29/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๖๓๗]
จุลวรรค ภาค ๒
เรื่องนายบ้านชื่อมณีจูฬกะ
[๖๓๗] ท่านทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่เวฬุวันวิหาร อันเป็น สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นชนทั้งหลาย นั่งประชุมกัน ในราชบริษัท ภายในราชสำนัก ได้ยกถ้อยคำนี้ขึ้นสนทนาในระหว่างว่า ทองและเงินย่อมควรแก่ พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร ย่อมยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมรับทอง และเงิน
ก็คราวนั้น นายบ้านชื่อมณีจูฬกะ นั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วย เขาได้กล่าวกะ บริษัท นั้น ว่า นาย พวกท่านอย่าได้พูดอย่างนั้น ทองและเงินไม่ควรแก่พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ไม่ยินดีทองและเงิน พระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร ไม่รับทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร มีแก้ว และทอง อันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน นายบ้านชื่อมณีจูฬกะสามารถชี้แจง ให้บริษัทนั้นเข้าใจ
ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ชนทั้งหลายนั่งประชุมกันในราชบริษั ทภายในราชสำนัก ได้ยกถ้อยคำนี้ขึ้นสนทนาในระหว่างว่า ทองและเงินควรแก่ พระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรรับทองและเงิน
เมื่อชนทั้งหลายพูดอย่างนี้แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าได้พูดกะบริษัทนั้นว่า นาย พวกท่านอย่าได้พูดเช่นนี้ ทองและเงิน ไม่ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ไม่รับทองและเงิน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร มีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน ข้าพระพุทธเจ้าสามารถชี้แจง ให้บริษัทนั้นเข้าใจได้ เมื่อข้าพระพุทธเจ้า พยากรณ์อย่างนี้ ชื่อว่ากล่าวคล้อยตามพระผู้มีพระภาค ไม่ชื่อว่า กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำเท็จ ชื่อว่าพยากรณ์ธรรมอันสมควรแก่ธรรม และสหธรรมิก บางรูป ผู้กล่าวตามวาทะ ย่อมไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียนหรือ พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เอาละ นายบ้าน เธอพยากรณ์อย่างนี้ชื่อว่ากล่าว คล้อยตามเรา ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ ชื่อว่า พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และสหธรรมิกบางรูปผู้กล่าวตามวาทะ ย่อมไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียน ดูกรนายบ้าน ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้ สมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร ไม่ยินดีทองและเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้ว และทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน ทองและเงินควรแก่ผู้ใด แม้กามคุณทั้งห้าก็ควรแก่ผู้นั้น กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด
เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า มีปกติมิใช่สมณะ มีปกติมิใช่เชื้อสาย พระศากยบุตร เราจะกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้ต้องการหญ้า พึงแสวงหาหญ้าผู้ต้องการไม้ พึงแสวงหาไม้ ผู้ต้องการเกวียน พึงแสวงหาเกวียน ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ แต่เราไม่กล่าวโดยปริยายไรๆ ว่า สมณะพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงิน
ข้าพเจ้าผู้มีวาทะอย่างนี้ กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรม สิ่งเป็นธรรมว่า เป็นธรรม สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็นวินัย เขาหาว่าด่า บริภาษ อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทำให้ไม่เลื่อมใส
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
29/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๖๓๘]
จุลวรรค ภาค ๒
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
[๖๓๘] ท่านทั้งหลาย สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ทรงปรารภท่าน พระอุปนันทศากยบุตร ทรงห้ามทองและเงิน และทรงบัญญัติสิกขาบท ในพระนคร ราชคฤห์นั้นแล ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม ว่าไม่เป็นธรรมสิ่งเป็นธรรม ว่าเป็นธรรม สิ่งไม่เป็นวินัย ว่าไม่เป็นวินัย สิ่งเป็นวินัย ว่าเป็นวินัย เขาหาว่า ด่า บริภาษ อุบาสกอุบาสิกา ผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ทำให้ไม่เลื่อมใส
เมื่อท่านพระยสกากัณฑกบุตร กล่าวอย่างนี้แล้ว อุบาสกอุบาสิกาชาวเมือง เวสาลี ได้กล่าวกะท่านพระยสกากัณฑกบุตรว่า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้า ยสกากัณฑกบุตร รูปเดียวเท่านั้น เป็นพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ภิกษุพวกนี้ ทั้งหมดไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่เชื้อสายพระศากยบุตร ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้า ยสกากัณฑกบุตร จงอยู่ในเมืองเวสาลี พวกข้าพเจ้าจักทำการขวนขวาย เพื่อจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระคุณเจ้ายสกากัณฑกบุตร
ครั้งนั้น ท่านพระยสกากัณฑกบุตร ได้ชี้แจงให้อุบาสกอุบาสิกา ชาวเมือง เวสาลีเข้าใจแล้ว ได้ไปอารามพร้อมกับพระอนุทูต |