เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ทรงห้ามภิกษุเก็บเภสัช ๕ เกิน ๗ วัน หลังชาวบ้านถวายเภสัชแก่พระปิลินทวัจฉเถระ 2680
  3/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๑๓๘]-[๑๔๔]
 


ทรงห้ามภิกษุเก็บเภสัช ๕ เกิน ๗ วัน


(โดยย่อ)

1.ทรงบัญญัติห้ามภิกษุเก็บ เภสัช ๕ (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย) ไว้ฉันเกิน ๗ วัน หากเกินต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

2. เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ ท่านให้คนช่วยชำระเงื้อมเขา ในเมืองราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสาร จึงทรงปวารณา จะถวายคนทำการวัด (อารามิก) แต่ลืมไปถึง ๕๐๐ วัน เมื่อระลึกได้จึงพระราชทาน คนวัด ๕๐๐ คน จนตั้งเป็นหมู่บ้านชื่อ "ปิลินทวัจฉคาม"

3.เหตุเกิดพุทธานุญาต พระเถระได้ช่วยเด็กหญิงในหมู่บ้าน โดยอธิษฐานขดหญ้าให้กลายเป็น พวงมงคลทองคำ ทำให้พระราชา ทรงปล่อยตัวครอบครัวคนวัด ที่ถูกสงสัยว่าขโมยทอง ชาวบ้านเลื่อมใส จึงนำเภสัช ๕ มาถวายพระเถระจำนวนมาก ท่านจึงแจกจ่ายให้บริษัทบริวาร

4.เรื่องอื่นๆ ภิกษุทั้งหลายได้รับแจกเภสัชมามาก จนล้นบาตร และหม้อน้ำ จึงพากันเก็บสะสมไว้ เกินกำหนด จนมดแมลงรบกวน และชาวบ้านตำหนิ พระพุทธองค์จึงทรงประชุมสงฆ์ และปรับอาบัติ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย


หัวข้อประจำเรื่อง
๓. ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓

1) เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ
2) ทรงอนุญาตให้มีคนทำการวัด
3) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม/ทรงติเตียน
4) ทรงบัญญัติสิกขาบท/พระบัญญัติ
5) สิกขาบทวิภังค์
6) วิธีเสียสละ/เสียสละแก่สงฆ์/เสียสละแก่คณะ/เสียสละแก่บุคคล
7) บทภาชนีย์/นิสสัคคิยปาจิตตีย์/ทุกกฏ/ไม่ต้องอาบัติ
8) อนาปัตติวาร

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

3/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๑๓๘]-[๑๔๔]
มหาวิภังค์ ภาค ๒

๓. ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓
1)
เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ

          [๑๓๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะ กำลังให้คนชำระเงื้อมเขาในเขตพระนครราชคฤห์ ประสงค์จะทำเป็นสถานที่เร้น.

          ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ เสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ ถึงสำนัก. ทรงอภิวาทแล้วประทับ เหนือพระราชอาสน์ อันควรส่วนข้างหนึ่ง, ได้ตรัสถามท่านพระปิลินทวัจฉะว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า พระเถระกำลังให้เขาทำอะไรอยู่?

          ท่านพระปิลินทวัจฉะ ถวายพระพรว่า อาตมภาพกำลัง ให้เขาชำระเงื้อมเขา ประสงค์จะทำเป็นสถานที่เร้น ขอถวายพระพร.

          พิ. พระคุณเจ้าจะต้องการคนทำการวัดบ้างไหม.
          ปิ. ขอถวายพระพร คนทำการวัด พระผู้มีพระภาค ยังไม่ทรงอนุญาต.
          พิ. ถ้าเช่นนั้น โปรดทูลถามพระผู้มีพระภาค แล้วบอกให้ข้าพเจ้าทราบ.

          ท่านพระปิลินทวัจฉะทูลสนอง พระบรมราชโองการว่า ได้ ขอถวายพระพร แล้วชี้แจงให้พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ ทรงสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว.

          ลำดับนั้นแล พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ อันท่านพระปิลินทวัจฉะ ชี้แจงให้ ทรงสมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว, เสด็จลุกจากพระราชอาสน์ ทรงอภิวาท ท่านพระปิลินทวัจฉะ ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ.

          หลังจากนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะ ส่งสมณทูตไปในสำนักพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ มีพระราชประสงค์ จะทรงถวายคนทำการวัด,ข้าพระพุทธเจ้าจะ พึงปฏิบัติอย่างไร? พระพุทธเจ้าข้า.

2)
ทรงอนุญาตให้มีคนทำการวัด

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น, ทรงกระทำธรรมีกถา, แล้วรับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้มีคนทำการวัด.

          พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ เสด็จเข้าไปหาท่าน พระปิลินทวัจฉะ ถึงสำนักเป็นคำรบสอง, ทรงอภิวาทแล้ว ประทับนั่งเหนือพระอาสน์ อันควรส่วนข้างหนึ่ง, แล้วตรัสถามท่านพระปิลินทวัจฉะว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า คนทำการวัด พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตแล้วหรือ?
          ท่านพระปิลินทวัจฉะ ถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร ทรงอนุญาตแล้ว.

          พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ ทรงรับปฏิญาณ ถวายคนทำการวัด แก่ท่าน พระปิลินทวัจฉะว่า ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าจักถวายคนทำการวัด แก่พระคุณเจ้าดังนี้แล้ว ทรงลืมเสีย. ต่อนานมาทรงระลึกได้ จึงตรัสถามมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชกิจ ทั้งปวง ผู้หนึ่งว่า พนาย คนทำการวัดที่เราได้รับปฏิญาณ จะถวายแก่พระคุณเจ้านั้น เราได้ถวายไปแล้วหรือ?

          มหาอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ ยังไม่ได้พระราชทาน พระพุทธเจ้าข้า.
พระราชาตรัสถามว่า จากวันนั้นมา นานกี่ราตรีแล้ว พนาย.

          ท่านมหาอำมาตย์นับราตรี แล้วกราบทูลในทันใดนั้นแลว่า ขอเดชะ ๕๐๐ ราตรี พระพุทธเจ้าข้า.

          พระราชารับสั่งว่า พนาย ถ้าเช่นนั้นจงถวายท่านไป ๕๐๐ คน.

          ท่านมหาอำมาตย์ รับสนองพระบรมราชโองการว่า พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้จัดคน ทำการวัดไปถวาย ท่านพระปิลินทวัจฉะ ๕๐๐ คน. หมู่บ้านของคนทำการวัดพวกนั้น ได้ตั้งอยู่แผนกหนึ่ง. คนทั้งหลายเรียกตำบลบ้านนั้นว่า ตำบลบ้านอารามิกบ้าง ตำบล บ้าน ปิลินทวัจฉะบ้าง.

          [๑๓๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้เป็นพระกุลุปกะ ในหมู่บ้าน ตำบลนั้น.ครั้นเช้าวันหนึ่ง ท่านครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาต ยังตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ.สมัยนั้น ในตำบลบ้านนั้นมีมหรสพ. พวกเด็กๆ ตกแต่งกาย ประดับ ดอกไม้ เล่นมหรสพอยู่. พอดีท่านพระปิลินทวัจฉะ เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับ ตรอกปิลินทวัจฉะ ได้เข้าไปถึงเรือนคนทำการวัดผู้หนึ่ง. ครั้นแล้วนั่งบนอาสนะ ที่เข้าจัดถวาย.

          ขณะนั้น ธิดาของสตรีผู้ทำการวัดนั้น เห็นเด็กๆ พวกอื่นตกแต่งกายประดับดอกไม้ แล้วร้องอ้อนว่า จงให้ดอกไม้แก่ข้าพเจ้า, จงให้เครื่องตกแต่งกาย แก่ข้าพเจ้า.

          ท่านพระปิลินทวัจฉะจึงถามสตรี ผู้ทำการวัดคนนั้นว่า เด็กหญิงคนนี้ร้องอ้อน อยากได้อะไร?

          นางกราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า เด็กหญิงคนนี้เห็นเด็กๆ พวกอื่นเขาตกแต่งกาย ประดับดอกไม้ จึงร้องอ้อนขอว่า จงให้ดอกไม้แก่ข้าพเจ้า, จงให้เครื่องตกแต่งกาย แก่ข้าพเจ้า, ดิฉันบอกว่า เราเป็นคนจน จะได้ดอกไม้มาจากไหน, จะได้เครื่องแต่งกาย มาจากไหน.

          ขณะนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะ หยิบหมวกฟางใบหนึ่ง ส่งให้แล้วกล่าวว่า เจ้าจง สวมหมวกฟางนี้ลง ที่ศีรษะเด็กหญิงนั้น. ทันใดนางได้รับหมวกฟางนั้น สวมลงที่ศีรษะ เด็กหญิงนั้น.หมวกฟางนั้น ได้กลายเป็นระเบียบดอกไม้ทองคำ งดงามน่าดู น่าชม, ระเบียบดอกไม้ทองคำเช่นนั้น แม้ในพระราชสถานก็ไม่มี.

          ชาวบ้านกราบทูล แด่พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐว่า ขอเดชะ ระเบียบ ดอกไม้ ทองคำ ที่เรือนของคนทำการวัดชื่อโน้น งดงาม น่าดู น่าชม แม้ในพระราชสถาน ก็ไม่มี. เขาเป็นคนเข็ญใจจะได้มาแต่ไหน, เป็นต้องได้มาด้วยโจรกรรมเป็นแน่นอน.

          ท้าวเธอจึงรับสั่งให้จองจำตระกูลคนทำการวัดนั้น.
          ครั้นเช้าวันที่ ๒ ท่านพระปิลินทวัจฉะ ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไป บิณฑบาต ถึงตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ เมื่อเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอก ในบ้าน ปิลินทวัจฉะ ได้เดินผ่านไปทางเรือน คนทำการวัดผู้นั้น. ครั้นแล้วได้ถามคนที่เขา คุ้นกันว่า ตระกูลคนทำการวัดนี้ไปไหนเสีย?.

          คนพวกนั้นกราบเรียนว่า เขาถูกจองจำ เพราะเรื่องระเบียบดอกไม้ทองคำนั้น เจ้าข้า. ทันใดนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ นั่งเหนืออาสนะ ที่เขาจัดถวาย.

          ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ เสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ, ทรงอภิวาทแล้ว ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ อันควรส่วนข้างหนึ่ง.

          ท่านพระปิลินทวัจฉะได้ทูลถามพระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ ผู้ประทับนั่ง เรียบร้อยแล้วดังนี้ว่า ขอถวายพระพร ตระกูลคนทำวัดถูกรับสั่งให้จองจำด้วยเรื่องอะไร?

          พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า เพราะที่เรือนของเขา มีระเบียบดอกไม้ ทองคำอย่างงดงาม น่าดู น่าชม, แม้ที่ในวังก็ยังไม่มี, เขาเป็นคนจนจะได้มาแต่ไหน, เป็นต้องได้มาด้วยโจรกรรมเป็นแน่นอน.

          ขณะนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้อธิษฐานปราสาท ของพระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ จงเป็นทอง, ปราสาทนั้นได้กลายเป็นทองไปทั้งหมด. แล้วได้ถวาย พระพร ทูลถามว่าขอถวายพระพร ก็นี่ทองมากมายเท่านั้น มหาบพิตรได้มาแต่ไหน?.

          ข้าพเจ้าทราบแล้ว, นี้เป็นอิทธานุภาพของพระคุณเจ้า. พระเจ้าพิมพิสารตรัส ดังนี้แล้ว รับสั่งให้ปล่อยตระกูลคนทำการวัดนั้น พ้นพระราชอาญา.

          [๑๔๐] ชาวบ้านทราบข่าวว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะ แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็น ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ใ นบริษัทพร้อมทั้งพระราชา ต่างพากันยินดีเลื่อมใสโดยยิ่ง, แล้วได้นำเภสัชห้าคือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย มาถวายท่านพระปิลินทวัจฉะ. แม้ตามปกติท่านก็ได้เภสัชห้าอยู่เสมอ. ท่านจึงแบ่งเภสัชที่ได้ๆ มาถวายบริษัท แต่บริษัท ของท่านเป็นผู้มักมาก เก็บเภสัชที่ได้ๆ มาไว้ในกระถางบ้าง ในหม้อน้ำบ้าง จนเต็ม แล้วบรรจุลงในหม้อกรองน้ำบ้าง ในถุงย่ามบ้าง แขวนไว้ที่หน้าต่าง เภสัชเหล่านั้นก็เยิ้มซึม แม้จำพวกหนูก็เกลื่อนกล่นไปทั่ววิหาร. ชาวบ้านที่เดินเที่ยวชม ไปตามวิหารพบเข้า ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสาย พระศากยบุตร เหล่านี้ มีเรือนคลังในภายในเหมือนพระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ.

          ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็น ผู้มักน้อยสันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงพอใจในความมักมากเช่นนี้เล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

3)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น, แล้วทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุทั้งหลายพอใจในความมักมากเช่นนี้ จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน
          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้พอใจในความมักมากเช่นนี้เล่า? การกระทำของ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของ ภิกษุโมฆบุรุษ เหล่านั้นนั่น เป็นไป เพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความ เป็นอย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

4)
ทรงบัญญัติสิกขาบท

          พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้น โดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษ แห่ง ความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคน ไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคน บำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสมการปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำ ธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญ แห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะ อันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสว ะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่น แห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอ พึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ
          ๔๒. ๓. อนึ่ง มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ, คือ เนยใส เนยข้นน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย, ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้เจ็ดวันเป็นอย่างยิ่ง, ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ จบ.
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5)
สิกขาบทวิภังค์

          [๑๔๑] คำว่า มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ เป็นต้น มีอธิบายดังต่อไปนี้:-
ที่ชื่อว่า เนยใส ได้แก่ เนยใสที่ทำจากน้ำนมโคบ้าง, น้ำนมแพะบ้าง, น้ำนมกระบือบ้าง มังสะของสัตว์เหล่าใดเป็นของควร, เนยใสที่ทำจากน้ำนมสัตว์เหล่านั้นก็ใช้ได้.

ที่ชื่อว่า เนยข้น ได้แก่ เนยข้นที่ทำจากน้ำนมสัตว์เหล่านั้นแล.
ที่ชื่อว่า น้ำมัน ได้แก่น้ำมันอันสกัดออกจากเมล็ดงาบ้าง, จากเมล็ดพันธุ์ผักกาดบ้าง, จากเมล็ด มะซางบ้าง, จากเมล็ดละหุ่งบ้าง, จากเปลวสัตว์บ้าง.

ที่ชื่อว่า น้ำผึ้ง ได้แก่รสหวานที่แมลงผึ้งทำ.
ที่ชื่อว่า น้ำอ้อย ได้แก่ รสหวานที่เกิดจากอ้อย.

คำว่า ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้เจ็ดวันเป็นอย่างยิ่ง คือเก็บไว้ฉันได้เจ็ดวัน เป็นอย่างมาก.
คำว่า ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคีย์ ความว่าเมื่ออรุณที่ ๘ ขึ้นมาเภสัชนั้นเป็น นิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละเภสัชนั้นอย่างนี้:-

6)
วิธีเสียสละ
เสียสละแก่สงฆ์

          ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่ พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

          ท่านเจ้าข้า เภสัชนี้ของ ข้าพเจ้า ล่วงเจ็ดวัน เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละ เภสัช นี้ แก่สงฆ์

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนเภสัช ที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้:-

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. เภสัชนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ. เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้เภสัชนี้ แก่ภิกษุ มีชื่อนี้.

เสียสละแก่คณะ
          ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่านเจ้าข้า เภสัชนี้ของข้าพเจ้าล่วงเจ็ดวัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละเภสัช นี้้แก่ ท่านทั้งหลาย.
          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนเภสัช ที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจาว่าดังนี้:-
          ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. เภสัชนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ.           เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว. ท่านทั้งหลายพึงให้เภสัชนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

เสียสละแก่บุคคล
          ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า ท่าน เภสัชนี้ของข้าพเจ้า ล่วงเจ็ดวันเป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละเภสัชนี้แก่ท่าน.
          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ. ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนเภสัชที่เสีย สละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้เภสัชนี้แก่ท่านดังนี้.

7)
บทภาชนีย์
นิสสัคคิยปาจิตตีย์

          [๑๔๒] เภสัชล่วงเจ็ดวันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
เภสัชล่วงเจ็ดวันแล้ว ภิกษุสงสัย, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชล่วงเจ็ดวันแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ได้ผูกใจ ภิกษุสำคัญว่าผูกใจแล้ว, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ได้แจกจ่ายให้ไป ภิกษุสำคัญว่าแจกจ่ายไปแล้วเป็นนิสสัคคีย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่สูญหายไป ภิกษุสำคัญว่าสูญหายไปแล้ว, เป็นนิสสัคคีย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่เสีย ภิกษุสำคัญว่าเสียแล้ว, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่า ถูกไฟไหม้แล้ว, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ถูกชิงไป ภิกษุสำคัญว่า ถูกชิงไปแล้ว, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

          [๑๔๓] เภสัชที่เสียสละแล้ว ภิกษุนั้นได้คืนมา ไม่พึงใช้ด้วยกิจ ที่เกี่ยวกับกาย และไม่ควรฉัน, พึงน้อมเข้าไปในการตามประทีป หรือในการผสมสี. ภิกษุอื่นจะใช้ด้วยกิจ ที่เกี่ยวกับกายได้อยู่, แต่ไม่ควรฉัน.

ทุกกฏ
          เภสัชยังไม่ล่วงเจ็ดวัน ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.
          เภสัชยังไม่ล่วงเจ็ดวัน ภิกษุสงสัย ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ
          เภสัชยังไม่ล่วงเจ็ดวัน ภิกษุสำคัญว่า ยังไม่ล่วงเจ็ดวัน ..., ไม่ต้องอาบัติ.


8)
อนาปัตติวาร

          [๑๔๔] ภิกษุผูกใจไว้ว่าจะไม่บริโภค ๑ ภิกษุแจกจ่ายให้ไป ๑, เภสัชนั้นสูญหาย ๑เภสัชนั้นเสีย ๑ เภสัชนั้นถูกไฟไหม้ ๑ เภสัชนั้นถูกโจรชิงไป ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ในภายในเจ็ดวัน ภิกษุให้แก่อนุปสัมบันด้วยจิตคิดสละแล้ว ทิ้งแล้ว ปล่อยแล้ว ไม่ห่วงใย กลับได้ฉันได้ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.




 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์