เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

พระอุทายี บังคับเอาผ้านุ่ง (จีวร) จากภิกษุณีอุปปลวัณณา ทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับจีวร จากภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติเว้นแลกเปลี่ยนกัน 2664
  1/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ ที่ [๔๖] - [๕๒]
 

(โดยย่อ)
พระอุทายี ขอร้องแกมบังคับ เอาผ้านุ่ง (จีวร) จากภิกษุณีอุปปลวัณณา
ต่อมาทรงห้ามภิกษุ รับจีวรจากภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ เว้นแลกเปลี่ยนกัน

ภิกษุณีอุปปลวัณณา ได้นำเนื้อที่โจรละไว้ในป่ามาปรุง และเหาะ* นำมาถวายแด่พระพุทธเจ้า ณ วัด พระเวฬุวัน พระพุทธองค์เสด็จไปบิณฑบาตจึงพบเพียงพระอุทายี ที่อยู่เฝ้าพระวิหาร พระอุทายี ได้รับมอบเนื้อ แล้วเอ่ยปากขอผ้านุ่ง (อันตรวาสก) จากนางภิกษุณี
(ภิกษุณีผู้มีฤทธิ์)

นางปฏิเสธเพราะมีผ้าจำกัด แต่ถูกรบเร้า จนต้องยอมสละผ้านุ่งผืนนั้นให้ไป ชาวบ้านและภิกษุณี อื่น ทราบเรื่อง ต่างพากันตำหนิพระอุทายี ว่าทำให้สตรีเดือดร้อน

พระพุทธบัญญัติ พระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมสงฆ์ ติติงพระอุทายี และทรงบัญญัติห้ามรับจีวร จากภิกษุณี ต่อมาภิกษุไม่กล้าแลกเปลี่ยนจีวรกันจนเกิดความลำบาก พระองค์จึงทรงอนุญาต ให้แลกเปลี่ยนได้

อนุบัญญัติ ภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นแต่เป็นการ แลกเปลี่ยน

ข้อยกเว้น (อนาปัตติวาร) ไม่ต้องอาบัติหากภิกษุณีเป็นญาติ, เป็นการแลกเปลี่ยน, การขอยืม, หรือถือวิสาสะกัน

เรื่องอื่นๆ ในวรรค มุ่งเน้นระเบียบการปฏิบัติตนของภิกษุสงฆ์ต่อสหธรรมิกหญิง เพื่อไม่ให้เกิด ความมัวหมอง


หัวข้อประจำเรื่อง
1) จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๕/เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา
2) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
3) ทรงติเตียน
4) ทรงบัญญัติสิกขาบท
5) พระบัญญัติ
6) พระอนุบัญญัติ/เรื่องแลกเปลี่ยน
8) พระอนุบัญญัติ
9) สิกขาบทวิภังค์
10) วิธีเสียสละ/เสียสละแก่สงฆ์
11) เสียสละแก่คณะ
12) เสียสละแก่บุคคล
13) บทภาชนีย์/ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์
14) ทุกกฏ
15) ไม่ต้องอาบัติ
16) อนาปัตติวาร

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

1/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ ที่ [๔๖] - [๕๒]
มหาวิภังค์ ภาค ๒

1)
๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๕
เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา

          [๔๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็น สถานที่พระราชทานเหยื่อ แก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น ภิกษุณี อุปปลวัณณา (ภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ และเป็นหนึ่งในเอตทัคคะ) อยู่ใน พระนครสาวัตถี ครั้น เวลาเช้า นางครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตร จีวร เข้าไปบิณฑบาต ยังพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ในเวลาหลังอาหารแล้ว เดินเข้าไปทางป่าอันธวัน เพื่อพักผ่อน กลางวัน เข้าไปถึงป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวัน ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.

          สมัยนั้น พวกโจรทำโจรกรรม ฆ่าแม่โคแล้ว พากันถือเนื้อ เข้าไปสู่ป่าอันธวัน. นายโจร แลเห็นภิกษุณี อุปปลวัณณา นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นแล้ว จึงดำริว่า ถ้าพวกโจร ลูกน้องของเราพบเข้า จักเบียดเบียนภิกษุณีนี้ แล้วได้เลี่ยงไป ทางอื่น.

          ครั้นเมื่อเนื้อสุกแล้ว นายโจรนั้น ได้เลือกเนื้อชิ้นที่ดีๆ เอาใบไม้ห่อแขวนไว้ ที่ต้นไม้ใกล้ ภิกษุณีอุปปลวัณณา แล้วกล่าวว่า เนื้อห่อนี้เราให้แล้วจริงๆ ผู้ใดเป็นสมณะ หรือพราหมณ์ได้เห็น จงถือเอาไปเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป.

          ภิกษุณีอุปปลวัณณา ออกจากสมาธิ ได้ยินนายโจรนั้นกล่าววาจานี้ จึงถือเอา เนื้อนั้น ไปสู่สำนัก. ครั้นราตรีนั้นผ่านไป นางทำเนื้อนั้นสำเร็จแล้ว ห่อด้วยผ้าอุตราสงค์ เหาะไปลงที่พระเวฬุวัน.

          [๔๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จเข้าไปบิณฑบาต ยังหมู่บ้าน. ท่านพระอุทายีเหลืออยู่เฝ้าพระวิหาร. จึงภิกษุณีอุปปลวัณณา เข้าไปหาท่าน ครั้นแล้ว ถามว่า ท่านเจ้าข้าพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่ไหน?

          ท่านพระอุทายีตอบว่า ดูกรน้องหญิง พระผู้มีพระภาค เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ยังหมู่บ้าน.

          อุป. โปรดถวายเนื้อนี้ แด่พระผู้มีพระภาค เจ้าข้า.

          อุทายี. ดูกรน้องหญิง พระผู้มีพระภาค ทรงอิ่มเอิบด้วยเนื้อของเธอ ถ้าเธอ ถวายผ้า อันตรวาสก แก่อาตมา แม้อาตมาก็จะพึงอิ่มเอิบ ด้วยผ้าอันตรวาสก เหมือนเช่นนั้น.

          อุป. ท่านเจ้าข้า ความจริง พวกดิฉันชื่อว่ามาตุคาม มีลาภน้อย ทั้งผ้าผืนนี้ ก็เป็นจีวรผืนสุดท้ายที่ครบ ๕ ของดิฉัน ดิฉันถวายไม่ได้.

          อุทายี. ดูกรน้องหญิง เปรียบเหมือนบุรุษให้ช้างแล้ว ก็ควรสละสัปคับ สำหรับ ช้างด้วยฉันใด เธอก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถวายเนื้อแด่พระผู้มีพระภาคแล้ว ก็จงสละผ้า อันตรวาสก ถวายแก่อาตมา.

          ครั้นนางถูกท่านพระอุทายีแคะไค้ จึงได้ถวายผ้าอันตรวาสก แล้วกลับไปสู่สำนัก. ภิกษุณีทั้งหลายที่คอยรับบาตรจีวร ของภิกษุณีอุปปลวัณณาได้ถามว่า แม่เจ้า ผ้า อันตรวาสก ของคุณแม่อยู่ที่ไหน? นางได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณี ทั้งหลาย จึงพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าอุทายี จึงได้รับจีวร จากมือภิกษุณีเล่า เพราะมาตุคามมีลาภน้อย ครั้นแล้วภิกษุณีเหล่านั้น ได้แจ้งเรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย.

          บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายี จึงได้รับจีวรจ ากมือภิกษุณีเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

2)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม ท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี ข่าวว่า เธอรับ จีวรจากมือภิกษุณี จริงหรือ?

          ท่านพระอุทายีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
          ภ. ดูกรอุทายี นางเป็นญาติของเธอ หรือมิใช่ญาติ?
          อุ. มิใช่ญาติ พระพุทธเจ้าข้า.

3)
ทรงติเตียน

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เหมาะไม่สม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ บุรุษที่มิใช่ญาติ ย่อมไม่รู้ การกระทำอันสมควร หรือไม่สมควร ของที่มีอยู่หรือไม่มีของสตรีที่มิใช่ญาติ เมื่อ เป็นเช่นนั้น เธอยังรับจีวร จากมือภิกษุณี ผู้มิใช่ญาติได้ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวก ที่เลื่อมใสแล้ว.

4)
ทรงบัญญัติสิกขาบท

          พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนท่านพระอุทายี โดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษ แห่งความ เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคน ไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความ เป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อยความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการ ที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำ ธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะ ภิกษุ ทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญ แห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีล เป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้น แสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

5)
พระบัญญัติ

          ๓๔. ๕. อนึ่ง ภิกษุใดรับจีวร จากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา จบ.

6)
พระอนุบัญญัติ
เรื่องแลกเปลี่ยน

          [๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายตั้งรังเกียจ ไม่รับจีวรแลกเปลี่ยน ของ ภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีทั้งหลาย จึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระคุณเจ้า ทั้งหลาย จึงไม่รับจีวร แลกเปลี่ยนของพวกเรา ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินภิกษุณีเหล่านั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

7)
ทรงอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยน

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้รับ จีวรแลกเปลี่ยนกัน ของสหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรีเราอนุญาตให้รับจีวรแลกเปลี่ยนกัน ของสหธรรมิกทั้ง ๕ นี้.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

8)
พระอนุบัญญัติ

          ๓๔.๕. ก. อนึ่ง ภิกษุใดรับจีวร จากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นไว้แต่ของ แลกเปลี่ยน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องแลกเปลี่ยน จบ.

9)
สิกขาบทวิภังค์

          [๔๙] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม นี้พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า อนึ่ง ... ใด.

          บทว่า ภิกษุ ความว่า
ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยวัตร
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้วชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา
ชื่อว่า ภิกษุ โดยปริญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วย ไตรสรณคมน์
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ
ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์ พร้อมเพรียงกันอุปสมบท ให้ด้วยญัตติ จตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุที่สงฆ์พร้อมเพรียงกัน อุปสมบทให้ด้วย ญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบควรแก่ฐานะ นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรง ประสงค์ในอรรถนี้.

ที่ชื่อว่า ผู้มิใช่ญาติ คือไม่ใช่คนเนื่องถึงกัน ทางมารดาก็ดี ทางบิดาก็ดี ตลอด ๗ ชั่วอายุ ของบุรพชนก.

ที่ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่สตรีผู้อุปสมบทแล้วในสงฆ์ ๒ ฝ่าย.
ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่จีวร ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้า ต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำ.

          บทว่า เว้นไว้แต่ของแลกเปลี่ยน คือ ยกเสียแต่จีวรที่แลกเปลี่ยนกัน.
         
          ภิกษุรับ เป็นทุกกฏในประโยคที่รับ เป็นนิสสัคคีย์ด้วยได้จีวรมา ต้องเสียสละ แก่สงฆ์ คณะ หรือบุคคล.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละจีวรนั้น อย่างนี้:-

10)
วิธีเสียสละ
เสียสละแก่สงฆ์

          ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นแต่ แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้ แก่ ภิกษุมีชื่อนี้.

11)
เสียสละแก่คณะ

          ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า รับมาแล้วจากมือภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ เว้นแต่ แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้ แก่ท่านทั้งหลาย.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำ จะสละ เธอสละแล้ว แก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่ง ของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลาย พึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

12)
เสียสละแก่บุคคล

          ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า:-

          ท่าน จีวรผืนนี้ ของข้าพเจ้า รับมาแล้วจากมือภิกษุณี ผู้มิใช่ญาติ เว้นแต่ แลกเปลี่ยนกัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่ท่าน.

          ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสล ะให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

13)
บทภาชนีย์
ติกะนิสสัคคิยปาจิตตีย์

          [๕๐] ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ รับจีวรจากมือ เว้นแต่ แลกเปลี่ยนกัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

          ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสงสัย รับจีวรจากมือ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

          ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ รับจีวรจากมือ เว้นแต่แลกเปลี่ยนกัน เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

14)
ทุกกฏ

          [๕๑] ภิกษุรับจีวรจากมือภิกษุณี ผู้อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียว เว้นแต่ แลกเปลี่ยนกัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

          ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ญาติ รับจีวรจากมือ ต้องอาบัติทุกกฏ.
          ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสงสัย รับจีวรจากมือ ต้องอาบัติทุกกฏ.

15)
ไม่ต้องอาบัติ

          ภิกษุณีผู้เป็นญาติ ภิกษุสำคัญว่าเป็นญาติ รับจีวรจากมือ ไม่ต้องอาบัติ.

16)
อนาปัตติวาร

          [๕๒] ภิกษุรับจีวรของภิกษุณี ผู้เป็นญาติ ๑ แลกเปลี่ยนกัน คือแลกเปลี่ยน จีวรดีกับ จีวรเลว หรือจีวรเลวกับจีวรดี ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุขอยืมไป ๑ ภิกษุรับ บริขารอื่นนอก จากจีวร ๑ ภิกษุรับจีวรของสิกขมานา ๑ ภิกษุรับจีวรของสามเณรี ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

 

 




 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์