เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ทรงห้ามทำสันถัตใหม่ (ผ้า/พรมรองนั่ง) โดยไม่ผสมเศษเก่า เพื่อแก้ปัญหาภิกษุทิ้งของเก่า 2674
  2/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ  [๙๑] - [๙๖]
 


บัญญัติห้ามทำสันถัตใหม่
(ผ้า/พรมรองนั่ง) โดยไม่ผสมเศษเก่าแก้ปัญหาทิ้งของเก่า เกลื่อนกลาดจากการถือธุดงค์

(โดยย่อ)

พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ตามลำพัง ตลอด ๓ เดือน
โดยห้ามใครเข้าเฝ้า ยกเว้นพระผู้ส่งภัตตาหาร สงฆ์เมืองสาวัตถีได้ตั้งกติกาปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ผู้ฝ่าฝืน

พระอุปเสนเข้าเฝ้า พระอุปเสนวังคันตบุตร พร้อมคณะภิกษุผู้ถือธุดงค์ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เนื่องจากไม่ทราบกติกาดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรงพอพระทัย ในปฏิปทาของคณะพระอุปเสน จึง ทรงประทานอนุญาตพิเศษให้ภิกษุผู้ถือป่า/บิณฑบาต/บังสุกุลเป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ ตลอดเวลา

ปัญหาเรื่องสันถัต (ผ้า/พรมรองนั่ง)
เมื่อภิกษุอื่นทราบเรื่อง จึงพากันละทิ้งสันถัต เพื่อไปสมาทานธุดงค์ หวังจะได้เข้าเฝ้าบ้าง จนทำให้ สันถัตถูกทิ้งเกลื่อนกลาด เสื่อมเสียไป

การบัญญัติสิกขาบท พระพุทธองค์จึงทรงประชุมสงฆ์ และบัญญัติสิกขาบทห้ามทำสันถัต สำหรับ นั่งใหม่ เว้นแต่จะนำเอาสันถัตเก่า มาตัดแนบเข้าซอกข้าง เพื่อทำลายความหล่อ (ความใหม่) หากฝ่าฝืนต้อง อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์


หัวข้อประจำเรื่อง
๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕

1) เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร
2) พุทธประเพณี
3) ทรงบัญญัติสิกขาบท
4) พระบัญญัติ
5) สิกขาบทวิภังค์
6) วิธีเสียสละ/เสียสละแก่สงฆ์
7) เสียสละแก่คณะ
8) เสียสละแก่บุคคล
9) บทภาชนีย์/จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์
10) ทุกกฏ
11) อนาปัตติวาร

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

2/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ  [๙๑] - [๙๖]
มหาวิภังค์ ภาค ๒

๒. โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕

1)
เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร

          [๙๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะ หลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใครๆ อย่าเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาต เข้าไปให้รูปเดียว.

          ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ในพระวิหารนี้เลย นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียวโดยแท้. ถึงอย่างนั้น สงฆ์ในเขต พระนคร สาวัตถี ก็ยังตั้งกติกากันไว้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค มีพระประสงค์ จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใครๆ ไม่พึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียวภิกษุรูปใด เข้าไปเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติ ปาจิตตีย์.

          [๙๒] ครั้งนั้น ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร กับภิกษุบริษัทเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาค ถึงที่ประทับ. ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง แล้ว.

2)
พุทธประเพณี

          อันการที่พระผู้มีพระภาค พุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะ ทั้งหลายนี้ นั่นเป็นพุทธประเพณี.

          ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถาม ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรอุปเสน พวกเธอพอทนได้ พอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ? พวกเธอเดินทางมาโดยได้รับ ความลำบากน้อยหรือ?

          ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร กราบทูลว่า พอทนได้ พอให้อัตภาพเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง พวกข้าพระพุทธเจ้าเดินทางมาโดย ได้รับความลำบากเล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้า.

          ก็แลขณะนั้น ภิกษุสัทธิวิหาริกของ ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง พระผู้มีพระภาค จึงพระผู้มีพระภาค ตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูกรภิกษุ ผ้าบังสุกุล เป็นที่พอใจของเธอหรือ?

          ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า ผ้าบังสุกุล มิได้เป็นที่พอใจของข้าพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าข้า.

          ภ. ก็ทำไมเธอจึงได้ทรงผ้าบังสุกุลเล่า ภิกษุ?.
          ภิ. พระอุปัชฌายะ ของข้าพระพุทธเจ้าทรงผ้าบังสุกุล, ข้าพระพุทธเจ้าจึงต้อง ทรงผ้าบังสุกุล อย่างนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าข้า.

          ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสถาม ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า ดูกรอุปเสน บริษัทของเธอนี้น่าเลื่อมใสนัก, เธอแนะนำบริษัทอย่างไร?

          ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ผู้ใดขออุปสมบท ต่อข้าพระพุทธเจ้า, ข้าพระพุทธเจ้าบอกกะเขาอย่างนี้ว่า อาวุโส ฉันเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร, ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาต เป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง, ฉันก็จักให้ท่านอุปสมบท ตามประสงค์ ถ้าเขารับ คำของข้าพระพุทธเจ้าๆจึงให้เขาอุปสมบท, ถ้าเขาไม่รับคำของข้าพระพุทธเจ้าๆ ก็ไม่ให้เขาอุปสมบท. ภิกษุใดขอนิสัยต่อข้าพระพุทธเจ้าๆ บอกกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร, ถ้าท่านจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้างได้, เราก็จักให้นิสัยแก่ท่านตามความประสงค์ ถ้าภิกษุนั้น รับคำของข้าพระพุทธเจ้าๆ จึงจะให้นิสัย, ถ้าภิกษุนั้นรับคำของ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้า ก็ไม่ให้นิสัย, ข้าพระพุทธเจ้าแนะนำบริษัท อย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า.

          ภ. ดีแล้ว ดีแล้ว อุปเสน, เธอแนะนำบริษัทได้ดีจริงๆ เออก็เธอรู้กติกาของสงฆ์ ในเขตพระนครสาวัตถีไหม อุปเสน?.

          อุ. ไม่ทราบเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า.

          ภ. ดูกรอุปเสน สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี ตั้งกติกากันไว้ว่า ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค มีพระประสงค์จ ะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส, ใครๆ อย่าเข้าไป เฝ้าพระองค์นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาต เข้าไปถวายรูปเดียว, ภิกษุใด เข้าไปเฝ้า พระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์.

          อุ. พระสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถี จักทราบทั่วกันตามกติกาของตน. พวกข้าพระพุทธเจ้าจักไม่แต่งตั้งสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติ และจักไม่ เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ จักสมาทานประพฤติ ในสิกขาบทตามที่ทรง บัญญัติไว้.

          ภ. ดีแล้ว ดีแล้ว อุปเสน, ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบทที่เรายังมิได้บัญญัติ หรือไม่ควร เพิกถอนสิกขาบท ที่เราบัญญัติไว้ ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบท ตามที่เราได้ บัญญัติไว้. เราอนุญาตให้พวกภิกษุ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าหาเราได้ตามสะดวก.

          เวลานั้น ภิกษุหลายรูป กำลังรออยู่ที่นอกซุ้มประตูพระวิหาร ด้วยตั้งใจว่า พวกเราจักให้ท่าน พระอุปเสนวังคันตบุตร แสดงอาบัติปาจิตตีย์. ครั้นท่านพระอุปเสนวัง คันตบุตรกับภิกษุบริษัทลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว, จึงภิกษุเหล่านั้น ได้ถามท่านพระอุปเสน วังคันตบุตรดังนี้ว่า อาวุโส อุปเสน ท่านทราบกติกาของสงฆ์ ในเขตพระนครสาวัตถีไหม?

          ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย แม้พระผู้มีพระภาค ก็รับสั่ง ถามกระผมอย่างนี้ว่า ดูกรอุปเสน เธอทราบกติกาของสงฆ์ ในเขตพระนครสาวัตถีไหม? กระผมกราบทูลว่า ไม่ทราบเกล้าฯ พระพุทธเจ้าข้า พระองค์รับสั่งต่อไปว่า ดูกรอุปเสน สงฆ์ในพระนครสาวัตถีได้ตั้งกติกากันไว้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค มีพระประสงค์จะเสด็จหลีก ออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส, ใครๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาต เข้าไปถวายรูปเดียว.

          ภิกษุใดเข้าเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์. กระผมกราบทูลว่า พระสงฆ์ในเขต พระนครสาวัตถีจักทราบทั่วกันตามกติกาของตน. พวกข้าพระพุทธเจ้า จักไม่แต่งตั้ง สิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติ และจักไม่เพิกถอนสิกขาบท ที่ทรง บัญญัติไว้ จักสมาทานประพฤติในสิกขาบท ตามที่ทรงบัญญัติไว้ ดังนี้. พระผู้มีพระภาค เลยทรง อนุญาตให้บรรดาภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้า บังสุกุล เป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ตามสะดวก ดังนี้.

          ภิกษุเหล่านั้นเห็นจริง ด้วยในทันใดนั้นว่า ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร พูดถูกต้องจริงแท้, พระสงฆ์ไม่ควรแต่งตั้งสิกขาบท ที่ยังมิได้ทรงบัญญัติ หรือไม่ควรเพิกถอนสิกขาบท ที่ทรงบัญญัติไว้, ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบท ตามที่ทรงบัญญัติไว้.

          [๙๓] ภิกษุทั้งหลายได้ทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรง อนุญาตให้ภิกษุผู้ถือ การอยู่ป่า เป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ตามสะดวก. ภิกษุเหล่านั้น ปรารถนา จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ต่างละทิ้งสันถัต พากันสมาทาน อารัญญิกธุดงค์ บิณฑปาติกธุดงค์ ปังสุกูลิกธุดงค์.

          หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาค พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก เสด็จเที่ยวประพาสตาม เสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นสันถัต ซึ่งทอดทิ้งไว้ในที่นั้นๆ ครั้นแล้วรับสั่ง ถามภิกษุ ทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย สันถัตเหล่านี้ของใคร ถูกทอดทิ้งไว้ในที่นั้นๆ ?

          จึงภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว.

3)
ทรงบัญญัติสิกขาบท

          ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญ แห่งสงฆ์ ๑เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญของภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

4)
พระบัญญัติ

          ๓๔.๕. อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทำสันถัตสำหรับนั่ง พึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบ แห่งสันถัต เก่า เพื่อทำให้เสียสี, ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า ให้ทำสันถัต สำหรับ นั่งใหม่, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร จบ.

5)
สิกขาบทวิภังค์

          [๙๔] ที่ชื่อว่า สำหรับนั่ง ตรัสหมายผ้ามีชาย.
          ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ.

          บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ตาม ให้เขาทำก็ตาม.
          ที่ชื่อว่า สันถัตเก่า คือ ที่แม้นุ่ง ๑- แล้วคราวเดียว แม้ห่ม ๒- แล้วคราวเดียว.

          คำว่า พึงถือเอาคืบสุคตโดยรอบ ... เพื่อทำให้เสียสี คือ ตัดกลมๆ หรือสี่เหลี่ยม แล้วลาดในเอกเทศหนึ่ง หรือชีออกปนหล่อเพื่อความทน.

          คำว่า ถ้าภิกษุไม่ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่งสันถัตเก่า ความว่าไม่ถือเอา สันถัตเก่า ๑ คืบสุคตโดยรอบแล้ว ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม ซึ่งสันถัตสำหรับ นั่งใหม่ เป็นทุกกฏในประโยคที่ทำ, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้สันถัตมา, ต้องเสียสละแก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละสันถัตสำหรับนั่งนั้น อย่างนี้เห็นจะหลง มาจากจีวรเก่าในสิกขาบทที่ ๔ แห่งจีวรวรรค

6)
วิธีเสียสละ
เสียสละแก่สงฆ์

          ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่ พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

          ท่านเจ้าข้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาคืบสุคตโดยรอบ แห่งสันถัตเก่าให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่สงฆ์.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัต สำหรับนั่งที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของ จำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว. สงฆ์พึงให้สันถัต สำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อว่า

7)
เสียสละแก่คณะ

          ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่านเจ้าข้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาคืบสุคต โดยรอบ แห่งสันถัตเก่า ให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตสำหรับนั่ง ผืนนี้แก ่ท่านทั้งหลาย.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัต สำหรับนั่งที่เสียสละให้ ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของ จำจะสละ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว. ท่านทั้งหลาย พึงให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

8)
เสียสละแก่บุคคล

          ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่าน สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของข้าพเจ้า ไม่ได้ถือเอาคืบสุคตโดยรอบแห่ง สันถัตเก่าให้ทำแล้ว เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่าน.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัต สำหรับนั่ง ที่เสียสละให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่านดังนี้.

9)
บทภาชนีย์
จตุกกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์

          [๙๕] สันถัตสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

          สันถัตสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

          สันถัตสำหรับนั่ง คนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุทำต่อให้สำเร็จเอง, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

          สันถัตสำหรับนั่ง คนอื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

10)
ทุกกฏ

          ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อใช้เป็นของอื่น, ต้องอาบัติทุกกฏ.

11)
อนาปัตติวาร

          [๙๖] ภิกษุถือเอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบแล้วทำ ๑, ภิกษุหาไม่ได้ถือเอา แต่น้อยแล้วทำ ๑, ภิกษุหาไม่ได้ ไม่ถือเอาเลยแล้วทำ ๑, ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่น ทำไว ้แล้ว ใช้สอย ๑,ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านก็ดี เป็นเปลือก ฟูก ก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑, ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล.




 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์