เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

เสขิยวัตร วรรค ๖ สุรุสุรุวรรค มารยาทในการขบฉันอาหาร และข้อกำหนดการแสดงธรรม 2759
  22/2 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๘๕๑] - [๘๖๑]
 


(โดยย่อ)


สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑-๑๐
สิกขาบทที่ ๑ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำเสียงดังซู้ด ๆ (สุรุสุรุ)
สิกขาบทที่ ๒ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลีัยมือ
สิกขาบทที่ ๓ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขอดบาตร (ไม่ขูดบาตรจนเสียงดัง)
สิกขาบทที่ ๔ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก
สิกขาบทที่ ๕ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือเปื้อนอาหารจับภาชนะน้ำดื่ม
สิกขาบทที่ ๖ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เทน้ำล้างบาตรที่มีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน
สิกขาบทที่ ๗ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คน ที่กั้นร่ม (ยกเว้นเจ็บไข้)
สิกขาบทที่ ๘ ภิกษุพิกพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คน ที่ถือไม้พลอง (ยกเว้นเจ็บไข้)
สิกขาบทที่ ๙ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คน ถือศัสตรา (ยกเว้นเจ็บไข้)
สิกขาบทที่ ๑๐ ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คน ที่ถืออาวุธ (ยกเว้นเจ็บไข้)

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 


22/2 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๘๕๑] - [๘๖๑]
มหาวิภังค์ ภาค ๒

วรรคที่ ๖ สุรุสุรุวรรค
สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑

          [๘๕๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม เขต พระนครโกสัมพี. ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งปรุงปานะน้ำนมถวายพระสงฆ์ ภิกษุทั้งหลาย ซดน้ำนม ดังซูดๆ ภิกษุรูปหนึ่งเคยเป็นนักฟ้อนรำกล่าวขึ้นอย่างนี้ว่า ชะรอยพระสงฆ์ ทั้งปวงนี้ อันความเย็นรบกวนแล้ว. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ...ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุจึงได้พูดปรารภพระสงฆ์เล่นเล่า แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ทรงสอบถาม
          พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ข่าวว่า เธอได้พูดปรารภ พระสงฆ์เล่น จริงหรือ?
          ภิกษุรูปนั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้พูด ปรารภ สงฆ์เล่นเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยัง ไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำ ธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุทั้งหลายไม่พึงพูดปรารภ พระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์เล่น รูปใดฝ่าฝืน ต้องอาบัติทุกกฏ.

          ครั้นทรงติเตียนภิกษุนั้นโดยอเนกปริยายแล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคน เลี้ยงยาก ...
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ
          ๑๙๖. ๕๑. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำเสียงดังซูดๆ.

สิกขาบทวิภังค์
          อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันดังซูดๆ. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหาร ทำเสียงดังซูดๆ ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๒

          [๘๕๒] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ ฉันอาหารเลียมือ ...

พระบัญญัติ
          ๑๙๗. ๕๒. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียมือ.

สิกขาบทวิภังค์
          อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันเลียมือ ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหาร เลียมือต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๓

          [๘๕๓] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ ฉันอาหารขอดบาตร ...

พระบัญญัติ
          ๑๙๘. ๕๓. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขอดบาตร.

สิกขาบทวิภังค์
          อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันขอดบาตร. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหาร ขอดบาตร ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ ข้าวสุกเหลือน้อยกวาดขอดรวมกันเข้า แล้วฉัน ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๔

          [๘๕๔] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ ฉันอาหารเลียริมฝีปาก ...

พระบัญญัติ
          ๑๙๙. ๕๔. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก.

สิกขาบทวิภังค์
          อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงฉันเลียริมฝีปาก. ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ฉันอาหารเลียริมฝีปาก ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๕

          [๘๕๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่สวนสัตว์เภสกฬาวัน เขตพระนครสุงสุมารคิระ แขวงภัคคะชนบท. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายรับประเคนโอน้ำ ด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิส ในโกกนุทปราสาท. ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้รับประเคนโอน้ำด้วยมือ ข้างที่เปื้อนอามิส เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้าน พวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่. บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลายจึงได้รับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิสเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ทรงสอบถาม
          พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุ รับประเคนโอน้ำด้วยมือที่เปื้อนอามิส จริงหรือ?
          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน
          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกโมฆบุรุษ เหล่านั้นจึงได้รับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิสเล่า การกระทำของพวกโมฆบุรุษ เหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ เลื่อมใส ยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ
          ๒๐๐. ๕๕. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่รับโอน้ำด้วยมือเปื้อนอามิส

สิกขาบทวิภังค์
          อันภิกษุผู้ฉันอาหารไม่พึงรับประเคนโอน้ำ ด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิส.           ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ รับประเคนโอน้ำด้วยมือข้างที่เปื้อนอามิส ต้องอาบัติ ทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ รับประเคนด้วยหมายว่าจักล้างเอง หรือให้ผู้อื่นล้าง ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๖

          [๘๕๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ที่สวนสัตว์เภสกฬาวัน เขตพระนครสุงสุมารคิระ แขวงภัคคะชนบท. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย เทน้ำล้างบาตร ซึ่งมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน ใกล้โกกนุทปราสาท. ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้เทน้ำล้างบาตร ซึ่งมีเมล็ดข้าว ลงในละแวกบ้าน เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า

           ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลาย จึงได้เทน้ำล้างบาตรซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้านเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค.

ทรงสอบถาม
          พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุ เทน้ำล้างบาตรซึ่งมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท
          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกโมฆบุรุษ เหล่านั้น จึงได้เทน้ำล้างบาตรซึ่งยังมีเมล็ดข้าว ลงในละแวกบ้านเล่า การกระทำของ พวกโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ
          ๒๐๑. ๕๖. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าว ในละแวกบ้าน.

สิกขาบทวิภังค์
          อันภิกษุไม่เทน้ำล้างบาตร ซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน.           ภิกษุใดอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ เทน้ำล้างบาตรซึ่งยังมีเมล็ดข้าวลงในละแวกบ้าน ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ เก็บเมล็ดข้าวออกแล้วจึงเทน้ำ ล้างบาตร หรือ ขยี้เมล็ดข้าวให้ละลายแล้วเท หรือเทน้ำล้างบาตรลงในกระโถน แล้วนำ ไปเทข้างนอก ๑มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๖ จบ.
โภชนปฏิสังยุต ๓๐ สิกขาบท จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ธรรมเทศนาปฏิสังยุต ๑๖ สิกขาบท
สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๗

          [๘๕๗] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่ม. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์ จึงได้แสดงธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่มเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนี้แก่พระผู้มีพระภาค.

ทรงสอบถาม
          พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอแสดงธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่ม จริงหรือ?
          พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน
          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอ จึงได้แสดงธรรมแก่บุคคลผู้กั้นร่มเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-พระบัญญัติ

          ๒๐๒. ๕๗. ก. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคล มีร่มในมือ.
          ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

          [๘๕๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายรังเกียจเพื่อจะแสดงธรรม แก่คนเป็นไข้ มีร่มในมือ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร จึงไม่แสดงธรรมแก่คนเป็นไข้ซึ่งมีร่มในมือเล่า ภิกษุทั้งหลายได้ยิน ชาวบ้าน พวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ทรงอนุญาตให้แสดงธรรมแก่คนไข้
          ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า เราอนุญาตให้แสดงธรรม แก่คนเป็นไข้มีร่มในมือได้.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระอนุบัญญัติ
          ๒๐๒. ๕๗. ข. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคล ไม่ใช่ ผู้เจ็บไข้ มีร่มในมือ.

สิกขาบทวิภังค์
          ที่ชื่อว่า ร่ม ได้แก่ร่ม ๓ ชนิด คือ ร่มผ้าขาว ๑ ร่มลำแพน ๑ ร่มใบไม้ ๑ ที่เย็บเป็น วงกลมผูกติดกับซี่.
          ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่ ถ้อยคำที่อิงอรรถอิงธรรม เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสีภาษิต เทวตาภาษิต.
          บทว่า แสดง คือแสดงโดยบท ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ อักขระ.
          อันภิกษุไม่พึง แสดงธรรมแก่บุคคลไม่เป็นไข้ผู้กั้นร่ม ภิกษุใดอาศัยความ ไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้กั้นร่ม ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๘

          [๘๕๙] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นพระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ถือไม้พลอง ..

พระอนุบัญญัติ
          ๒๐๓. ๕๘. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคล ไม่ใช่ ผู้เจ็บไข้ มีไม้พลองในมือ.

สิกขาบทวิภังค์
          ที่ชื่อว่า ไม้พลอง ได้แก่ ไม้พลองยาวสี่ศอกของมัชฌิมบุรุษยาวกว่านั้น ไม่ใช่ ไม้พลองสั้นกว่านั้น ก็ไม่ใช่ไม้พลอง.

          อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรม แก่คนไม่เป็นไข้ผู้ถือไม้พลอง ภิกษุใดอาศัยความ ไม่เอื้อเฟื้อแสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้ถือไม้พลอง ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๙

          [๘๖๐] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ถือศัสตรา ...

พระอนุบัญญัติ
          ๒๐๔. ๕๙. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคล ไม่ใช่ผู้เจ็บไข้ มีศัสตราในมือ.

สิกขาบทวิภังค์
          ที่ชื่อว่า ศัสตรา ได้แก่ วัตถุเครื่องประหารมีคมข้างเดียว มีคมสองข้าง.
          อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรม แก่บุคคลผู้ไม่เป็นไข้ผู้ถือศัสตรา ภิกษุใดอาศัยความ ไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ไม่เป็นไข้ ผู้ถือศัสตรา ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑๐

          [๘๖๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ แสดงธรรมแก่บุคคลผู้ถืออาวุธ ...

พระอนุบัญญัติ
          ๒๐๕. ๖๐. ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่บุคคล ไม่ใช่ผู้เจ็บไข้ มีอาวุธในมือ.

สิกขาบทวิภังค์
          ที่ชื่อว่า อาวุธ ได้แก่ ปืน เกาทัณฑ์.
          อันภิกษุไม่พึงแสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้ถืออาวุธ ภิกษุใดอาศัยความ ไม่เอื้อเฟื้อ แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีมือถืออาวุธ ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร
          ไม่แกล้ง ๑ เผลอ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ อาพาธ ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑ไม่ต้องอาบัติแล.

สุรุสุรุวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ.
วรรคที่ ๖ จบ.


 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์