เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ห้ามภิกษุกะเกณฑ์คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ให้รวมทุนซื้อจีวรราคาแพงถวายตามใจชอบ 2668
  1/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๖๖] - [๖๙]
 

(โดยย่อ)

ห้ามภิกษุกะเกณฑ์คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ให้รวมทุนซื้อจีวรราคาแพงถวายตามใจชอบ หากฝ่าฝืนต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
มีคฤหัสถ์สองคนที่ไม่ใช่ญาติ และไม่ได้ปวารณา เตรียมเงินเพื่อซื้อจีวรถวายคนละผืน พระอุปนันทะ ทราบเรื่อง จึงเข้าไปหาคฤหัสถ์ทั้งสองคนนั้นถึงที่บ้าน เพื่อกะเกณฑ์เอาตามใจชอบ ท่านพูดให้เขา รวมทุน เข้าเป็นอันเดียวกัน เพื่อซื้อจีวรผืนเดียว ที่เนื้อดีและแพงกว่า ที่พวกเขากำหนดไว้เดิม

คฤหัสถ์ทั้งสองคนพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา พระอุปนันทะ
เพราะทำให้พวกเขา ต้องเสียทรัพย์เพิ่มโดยไม่เต็มใจ

พระผู้มีพระภาคทราบเรื่อง
จึงเรียกประชุมสงฆ์ และไต่สวน ซึ่งพระอุปนันทะ ยอมรับว่าเป็นความจริง พระองค์ ทรงตำหนิ พระอุปนันทะ ว่าเป็นโมฆบุรุษ มักมาก และทำให้คนที่ยัง ไม่เลื่อมใส หมดความศรัทธา

ทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามภิกษุเข้าไปกะเกณฑ์ ให้คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ รวมทุนซื้อจีวร ที่ดีกว่าเดิมถวาย รูปใดฝ่าฝืน และกระทำเช่นนั้น ถือว่ามีความผิด ต้องอาบัติ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ โทษของอาบัตินี้คือ ภิกษุจะต้อง สละจีวรผืน นั้นออกไปก่อน แล้วจึงจะสามารถแสดงอาบัติเ พื่อปลงอาบัติตกได้

ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องอาบัติ (อนาปัตติวาร) คือ คฤหัสถ์เป็นญาติ ได้ปวารณาไว้ หรือจ่ายจีวร ตามราคาเดิม

หมายเหตุ
พระอุปนันทะ เป็นภิกษุในศากยวงศ์ (ตระกูลพระพุทธเจ้า) แต่ถูกคฤหัสถ์ เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา (ประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม) เมื่อพระพุทธเจ้าเรียกมาพบก็ถูก ตำหนิ ว่าโมฆบุรุษ ทำตัวไม่เหมาะไม่สมไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ เป็นผู้มักมาก

  ข้อสังเกตุ : พระพุทธเจ้าทรงตำหนิภิกษุที่ทำผิดพระวินัย และทำตัวไม่เหมาะสม อย่างไม่ไว้หน้า ไม่เว้นแม้แต่ภิกษุในตระกูลศากยวงศ์ ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับพระองค์

หัวข้อประจำเรื่อง
๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๙

1) เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
2) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
3) ทรงติเตียน
4) ทรงบัญญัติสิกขาบท
5) พระบัญญัติ
6) สิกขาบทวิภังค์
7) วิธีเสียสละ/เสียสละแก่สงฆ์
8) เสียสละแก่คณะ
9) เสียสละแก่บุคคล
10) บทภาชนีย์/ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์
11) ทุกกฏ
12) ไม่ต้องอาบัติ
13) อนาปัตติวาร

 

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

1/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๖๖] - [๖๙]
มหาวิภังค์ ภาค ๒
1)

๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๙
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

          [๖๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเ จ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าวคำนี้กะบุรุษผู้หนึ่ง ว่าผมจักยัง ท่านพระอุปนันท ให้ครองจีวร แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้น ก็กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ผมก็จักยัง ท่านพระอุปนันท ให้ครองจีวร.

          ภิกษุรูปหนึ่ง ถือการเที่ยวบิณฑบาต ได้ยินถ้อยคำที่เจรจากันนี้ของบุรุษทั้งสอง นั้น จึงเข้าไปหาพระอุปนันทศากยบุตร. ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะท่านพระอุปนันท ศากยบุตรว่า อาวุโสอุปนันท ท่านเป็นผู้มีบุญมาก ในสถานที่โน้น บุรุษผู้หนึ่งได้กล่าว คำนี้ กะบุรุษอีกผู้หนึ่งว่า ผมจักยังท่านพระอุปนันท ให้ครองจีวร แม้บุรุษอีกผู้หนึ่งนั้น ได้กล่าวอย่างนี้ว่า แม้ผมก็จักยัง ท่านพระอุปนันท ให้ครองจีวร.

          ท่านพระอุปนันท กล่าวรับรองว่า มีขอรับ เขาทั้งสองนั้นเป็นอุปัฏฐากของผม. ครั้นแล้ว ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ได้เข้าไปหาบุรุษทั้งสองคนนั้น แล้วสอบถามเขาว่า จริงหรือ ท่านทั้งหลาย ข่าวว่า ท่านทั้งสองประสงค์ จะให้อาตมาครองจีวร?

          บุ. ความจริง พวกผมได้พูดกันไว้อย่างนี้ว่า จักยังท่านพระอุปนันทให้ครองจีวร.
อุ. ถ้าท่านทั้งสองประสงค์ จะให้อาตมาครองจีวร ก็จงให้ครองจีวรชนิดนี้เถิด เพราะจีวร ทั้งหลาย ที่อาตมาไม่ใช้ แม้ครองแล้วจักทำอะไรได้.

          บุรุษทั้งสองคนนั้น จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาขึ้นในขณะนั้นว่า พระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นคนมักมาก ไม่สันโดษ จะให้ครองจีวรก็ทำได้ไม่ง่าย ไฉน พระคุณเจ้าอุปนันท อันพวกเราไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้ามาหาแล้ว ถึงการกำหนดในจีวรเล่า?

          ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินบุรุษทั้งสองนั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดา ที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนท่าน พระอุปนันทศากยบุตร อันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน จึงได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวรเล่า? แล้วกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.


2)

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

          พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ เหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่าน พระอุปนันทศากยบุตรว่า ดูกรอุปนันท ข่าวว่า เธออันเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ได้เข้าไปหาพ่อเจ้าเรือนทั้งหลาย แล้วถึงการ กำหนด ในจีวร จริงหรือ?

          ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

          ภ. ดูกรอุปนันท เขาเหล่านั้น เป็นญาติของเธอ หรือมิใช่ญาติ.
          อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.


3)

ทรงติเตียน

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ คนที่ไม่ใช่ญาติ ย่อมไม่รู้การกระทำอันสมควร หรือไม่ควร ของที่มีอยู่ หรือไม่มี ของคนที่ไม่ใช่ญาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธออันเขาทั้งหลาย ไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ยังเข้าไปหาพ่อเจ้าเรือน ทั้งหลายผู้มิใช่ญาติ แล้วถึงการกำหนด ในจีวรได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวก ที่เลื่อมใสแล้ว.


4)

ทรงบัญญัติสิกขาบท

          พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียน ท่านพระอุปนันทศากยบุตร โดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษ แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่ง ความเป็นคน เลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย. ทรงกระทำ ธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่ง แก่ภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญ แห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุ ผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่น แห่งพระสัทธรรม ๑เพื่อถือตามพระวินัย ๑.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดง อย่างนี้ ว่าดังนี้:-


5)

พระบัญญัติ

          ๒๘.๙. อนึ่ง มีพ่อเจ้าเรือนก็ดี แม่เจ้าเรือนก็ดี ผู้มิใช่ญาติสองคน ตระเตรียม ทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ ไว้เฉพาะภิกษุว่า เราทั้งหลาย จักจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ เหล่านี้แล้ว ยังภิกษุชื่อนี้ ให้ครองจีวรหลายผืน ด้วยกัน, ถ้าภิกษุนั้นเขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาแล้วถึงการกำหนด ในจีวรใน สำนักของเขาว่า ดีละ ขอท่านทั้งหลาย จงจ่ายจีวรเช่นนั้น หรือเช่นนี้ ด้วยทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรเฉพาะผืนๆ เหล่านี้แล้ว ทั้งสองคนรวมกัน ยังรูปให้ครองจีวร ผืนเดียวเถิด เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี.

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ.


6)

สิกขาบทวิภังค์

          [๖๗] บทว่า อนึ่ง ... เฉพาะภิกษุ ความว่า เพื่อประโยชน์ของภิกษุ คือทำภิกษุ ให้เป็นอารมณ์ แล้วใคร่จะให้ภิกษุครอง
          บทว่า สองคน คือสองคนด้วยกัน.
          ที่ชื่อว่า ผู้มิให้ญาติ คือ ไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุของบุรพชนก.
          ที่ชื่อว่า พ่อเจ้าเรือน ได้แก่บุรุษผู้ครอบครองเรือน.
          ที่ชื่อว่า แม่เจ้าเรือน ได้แก่สตรีผู้ครอบครองเรือน.
          ที่ชื่อว่า ทรัพย์สำหรับจ่ายจีวร ได้แก่ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วลาย แก้วผลึก ผ้า หรือฝ้าย.
          บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเหล่านี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.
          บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.
          บทว่า ให้ครอง คือ จักถวาย.

          คำว่า ถ้าภิกษุนั้น ... ในสำนักของเขา ได้แก่ ภิกษุที่เขาทั้งสองคน ตระเตรียม ทรัพย์ สำหรับจ่ายจีวรไว้ถวายเฉพาะ.

          บทว่า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน คือ เป็นผู้อันเขาไม่ได้บอกไว้ก่อนว่า ท่าน เจ้าข้า ท่านจะต้องการจีวรเช่นไร ผมจักจ่ายจีวรเช่นไรถวายท่าน.
          บทว่า เข้าไปหาแล้ว คือ ไปถึงเรือนแล้ว เข้าไปหาในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง.
          บทว่า ถึงการกำหนดในจีวร คือ กำหนดว่า ขอให้ยาว ขอให้กว้าง ขอให้เนื้อแน่น หรือขอให้เนื้อละเอียด.
          บทว่า ด้วยทรัพย์สำหรับจ่ายจีวรเหล่านี้ คือ ด้วยทรัพย์ที่เขาจัดหาไว้เฉพาะ.
          บทว่า เช่นนั้นหรือเช่นนี้ คือ ยาวหรือกว้าง เนื้อแน่นหรือเนื้อละเอียด.
          บทว่า จ่าย คือ แลกเปลี่ยน.
          บทว่า ยังรูปให้ครอง คือ จงให้.
          บทว่า ทั้งสองคนรวมกัน คือ รวมทรัพย์ทั้งสองราย เข้าเป็นรายเดียวกัน.
          บทว่า ถือเอาความเป็นผู้ใคร่ในจีวรดี คือมีความประสงค์ผ้าที่ดี ต้องการผ้า ที่มีราคาแพง เขาจ่ายจีวร ยาวก็ดี กว้างก็ดี เนื้อแน่นก็ดี เนื้อละเอียดก็ดี ตามคำ ของเธอเป็นทุกกฏ ในประโยคที่เขาจ่าย, เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา. ต้องเสียสละ แก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล ภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-


7)

วิธีเสียสละ
เสียสละแก่สงฆ์

          ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่ พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน ข้าพเจ้าเข้าไปหา เจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวรเป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละ จีวรผืนนี้แก่สงฆ์.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละ ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ, เธอสละแล้วแก่สงฆ์. ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว, สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้ แก่ ภิกษุมีชื่อนี้.


8)

เสียสละแก่คณะ

          ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้า ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน, ข้าพเจ้าเข้าไปหา เจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวรเป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวร ผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละ ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า. จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ, เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย. ถ้าความพร้อมพรั่ง ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว, ท่านทั้งหลายพึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุชื่อนี้.


9)

เสียสละแก่บุคคล

          ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน, ข้าพเจ้าเข้าไปหาเจ้าเรือน ผู้มิใช่ญาติทั้งหลาย ถึงการกำหนดในจีวร เป็นของจำจะสละ, ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้ แก่ท่าน.

          ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวรที่ เสียสละ แล้ว ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.


10)

บทภาชนีย์
ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์

          [๖๘] เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.

          เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหาเจ้าเรือน ทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

          เจ้าเรือนผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ เขาไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน เข้าไปหา เจ้าเรือนทั้งหลายแล้ว ถึงการกำหนดในจีวร, เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.


11)

ทุกกฏ

          เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ ... ต้องอาบัติทุกกฏ.
          เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ.


12)

ไม่ต้องอาบัติ

          เจ้าเรือนเป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่า เป็นญาติ ... ไม่ต้องอาบัติ.


13)

อนาปัตติวาร

          [๖๙] ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้เป็นญาติ ๑ ภิกษุขอต่อเจ้าเรือนผู้ปวารณาไว้ ๑ ภิกษุขอเพื่อประโยชน์ของภิกษุอื่น ๑ ภิกษุจ่ายด้วยทรัพย์ของตน ๑ เจ้าเรือนใคร่จะจ่าย จีวรมีราคาแพงภิกษุให้เขาจ่ายจีวร มีราคาถูก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์