เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

เรื่องผ้าอาบน้ำฝน จากพฤติกรรมของกลุ่มภิกษุ ๖ รูปที่สร้างปัญหา คือแสวงหาและนุ่งห่ม ก่อนเวลาอันควร (ยังไม่ถึงฤดูฝน) เรื่องนี้เป็นการบัญญัติต่อเนื่องจากเรื่องเดิม 2676
  3/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๑๔๕] - [๑๔๘]
 


๓. ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์

(โดยย่อ)

เดิมทีทรงอนุญาตให้ภิกษุมีผ้าอาบน้ำฝน
หรือผ้าวัสสิกสาฎก (ได้เป็นผืนที่ ๔) นอกเหนือจาก ไตรจีวร เนื่องจากก่อนหน้านี้พระต้องเปลือย กายอาบน้ำฝน ทำให้นางวิสาขาเห็นแล้ว เกิดความสลดใจ จึงทูลขอถวายผ้าอาบน้ำฝน (ที่มาจากเรื่องเดิม P2492)

กลุ่มพระฉัพพัคคีย์ (กลุ่มภิกษุ ๖ รูป)
เมื่อทราบว่าทรงอนุญาต ก็ทำการ "แสวงหาและนุ่งห่ม ก่อนเวลาอันควร" คือยังไม่ถึงฤดูฝนก็ไป เที่ยวหามานุ่งก่อน  พอนุ่งแช่น้ำจนผ้าเก่าคร่ำคร่า ครั้นพอถึงเวลาฝนตกจริง ๆ ผ้านั้นก็พังเสียหาย สุดท้ายกต้อง "เปลือยกายอาบน้ำฝน" เหมือนเดิม


หัวข้อประจำเรื่อง
ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔
1) เรื่องพระฉัพพัคคีย์
2) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
3) ทรงติเตียน
4) ทรงบัญญัติสิกขาบท
5) พระบัญญัติ
6) สิกขาบทวิภังค์
7) วิธีเสียสละ /เสียสละแก่สงฆ์ /เสียสละแก่บุคคล
10) บทภาชนีย์ /ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (แสวงหา)
11) ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (ทำนุ่ง)
12) ทุกกฏ/ไม่ต้องอาบัติ /อนาปัตติวาร

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

3/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๑๔๕] - [๑๔๘]
มหาวิภังค์ ภาค ๒

1)
๓. ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔
เรื่องพระฉัพพัคคีย์

            [๑๔๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาต ผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว. พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาค ทรง อนุญาต ผ้าอาบน้ำฝนแล้ว จึงแสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่ง เสียก่อนบ้าง, ครั้นผ้าอาบน้ำฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบน้ำฝน. บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์ จึงได้แสวงหาจีวร คือผ้า อาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่ง เสียก่อนบ้าง, เมื่อผ้าอาบน้ำฝนเก่าแล้ว จึงได้ เปลือยกาย อาบน้ำฝนเล่า? แล้วกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

2)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น, แล้วทรงสอบถาม พระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอแสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง, เมื่อผ้าอาบน้ำฝนเก่า แล้วเปลือยกายอาบน้ำฝน จริงหรือ?.

            พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

3)
ทรงติเตียน

            พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำ ของพวกเธอนั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ, ไฉนพวกเธอจึงได้แสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง เมื่อผ้าอาบน้ำฝนเก่าแล้ว จึงได้เปลือยกายอาบน้ำฝนเล่า? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว, โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความ ไม่เลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชน บางพวก ที่เลื่อมใสแล้ว.

4)
ทรงบัญญัติสิกขาบท

            พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษ แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไ ม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน, ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความ เป็นคน บำรุงง่าย ความมักน้อยความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า เลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญ แห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุ ผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอ พึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-


5)
พระบัญญัติ
            ๔๓. ๔. ภิกษุรู้ว่า ฤดูร้อนยังเหลืออีก ๑ เดือน พึงแสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน ได้, รู้ว่า ฤดูร้อนยังเหลืออีกกึ่งเดือน พึงทำนุ่งได้, ถ้าเธอรู้ว่า ฤดูร้อนเหลือล้ำกว่า ๑ เดือน แสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน. รู้ว่า ฤดูร้อนเหลือล้ำกว่ากึ่งเดือนทำนุ่ง, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6)
สิกขาบทวิภังค์
            [๑๔๖] คำว่า ภิกษุรู้ว่า ฤดูร้อนยังเหลืออีก ๑ เดือน พึงแสวงหาจีวร คือผ้า อาบน้ำฝนได้ นั้น อธิบายว่า ภิกษุพึงเข้าไปหาชาวบ้านบรรดา ที่เคยถวายจีวร คือ ผ้าอาบน้ำฝนมาก่อน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ถึงกาลแห่งผ้าอาบน้ำฝนแล้ว, ถึงสมัยแห่ง ผ้าอาบน้ำฝนแล้ว,แม้ชาวบ้านเหล่าอื่น ก็ถวายจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน ดังนี้, แต่อย่าพูดว่า จงให้จีวร คือผ้าอาบน้ำฝนแก่อาตมา จงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝนมาให้อาตมา จงแลก เปลี่ยนจีวรคือผ้าอาบน้ำฝนมาให้อาตมาจงจ่ายจีวรคือผ้าอาบน้ำฝน มาให้อาตมา ดังนี้เป็นต้น.

            คำว่า รู้ว่าฤดูร้อน ยังเหลืออีกกึ่งเดือน พึงทำนุ่งได้ นั้น คือเมื่อฤดูร้อน ยังเหลือ อยู่ กึ่งเดือน พึงทำนุ่งได้.

            คำว่า ถ้าเธอรู้ว่าฤดูร้อน เหลือล้ำกว่า ๑ เดือน นั้น คือ เมื่อฤดูร้อนยังเหลือ เกินกว่า ๑ เดือน แสวงหาจีวรคือผ้าจีวรอาบน้ำฝน, เป็นนิสสัคคีย์.

            คำว่า รู้ว่าฤดูร้อนเหลือล้ำกว่ากึ่งเดือน นั้น คือ เมื่อฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า กึ่งเดือน ทำนุ่ง, เป็นนิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุ พึงเสียสละจีวร คือผ้าอาบน้ำฝนนั้นอย่างนี้:-

7)
วิธีเสียสละ
เสียสละแก่สงฆ์

            ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่ พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือก ล่าวอย่างนี้ว่า

            ท่านเจ้าข้า จีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ ของข้าพเจ้า แสวงหาได้มาในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ทำนุ่งในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลืออยู่เกินกว่ากึ่งเดือน เป็นของ จำจะสละ. ข้าพเจ้าสละจีวรคือ ผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้แก่สงฆ์.

            ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน ที่เสียสละให้ด้วย ญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

            ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. จีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว. สงฆ์พึง ให้จีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

8)
เสียสละแก่คณะ
            ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้า ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

            ท่านเจ้าข้า จีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ ของข้าพเจ้า แสวงหาได้มาในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลืออยู่เกินกว่า ๑ เดือน, ทำนุ่งในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลืออยู่ เกินกว่ากึ่งเดือน เป็นของจำจะสละ. ข้าพเจ้าสละจีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.

            ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร คือผ้าอาบน้ำฝนที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

            ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. จีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ. เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่ง ของท่านทั้งหลาย ถึงที่แล้ว. ท่านทั้งหลายพึงให้จีวร คือผ้าอาบน้ำฝนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.


9)
เสียสละแก่บุคคล
            ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

            ท่าน จีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ ของข้าพเจ้า แสวงหาได้มาในฤดูร้อน ซึ่ง ยังเหลืออยู่เกินกว่าหนึ่งเดือน, ทำนุ่งในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลืออยู่เกินกว่ากึ่งเดือน, เป็นของจำจะสละ. ข้าพเจ้าสละจีวรคือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้แก่ท่าน.

            ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน ที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวร คือผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้แก่ท่าน ดั่งนี้.

10)
บทภาชนีย์
ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (แสวงหา)
            [๑๔๗] ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน แสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ภิกษุสงสัย แสวงหาจีวรคือผ้าอาบน้ำฝน, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง แสวงหาจีวรคือ ผ้า อาบน้ำฝน, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.


11)
ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (ทำนุ่ง)
            ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ทำนุ่ง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
            ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน ภิกษุสงสัย ทำนุ่ง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.
            ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ทำนุ่ง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

12)
ทุกกฏ
            เมื่อผ้าอาบน้ำฝนมี ภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝน, ต้องอาบัติทุกกฏ.
            ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.
            ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน ภิกษุสงสัย ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.


13)
ไม่ต้องอาบัติ
            ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ..., ไม่ต้องอาบัติ.

14)
ทุกกฏ
            ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.
            ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ภิกษุสงสัย ..., ต้องอาบัติทุกกฏ.


15)
ไม่ต้องอาบัติ
            ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่า ยังไม่ถึง ..., ไม่ต้องอาบัติ.

16
อนาปัตติวาร
            [๑๔๘] ภิกษุรู้ว่าฤดูร้อน ยังเหลืออีกหนึ่งเดือน แสวงหาจีวร คือผ้าอาบน้ำฝน ๑,ภิกษุรู้ว่าฤดูร้อน ยังเหลืออีกกึ่งเดือน ทำนุ่ง ๑, ภิกษุรู้ว่าฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง หนึ่งเดือน แสวงหาจีวรคือผ้าอาบน้ำฝน ๑, ภิกษุรู้ว่าฤดูร้อน ยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ทำนุ่ง ๑, เมื่อผ้าอาบน้ำฝน ภิกษุแสวงหาได้แล้ว ฝนแล้ง เมื่อผ้าอาบน้ำฝน ภิกษุทำนุ่งแล้ว ฝนแล้ง ซักเก็บไว้ ๑, ภิกษุนุ่งในสมัย ๑, ภิกษุมีจีวรถูกโจรชิงไป ๑, ภิกษุมีจีวรหายเสีย ๑, มีอันตราย ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์