24/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๕๕๙] - [๕๖๙]
จุลวรรค ภาค ๒
1)
พินัยกรรม (กรณีภิกษุณีมรณภาพ)
[๕๕๙] สมัยนั้น ภิกษุณีรูปหนึ่ง เมื่อจะถึงมรณภาพ พูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไป แล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ บรรดาสหธรรมิกเหล่านั้น ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย โต้เถียงกันว่า บริขารเป็นของพวกเรา บริขารเป็นของพวกเราภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าภิกษุณีเมื่อจะถึงมรณภาพ พูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสิกขมานา ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณรี เมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไป แล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้นบริขารนั้น เป็นของ ภิกษุณีสงฆ์ฝ่ายเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเมื่อจะถึงมรณภาพพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของ ภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าสามเณร ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสก ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าอุบาสิกา ...
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าใครคนอื่นเมื่อจะตายพูดอย่างนี้ว่า เมื่อฉันล่วงไปแล้ว บริขารของฉันจงเป็นของสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ไม่เป็นใหญ่ในบริขารนั้น บริขารนั้นเป็นของ ภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว
2)
ภิกษุณีประหารภิกษุ (กลั่นแกล้ง)
[๕๖๐] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่ง เป็นภรรยาของนักมวยมาก่อน บวชในสำนักภิกษุณี นางเห็นภิกษุทุพพลภาพที่ถนน แล้วให้ประหารด้วยไหล่ ให้เซไปภิกษุทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงได้ให้ประหารแก่ภิกษุเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้ประหารแก่ภิกษุ รูปใดให้ประหาร ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณี เห็นภิกษุแล้ว หลีกทางให้ แต่ไกลเทียว
3)
นำทารกไปด้วยบาตร (นำทารกใส่บาตรเดินไปมา)
[๕๖๑] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งผัวหย่าร้าง จึงมีครรภ์กับชายชู้ นางรีดครรภ์แล้ว กล่าววาน ภิกษุณี ผู้กุลุปกะว่า วานทีเถิดเจ้าข้า ขอท่านจงนำทารกนี้ไปด้วยบาตร ภิกษุณีนั้น จึงวางเด็ก ลงในบาตร ปิดด้วยผ้าสังฆาฏิเดินไป
สมัยนั้น ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่ง ทำการสมาทานว่า เราไม่ให้ภิกษา ที่ได้แก่ภิกษุ หรือภิกษุณีก่อนแล้วจักไม่ฉัน
ครั้งนั้น เธอพบภิกษุณีนั้นแล้วได้กล่าวว่า น้องหญิง เชิญรับภิกษา
นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า
แม้ครั้งที่สอง ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า น้องหญิงเชิญรับภิกษา
นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า
แม้ครั้งที่สาม ภิกษุนั้นได้กล่าวกะภิกษุณีนั้นว่า น้องหญิงเชิญรับภิกษา
นางปฏิเสธว่า อย่าเลย เจ้าข้า
ภิกษุนั้นชี้แจงว่า น้องหญิง ฉันสมาทานไว้ว่า ฉันไม่ให้ภิกษาที่ได้แก่ภิกษุ หรือภิกษุณี ก่อนแล้วจักไม่ฉัน น้องหญิงเชิญรับภิกษา
ครั้นนางถูกภิกษุนั้นแค่นไค้อยู่ จึงนำบาตรออกแสดงกล่าวว่า พระคุณเจ้าข้า ท่านจงดู ทารก ในบาตร ท่านอย่าบอกใคร ภิกษุนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณี จึงนำ ทารกไปด้วยบาตรแล้ว แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ที่เป็น ผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีจึงได้นำทารกไป ด้วยบาตร แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงนำทารกไปด้วยบาตร รูปใดนำไป ต้องอาบัติทุกกฏเราอนุญาตให้ภิกษุณี พบภิกษุแล้วนำบาตรออกแสดง
4)
แสดงก้นบาตร (นัยยะนี้คือการคว่ำบาตรลง)
[๕๖๒] สมัยนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบภิกษุแล้ว พลิกกลับแสดงก้นบาตร ภิกษุเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์พบภิกษุแล้ว จึงได้พลิกกลับแสดงก้นบาตร แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีพบภิกษุแล้ว ไม่พึงพลิกกลับแสดงก้นบาตร รูปใดแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ภิกษุณีพบภิกษุ แล้วหงายบาตรแสดง และอามิสใด มีในบาตร พึงนิมนต์ภิกษุด้วยอามิสนั้น
5)
เพ่งดูนิมิตบุรุษ (จ้องมองบุรุษเพศเช่นหน้าตาเหล่อเหลา)
[๕๖๓] สมัยนั้น นิมิตบุรุษเขาทิ้งไว้ที่ถนน ในพระนครสาวัตถี ภิกษุณีทั้งหลาย ตั้งใจ เพ่งดู นิมิตบุรุษนั้น ชาวบ้านพากันโห่ ภิกษุณีเหล่านั้นเก้อ จึงไปสู่สำนักแล้ว บอกเรื่องนั้นแก่ ภิกษุณีทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลาย จึงได้เพ่งดูนิมิตบุรุษเล่า แล้วได้บอกเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึง เพ่งดู นิมิตบุรุษ รูปใดเพ่งดูต้องอาบัติทุกกฏ
6)
เรื่องให้อามิส
(ของที่ได้รับจากการถวายห้ามนำไปบริจาค จ่ายแจก ทั้งสิ่งของและเงินทอง)
[๕๖๔] สมัยนั้น ประชาชนถวายอามิสแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายให้อามิส แก่พวกภิกษุณี ประชาชนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลาย จึงได้ให้ อามิสที่เขาถวายแก่ตนเ พื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่นเล่า ก็พวกเราไม่รู้จัก ให้ทานหรือ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ... ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้ อามิส ที่เขาถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ
[๕๖๕] สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่ พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้แก่สงฆ์ อามิสมีมาก เหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้ เป็นส่วนบุคคล
[๕๖๖] สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุทำการสั่งสมไว้มีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุยังภิกษุณี ให้รับอามิส ที่เป็น สันนิธิของภิกษุแล้วฉันได้
[๕๖๗] สมัยนั้น ประชาชนถวายอามิสแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลายถวาย แก่ภิกษุ คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงถวายอามิส ที่เขาถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์บริโภคแก่ผู้อื่น ก็พวกเราไม่รู้จักให้ทานหรือ ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีไม่พึงให้อามิส ที่เขาถวายแก่ตน เพื่อประโยชน์ บริโภคแก่ผู้อื่น รูปใดให้ ต้องอาบัติทุกกฏ
[๕๖๘] สมัยนั้น อามิสของภิกษุทั้งหลายมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่ พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถวายแก่สงฆ์ อามิสมีมาก เหลือเฟือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต เพื่อให้แม้เป็นส่วนบุคคล
[๕๖๙] สมัยนั้น อามิสที่ภิกษุณีทำการสั่งสมมีมาก ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุณียังภิกษุ ให้รับ อามิส ที่เป็น สันนิธิของภิกษุณีแล้วฉันได้
|