17/7) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ ข้อ [๓๗๗] - [๓๘๒]
จุลวรรค ภาค ๒
ปล่อยช้างนาฬาคิรี
[๓๗๗] สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ มีช้างชื่อนาฬาคิรี เป็นสัตว์ดุร้ายฆ่ามนุษย์ ครั้งนั้น พระเทวทัตเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ แล้วไปยังโรงช้าง ได้กล่าวกะพวกควาญช้างว่า พนาย เราเป็นพระราชญาติ สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำไว้ ในตำแหน่งสูงได้ สามารถจะเพิ่มได้ทั้งเบี้ยเลี้ยง และเงินเดือน พนาย ถ้ากระนั้นเวลาใดพระสมณโคดม ทรงพระดำเนินมาตรอกนี้ เวลานั้น พวกท่านจงปล่อยช้าง นาฬาคิรีเข้าไปยังตรอกนี้ ควาญช้างเหล่านั้น รับคำพระเทวทัตแล้ว ครั้นเวลาเช้า
พระผู้มีพระภาคท รงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตร จีวร เสด็จเข้าไปยัง กรุงราชคฤห์ พร้อมกับภิกษุมากรูป ทรงพระดำเนินถึงตรอกนั้น ควาญช้างเหล่านั้น ได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคทรงพระดำเนิน ถึงตรอกนั้น จึงปล่อยช้างนาฬาคิรี ให้ไปยัง ตรอกนั้น ช้างนาฬาคิรีได้แลเห็นพระผู้มีพระภาค ทรงพระดำเนินมาแต่ไกลเทียว แล้วได้ชูงวง หูชัน หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาค ภิกษุเหล่านั้นได้แลเห็นช้าง นาฬาคิรี วิ่งมาแต่ไกลเทียว แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดินเข้ามายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาค จงเสด็จกลับเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธออย่ากลัวเลย ข้อที่บุคคล จะปลง ชีวิต ตถาคต ด้วยความพยายามของผู้อื่นนั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส เพราะ พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพาน ด้วยความพยายามของผู้อื่น
แม้ครั้งที่สอง ภิกษุเหล่านั้น ...
แม้ครั้งที่สาม ภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีนี้ ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์ เดินเข้ามายังตรอกนี้แล้ว ขอพระผู้มีพระภาค จงเสด็จกลับเถิด ขอพระสุคตจงเสด็จกลับเถิด พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า มาเถิดภิกษุทั้งหลาย อย่ากลัวเลย ข้อที่บุคคลจะปลง ชีวิต ตถาคต ด้วยความพยายามของผู้อื่น นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสเพราะพระตถาคต ทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น
[๓๗๘] คราวนั้น คนทั้งหลาย หนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือนโล้นบ้าง บนหลังคาบ้าง บรรดาคนเหล่านั้น พวกที่ไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสไร้ปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราผู้เจริญ พระมหาสมณโคดม พระรูปงาม จักถูกช้างเบียดเบียน
ส่วนพวกที่มีศรัทธา เลื่อมใส ฉลาด มีปัญญา กล่าวอย่างนี้ว่า ชาวเราผู้เจริญ ไม่นานเท่าไรนัก พระพุทธนาคจักทรงทำสงครามกับช้าง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคิรี
ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรีได้สัมผัส พระเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาค แล้ว ลดงวงลง แล้วเข้าไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ยืนอยู่ตรงพระพักตร์พระผู้มีพระภาค
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยกพระหัตถ์ขวา ลูบกระพองช้างนาฬาคิรีพลาง ตรัสกะช้างนาฬาคิรี ด้วยพระคาถา ว่าดังนี้:-
[๓๗๙] ดูกรกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาค เพราะการเข้าไปหา พระพุทธนาคด้วยวธกะจิต เป็นเหตุแห่งทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธนาค จากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า ไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมา และอย่า ประมาท เพราะคนเหล่านั้น เป็นผู้ประมาทแล้ว จะไปสู่สุคติ ไม่ได้ เจ้านี่แหละ จักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้
[๓๘๐] ลำดับนั้น ช้างนาฬาคิรี เอางวงลูบละอองธุลีพระบาท ของพระผู้มีพระภาค แล้วพ่นลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แล เห็นพระผู้มีพระภาค ไปสู่โรงช้างแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ของตน
ก็แล ช้างนาฬาคิรีเป็นสัตว์อันพระพุทธนาค ทรงทรมานแล้วด้วยประการนั้น
[๓๘๑] สมัยนั้น คนทั้งหลายขับร้องคาถานี้ ว่าดังนี้:-
คนพวกหนึ่งย่อมฝึกช้าง และม้า ด้วยใช้ท่อนไม้บ้าง ใช้ขอบ้าง ใช้แส้บ้าง สมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้แสวงพระคุณใหญ่ทรงทรมาน ช้างโดยมิต้องใช้ท่อนไม้ มิต้องใช้ ศัสตรา
คนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระเทวทัตนี้เป็นคนมีบาป ไม่มีบุญ เพราะพยายามปลงพระชนม์พระสมณโคดม ผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้มีอานุภาพมาก อย่างนี้ ลาภสักการะ ของพระเทวทัตเสื่อม ส่วนลาภสักการะของ พระผู้มีพระภาค เจริญยิ่งขึ้น
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[๓๘๒] สมัยต่อมาพระเทวทัตเสื่อมลาภสักการะแล้ว พร้อมทั้งบริษัท ได้เที่ยวขอ ในสกุลทั้งหลายมาฉัน ประชาชนทั้งหลายต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนา ว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงเที่ยวขอในสกุลทั้งหลายมาฉันเล่า ของที่ ปรุงเสร็จแล้ว ใครจะไม่พอใจ ของที่ดีใครจะไม่ชอบใจ
ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ พวกที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเทวทัตพร้อมกับบริษัท จึงเที่ยวขอใน สกุลทั้งหลายมาฉันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาค ... ตรัสถามว่า ดูกรเทวทัต ข่าวว่า เธอพร้อมกับบริษัทเที่ยว ขอในสกุลทั้งหลายมาฉัน จริงหรือ
พระเทวทัตทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียน ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติโภชนะ สำหรับ ๓ คนในสกุล แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๓ ประการ คือ
๑.เพื่อข่มบุคคล ผู้เก้อยาก
๒.เพื่ออยู่ผาสุกของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
๓.เพื่ออนุเคราะห์สกุลด้วยหวังว่า ภิกษุทั้งหลายที่มีความปรารถนาลามก อย่าอาศัย ฝักฝ่าย ทำลายสงฆ์ ในการฉัน เป็นหมู่ พึงปรับอาบัติตามธรรม
|