียนว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระเถระจงพูดคำ มีประมาณเท่านี้ ในท่ามกลาง สงฆ์ว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติในปุรัตถิมชนบท พวกพระชาวปราจีนเป็นธรรมวาที พวกพระชาวเมืองปาฐา เป็นอธรรมวาที
พระเถระกล่าวว่า ภิกษุ เธอชวนเราในอธรรมหรือ แล้วประณามท่านพระอุตตระ ครั้งนั้น พวกพระวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลีได้ถามท่านพ ระอุตตระว่าท่านอุตตระ พระเถระพูดอย่างไร
พระอุตตระตอบว่า ท่านทั้งหลาย พวกเราทำเลวทรามเสียแล้ว พระเถระกล่าวว่า ภิกษุ เธอชวนเราในอธรรมหรือ แล้วประณามเรา
ว. ท่านอุตตระ ท่านเป็นผู้ใหญ่ มีพรรษา ๒๐ มิใช่หรือ
อ. ถูกละ ขอรับ แต่ผมยังถือนิสัยในพระเถระ
29/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๖๔๖] -[๖๔๗]
จุลวรรค ภาค ๒
สงฆ์มุ่งวินิจฉัยอธิกรณ์
[๖๔๖] ครั้งนั้น สงฆ์ปรารถนาจะวินิจฉัยอธิกรณ์นั้น ได้ประชุมกันแล้วท่าน พระเรวตะ จึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-
ญัตติกรรมวาจา
ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าพวกเราจักระงับอธิกรณ์นี้ในที่นี้ บางทีจะมีพวกภิกษุ ผู้ถือมูลอธิกรณ์รื้อฟื้นขึ้นทำใหม่ ถ้าความพร้อมพรั่งของ สงฆ์ถึงที่แล้ว อธิกรณ์นี้เกิดขึ้น ณ ที่ใด สงฆ์พึงระงับอธิกรณ์นี้ในที่นั้น
ครั้งนั้น พระเถระทั้งหลาย ได้พากันไปเมืองเวสาลี มุ่งวินิจฉัยอธิกรณ์นั้นครั้งนั้น พระสัพพกามีเป็นพระสงฆ์เถระ ทั่วแผ่นดิน มีพรรษา ๑๒๐ แต่อุปสมบท เป็นสัทธิวิหาริก ของท่านพระอานนท์ อาศัยอยู่ในเมืองเวสาลี ท่านพระเรวตะได้กล่าว กะท่าน พระสัมภูตสาณวาสีว่า ท่าน ผมจะเข้าไปสู่วิหาร ที่พระสัพพกามีเถระอยู่ ท่านพึงเข้าไปหาท่านพระสัพพกามีแต่เช้า แล้วเรียนถามวัตถุ ๑๐ ประการ นี้ท่านพระสัมภูตสาณวาสี รับเถระบัญชาแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะเข้าไปสู่วิหาร ที่พระสัพพกามีเถระอยู่ เสนาสนะของท่านพระสัพพกามีเขา จัดแจงไว้ในห้อง เสนาสนะของท่าน พระเรวตะเขาจัดแจงไว้ที่หน้ามุขของห้อง ครั้งนั้น ท่านพระเรวตะ คิดว่า พระผู้เฒ่านี้ยังไม่นอน จึงไม่สำเร็จการนอน ท่านพระสัพพกามีคิดว่า พระอาคันตุกะรูปนี้ เหนื่อยมา ยังไม่นอน จึงไม่สำเร็จการนอน
[๖๔๗] ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ท่านพระสัพพกามีลุกขึ้น กล่าวกะท่าน พระเรวตะว่า ท่านผู้เจริญ บัดนี้ ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรโดยมาก
ร. ท่านเจ้าข้า บัดนี้ ผมอยู่ด้วยเมตตาวิหารธรรมโดยมาก
ส. ได้ยินว่า บัดนี้ ท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมตื้นๆ โดยมากวิหารธรรมตื้นๆนี้ คือเมตตา
ร. ท่านเจ้าข้า แม้เมื่อก่อนครั้งผมเป็นคฤหัสถ์ได้อบรมเมตตามา เพราะฉะนั้น ถึงบัดนี้ ผมก็อยู่ด้วยเมตตาวิหารธรรมโดยมาก และผมได้บรรลุพระอรหัตมานานแล้ว ท่านเจ้าข้า ก็บัดนี้พระเถระอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรโดยมาก
ส. ท่านผู้เจริญ บัดนี้ ฉันอยู่ด้วยสุญญตาวิหารธรรมโดยมาก
ร. ท่านเจ้าข้า ได้ยินว่า บัดนี้ พระเถระอยู่ด้วยวิหารธรรม ของพระมหาบุรุษ โดยมาก วิหารธรรมของพระมหาบุรุษนี้ คือ สุญญตสมาบัติ
ส. ท่านผู้เจริญ แม้เมื่อก่อนครั้งฉันเป็นคฤหัสถ์ ได้อบรมสุญญตสมาบัติมาแล้ว เพราะฉะนั้น บัดนี้ ฉันจึงอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ สุญญตสมาบัติและฉัน ได้บรรลุพระอรหัต มานานแล้ว
ท่านพระสัมภูตสาณวาสีมาถึงโดยลำดับ จึงเข้าไปหาท่านพระสัพพกามี อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า พวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลีนี้ แสดงวัตถุ ๑๐ ประการในเมืองเวสาลี ว่าดังนี้:-
๑. สิงคิโลณกัปปะ ควร
๒. ทวังคุลกัปปะ ควร
๓. คามันตรกัปปะ ควร
๔. อาวาสกัปปะ ควร
๕. อนุมติกัปปะ ควร
๖. อาจิณณกัปปะ ควร
๗. อมถิตกัปปะ ควร
๘. ดื่มชโลคิ ควร
๙. ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควร
๑๐. ทองและเงิน ควร
ท่านเจ้าข้า พระเถระได้ศึกษาพระธรรม และพระวินัยเป็นอันมาก ในสำนัก พระอุปัชฌายะ เมื่อพระเถระพิจารณาพระธรรม และพระวินัยอยู่เป็นอย่างไร ขอรับภิกษุพวกไหนเป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวกเมืองปาฐา
พระสัพพกามีย้อนถามว่า ท่านได้ศึกษาพระธรรม และพระวินัยเป็นอันมาก ในสำนักอุปัชฌายะ ก็เมื่อท่านพิจารณาพระธรรม และพระวินัยอยู่เป็นอย่างไร ขอรับภิกษุพวกไหนเป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวกเมืองปาฐา
พระสัมภูตะตอบว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อผมพิจารณาพระธรรม และพระวินัย อยู่เป็นอย่างนี้ ขอรับ ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที แต่ว่าผมยังทำความเห็นให้แจ่มแจ้งไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์พึงสมมติผมเข้า ในอธิกรณ์นี้
พระสัพพกามีกล่าวว่า แม้เมื่อผมพิจารณาพระธรรม และพระวินัยอยู่ก็เป็นอย่างนี้ ขอรับ ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที แต่ว่าผม ยังทำความเห็นให้แจ่มแจ้งไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์พึงสมมติผมเข้า ในอธิกรณ์นี้
29/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๖๔๘]
จุลวรรค ภาค ๒
เรื่องพระสัมภูตสาณวาสีถาม
[๖๔๘] พระเถระทั้งสองสนทนากันมาโดยลำดับ ค้างอยู่เพียงเท่านี้ ครั้งนั้นท่านพระสัมภูตสาณวาสี มาถึงโดยลำดับ จึงเข้าไปหาท่านพระสัพพกามี อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า พวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลีนี้ แสดงวัตถุ ๑๐ ประการในเมืองเวสาลี ว่าดังนี้:-
๑. สิงคิโลณกัปปะ ควร
๒. ทวังคุลกัปปะ ควร
๓. คามันตรกัปปะ ควร
๔. อาวาสกัปปะ ควร
๕. อนุมติกัปปะ ควร
๖. อาจิณณกัปปะ ควร
๗. อมถิตกัปปะ ควร
๘. ดื่มชโลคิ ควร
๙. ผ้าปูนั่งไม่มีชาย ควร
๑๐. ทองและเงิน ควร
ท่านเจ้าข้า พระเถระได้ศึกษาพระธรรม และพระวินัยเป็นอันมาก ในสำนัก พระอุปัชฌายะ เมื่อพระเถระพิจารณาพระธรรม และพระวินัย อยู่เป็นอย่างไร ขอรับภิกษุพวกไหนเป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวกเมืองปาฐา
พระสัพพกามีย้อนถามว่า ท่านได้ศึกษาพระธรรม และพระวินัยเป็นอันมาก ในสำนักอุปัชฌายะ ก็เมื่อท่านพิจารณาพระธรรม และพระวินัยอยู่เป็นอย่างไร ขอรับภิกษุพวกไหนเป็นธรรมวาที คือ พวกปราจีน หรือพวกเมืองปาฐา
พระสัมภูตะตอบว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อผมพิจารณาพระธรร มและพระวินัยอยู่
เป็นอย่างนี้ ขอรับ ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที แต่ว่าผมยังทำความเห็นให้แจ่มแจ้ง ไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์พึงสมมติผมเข้าใน อธิกรณ์นี้
พระสัพพกามีกล่าวว่า แม้เมื่อผมพิจารณาพระธรรม และพระวินัยอยู่ก็เป็นอย่างนี้ ขอรับ ภิกษุพวกปราจีนเป็นอธรรมวาที ภิกษุพวกเมืองปาฐาเป็นธรรมวาที แต่ว่าผมยัง ทำความเห็นให้แจ่มแจ้งไม่ได้ก่อนว่า แม้ไฉน สงฆ์พึงสมมติผมเข้าในอธิกรณ์นี้
|