เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ    

ข้อปฏิบัติตามพระวินัยในการ "โจทก์" (การตักเตือนหรือกล่าวหาความผิด)
ไม่มีจิตมุ่งร้าย โจทก์ถูกกาลเวลา ใช้คำสุภาพ พูดเรื่องจริง
2826
  22/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๕๐๖] - [๕๑๑]
 


(โดยย่อ)

หลักธรรม และข้อปฏิบัติในการ "โจทก์" (การตักเตือนหรือการกล่าวหา)

ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน ภิกษุที่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีธรรม จะต้องประสบ ความเดือดร้อนใจ (มีวิปฏิสาร) ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ โจทก์โดยกาลไม่ควร, โจทก์ด้วยเรื่อง ไม่จริง, โจทก์ด้วยคำหยาบ, โจทก์ด้วยเรื่องไร้ประโยชน์ และโจทก์ด้วยจิตมุ่งร้าย

ผู้ถูกโจทก์โดยไม่เป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน ภิกษุที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ไม่จำเป็น ต้องเดือดร้อนใจ เพราะผู้อื่นโจทก์ตน ด้วยอาการที่ไม่ถูกต้องทั้ง ๕ ประการข้างต้น

ผู้โจทก์โดยเป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน:ภิกษุที่ตักเตือนผู้อื่นตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ย่อมไม่ เดือดร้อนใจ เพราะทำตามหลัก ๕ ประการ คือ โจทก์ถูกกาลเวลา, พูดเรื่องจริง, ใช้คำสุภาพ, พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ และทำด้วยจิตเมตตา

ผู้ถูกโจทก์โดยธรรมต้องเดือดร้อน: ภิกษุที่ทำผิดจริงแล้วถูกตักเตือนอย่างเป็นธรรม ย่อมต้อง เดือดร้อนใจ (เกิดความสลดใจเพื่อแก้ไขตนเอง) เพราะถูกโจทก์ด้วยความจริงและถูกกาลเทศะ

ผู้โจทก์พึงมนสิการธรรม ๕ ประการ: ก่อนจะไปตักเตือน หรือกล่าวหาใคร ภิกษุผู้โจทก์ต้อง สำรวจ และตั้งมั่นในจิตใจตนเองก่อนว่า จะพูดตามกาล, พูดคำจริง, พูดคำสุภาพ, พูดคำมีประโยชน์ และพูดด้วยเมตตาจิต

ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ: เมื่อถูกผู้อื่นตักเตือน ภิกษุผู้ถูกโจทก์ ควรปฏิบัติตน ตามหลัก ๒ ประการ คือ ๑. ตั้งอยู่ในความจริง (ยอมรับหากผิดจริง) และ ๒. ไม่เป็นผู้ทำตนให้ เดือดร้อนใจโดยไม่จำเป็น (หากไม่ได้ทำผิด)

สรุปคือ
พระพุทธองค์ทรงวางเกณฑ์การตักเตือน และยอมรับความผิดโดยยึด กาลเทศะ ความจริง ความสุภาพ ประโยชน์ และเมตตาจิต เป็นสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ


หมายเหตุ พระวินัยมีทั้งคำว่า โจท /โจทก์ คำไหนถูกต้อง
โจทก์ (มี ก์)
ใช้เป็น "คำนาม" หมายถึง ตัวบุคคล (ผู้ฟ้อง / ผู้กล่าวหา)
ตัวอย่าง ภิกษุผู้โจทก์ (หมายถึง พระที่เป็นคนไปว่าคนอื่น)

โจท (ไม่มี ก์)
ใช้เป็น "คำกริยา" หมายถึง การกระทำ (การตักเตือน / การกล่าวหา / การยกความผิดขึ้นพูด) ซึ่งแปลมาจากกริยาบาลีธาตุว่า โคทฺ (Cod)
ตัวอย่าง ท่านโจทโดยกาลไม่ควร (ท่านตักเตือนผิดเวลา)

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 


22/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๕๐๖] - [๕๑๑]
จุลวรรค ภาค ๒

1)
ผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรมต้องเดือดร้อน

          [๕๐๖] พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อน ด้วยอาการ เท่าไร พระพุทธเจ้าข้า
          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความ เดือดร้อนด้วยอาการ ๕ คือ:-
     ๑. ท่านโจทโดยกาลไม่ควร ไม่โจทโดยกาลอันควร ท่านต้องเดือดร้อน
     ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่โจทด้วยเรื่องจริง ท่านต้องเดือดร้อน
     ๓. ท่านโจทด้วยคำหยาบ ไม่โจทด้วยคำสุภาพ ท่านต้องเดือดร้อน
     ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่โจทด้วยเรื่องประกอบด้วย ประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน
     ๕. ท่านมุ่งร้ายโจท มิใช่มีเมตตาจิตโจท ท่านต้องเดือดร้อน

          ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยไม่เป็นธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุแม้อื่น ไม่พึงสำคัญเรื่องที่โจทด้วยคำเท็จ

2)
ผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

          [๕๐๗] พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน ด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:-
     ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลไม่ควร ไม่ถูกโจทโดยกาลอันควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่จริง ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่องจริง ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำหยาบ ไม่ถูกโจทด้วยคำสุภาพ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ได้ถูกโจทด้วยเรื่อง ประกอบด้วยประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๕. ท่านถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ไม่ถูกโจทด้วยเมตตาจิต ท่านไม่ต้องเดือดร้อน

          ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยไม่เป็นธรรม ไม่ต้องเดือดร้อนด้วยอาการทั้ง ๕ นี้

3)
ผู้โจทก์โดยเป็นธรรมไม่ต้องเดือดร้อน

          [๕๐๘] พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อน ด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความ ไม่เดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:-
     ๑. ท่านโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่โจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๒. ท่านโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๓. ท่านโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่โจทด้วยคำหยาบ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๔. ท่านโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่โจทด้วยเรื่องไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ท่านไม่ต้องเดือดร้อน
     ๕. ท่านมีเมตตาจิตโจท ไม่ใช่มุ่งร้ายโจท ท่านไม่ต้องเดือดร้อน

          ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์โดยเป็นธรรม พึงถึงความไม่เดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้ ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุแม้อื่นก็พึงสำคัญว่าควรโจทด้วยเรื่องจริง

4)
ผู้ถูกโจทโดยธรรมต้องเดือดร้อน

          [๕๐๙] พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อน ด้วยอาการเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อน ด้วยอาการ ๕ คือ:-
     ๑. ท่านถูกโจทโดยกาลอันควร ไม่ใช่ถูกโจทโดยกาลอันไม่ควร ท่านต้องเดือดร้อน
     ๒. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องจริง ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ท่านต้องเดือดร้อน
     ๓. ท่านถูกโจทด้วยคำสุภาพ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยคำหยาบ ท่านต้องเดือดร้อน
     ๔. ท่านถูกโจทด้วยเรื่องประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ถูกโจทด้วยเรื่อง ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ ท่านต้องเดือดร้อน
     ๕. ท่านถูกโจทด้วยเมตตาจิต ไม่ใช่ถูกโจทด้วยมุ่งร้าย ท่านต้องเดือดร้อน

          ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทโดยธรรม พึงถึงความเดือดร้อนด้วยอาการ ๕ นี้แล

5)
ผู้โจทก์พึงมนสิการธรรม ๕ ประการ

          [๕๑๐] พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรมเท่าไรไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่นพึงมนสิการธรรม ๕ อย่างไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น คือ:-
     ๑. ความการุญ
     ๒. ความหวังประโยชน์
     ๓. ความเอ็นดู
     ๔. ความออกจากอาบัติ
     ๕. ความทำวินัยเป็นเบื้องหน้า

          ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้โจทก์ปรารถนาจะโจทผู้อื่น พึงมนสิการธรรม ๕ อย่างนี้ไว้ในตน แล้วโจทผู้อื่น

6)
ผู้ถูกโจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ

          [๕๑๑] พระอุบาลีทูลถามว่า ก็ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรมเท่าไร พระพุทธเจ้าข้า

          พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถูกโจทก์ พึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ความจริง ๑ ความไม่ขุ่นเคือง ๑


 

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์