เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

กลุ่มพระฉัพพัคคีย์สวมใส่และพกพาจีวรไปหลายสำรับ ชาวบ้านและภิกษุอื่น พากันติเตียน
2660
  1/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๑] - [๙]
 


จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์

กลุ่มพระฉัพพัคคีย์ สวมใส่และพกพาไตรจีวรไปหลายสำรับ จนชาวบ้านและภิกษุอื่นพากันติเตียน

เกิดจากกลุ่มพระฉัพพัคคีย์ (พวกภิกษุคณะ ๖)
ได้สวมใส่ และพกพาไตรจีวร ไปหลายสำรับ ทั้งตอนเข้าหมู่บ้าน อยู่ในวัด หรือลงอาบน้ำ จนชาวบ้าน และภิกษุอื่นพากันติเตียนในความมักมาก

ทรงเรียกประชุมสงฆ์ เพื่อไต่สวน
ทรงตำหนิพระฉัพพัคคีย์อย่างรุนแรง ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่เทียมธรรม และทำลาย ความเลื่อมใสของประชาชน

ข้อกำหนดเดิม (พระบัญญัติ)
ทรงบัญญัติห้ามภิกษุพกพา หรือเก็บรักษา "อติเรกจีวร" (ผ้าที่เกินจำเป็นจากไตรจีวร ๓ ผืน) หากล่วงละเมิดจะต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์

การผ่อนปรนในภายหลัง (พระอนุบัญญัติ)
สืบเนื่องจาก เรื่องที่พระอานนท์ ได้รับอติเรกจีวรมาและต้องการเก็บไว้ถวาย พระสารีบุตร ที่อยู่ ต่างเมือง พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุเก็บอติเรกจีวรไว้ได้ไม่เกิน 10 วันเป็นอย่างยิ่ง

วิธีปฏิบัติ หากภิกษุเก็บผ้าเกิน 10 วัน
จะต้องนำจีวรผืนนั้นไปสละให้แก่สงฆ์คณะ หรือบุคคลอื่นก่อน จากนั้นจึงจะสามารถแสดง อาบัติ เพื่อทำคืนให้ตนเองบริสุทธิ์


หัวข้อประจำเรื่อง
1) จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑/เรื่องพระฉัพพัคคีย์
2) ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม
3) ทรงติเตียน
4) ทรงบัญญัติสิกขาบท
5) พระบัญญัติ
6) พระอนุบัญญัติ/เรื่องพระอานนท์
7) ทรงอนุญาตอติเรกจีวร
8) พระอนุบัญญัติ
9) สิกขาบทวิภังค์
10) วิธีเสียสละ เสียสละแก่สงฆ์
11) เสียสละแก่คณะ
12) เสียสละแก่บุคคล
13) บทภาชนีย์ นิสสัคคิยปาจิตตีย์
14) ทุกกฏ
15) ไม่ต้องอาบัติ
16) อนาปัตติวาร
17) เรื่องพระฉัพพัคคีย์
18) ทรงสอบถาม
19) ทรงติเตียน
20) ทรงอนุญาตให้คืนจีวรที่เสียสละ

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

1/2) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ ข้อ [๑] - [๙]
มหาวิภังค์ ภาค ๒
มหาวิภังค์ ทุติยภาค

นิสสัคคิยกัณฑ์

          ท่านทั้งหลาย อนึ่ง ธรรมคือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ.

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑

1)
๑. จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

          [๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ ๑- เขตพระนครเวสาลี. ครั้งนั้น พระองค์ทรงอนุญาตไตรจีวร แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว พระฉัพพัคคีย์ ทราบว่า พระผู้มีพระภาค ทรงอนุญาตไตรจีวรแล้ว จึงครองไตรจีวร เข้าบ้านสำรับหนึ่ง อยู่ในอาราม อีกสำรับหนึ่งสรงน้ำอีกสำรับหนึ่ง

          บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้ทรงจีวร เกินหนึ่งสำรับเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

@๑. วิหารที่เขาสร้างไว้ ณ เจติยสถานของโคตมยักษ์

2)
ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม พระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอทรงจีว รเกินหนึ่งสำรับ จริงหรือ?

          พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

3)
ทรงติเตียน

          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของ พวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน พวกเธอ จึงได้ทรงจีวร เกินหนึ่งสำรับเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป เพื่อ ความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชน ที่เลื่อมใส แล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

4)
ทรงบัญญัติสิกขาบท

          พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์ โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษ แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคน ไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคน เลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความจำกัด อาการ ที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำ ธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบท แก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่า ดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญ แห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชน ที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่น แห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอ พึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

5)
พระบัญญัติ

          ๒๐.๑. อนึ่ง ภิกษุใดทรงอติเรกจีวร เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

          สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ.

6)
พระอนุบัญญัติ

เรื่องพระอานนท์

          [๒] ก็โดยสมัยนั้นแล อติเรกจีวร ที่เกิดแก่ท่านพระอานนท์มีอยู่ และท่านประสงค์ จะถวายจีวรนั้น แก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตร อยู่ถึงเมืองสาเกต จึงท่าน พระอานนท์มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึง ทรงอติเรกจีวร ก็นี่อติเรกจีวร บังเกิดแก่เรา และเราก็ใคร่จะถวายแก่ ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ ครั้นแล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอานนท์ ยังอีกนานเท่าไร สารีบุตรจึงจักกลับมา?

          พระอานนท์กราบทูลว่า จักกลับมาในวันที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ พระพุทธเจ้าข้า.

7)
ทรงอนุญาตอติเรกจีวร

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง.

          อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

8)
พระอนุบัญญัติ

          ๒๐.๑. ก. จีวรสำเร็จแล้ว กฐิน อันภิกษุเดาะเสียแล้ว พึงทรงอติเรกจีวรได้๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

เรื่องพระอานนท์ จบ.

9)
สิกขาบทวิภังค์

          [๓] บทว่า จีวรสำเร็จแล้ว ความว่า จีวรของภิกษุ ทำสำเร็จแล้วก็ดี หายเสียก็ดี ฉิบหายเสียก็ดี ถูกไฟไหม้เสียก็ดี หมดหวังว่าจะได้ทำจีวรก็ดี.

          คำว่า กฐิน ... เดาะเสียแล้ว คือ เดาะเสียแล้วด้วยมาติกา อันใดอันหนึ่ง ใน มาติกา ๘ หรือสงฆ์เดาะเสียในระหว่าง.

          บทว่า ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง คือ ทรงไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมาก.

          ที่ชื่อว่า อติเรกจีวร ได้แก่จีวรที่ยังไม่ได้อธิษฐาน ยังไม่ได้วิกัป.

          ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์กำหนดแห่งผ้า ต้องวิกัปเป็นอย่างต่ำ.

          คำว่า ให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคีย์ ความว่า เมื่ออรุณที่ ๑๑ ขึ้นมา จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือเป็นของจำต้องเสียสละ แก่สงฆ์ คณะ หรือ บุคคล.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงเสียสละ จีวรนั้น อย่างนี้:-

10)
วิธีเสียสละ

เสียสละแก่สงฆ์

          [๔] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่ พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

          ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วง ๑๐ วัน เป็นของจำจะสละข้าพเจ้า สละจีวร ผืนนี้แก่สงฆ์.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละ ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำ จะสละ เธอ สละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้ แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

11)
เสียสละแก่คณะ

          [๕] ภิกษุรูปนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้า ภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

          ท่านเจ้าข้า จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้า ล่วง ๑๐ วัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละ จีวรผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย.

          ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละ ให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-

          ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า จีวรผืนนี้ของภิกษุมีชื่อนี้ เป็นของจำจะสละ เธอสละแล้ว แก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลาย ถึงที่แล้ว ท่านทั้ง หลายพึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุมีชื่อนี้.

12)
เสียสละแก่บุคคล

          [๖] ภิกษุรูปนั้น พึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประนมมือ กล่าวอย่างนี้ว่า

          ท่าน จีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าล่วง ๑๐ วัน เป็นของจำจะสละ ข้าพเจ้าสละจีวร ผืนนี้แก่ท่าน.

          ครั้นสละแล้ว พึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับเสียสละนั้น พึงรับอาบัติ พึงคืนจีวร ที่เสียสละ ให้ด้วยคำว่า ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่าน ดังนี้.

13)
บทภาชนีย์

นิสสัคคิยปาจิตตีย์

          [๗] จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.
          จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสงสัย เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
          จีวรล่วง ๑๐ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุสำคัญว่าอธิษฐานแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่ได้วิกัป ภิกษุสำคัญว่าวิกัปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่ได้สละ ภิกษุสำคัญว่าสละแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่หาย ภิกษุสำคัญว่าหายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่ฉิบหาย ภิกษุสำคัญว่าฉิบหายแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.
          จีวรยังไม่ถูกชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.

14)
ทุกกฏ

          จีวรเป็นนิสสัคคีย์ ภิกษุยังไม่ได้เสียสละ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.
          จีวรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน ภิกษุสำคัญว่าล่วงแล้ว บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.
          จีวรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน ภิกษุสงสัย บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ.

15)
ไม่ต้องอาบัติ

          จีวรยังไม่ล่วง ๑๐ วัน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ล่วง บริโภค ไม่ต้องอาบัติ.

16)
อนาปัตติวาร

          [๘] ในภายใน ๑๐ วัน ภิกษุอธิษฐาน ๑ ภิกษุวิกัปไว้ ๑ ภิกษุสละให้ไป ๑ จีวรฉิบหาย ๑ จีวรถูกไฟไหม้ ๑ โจรชิงเอาไป ๑ ภิกษุถือวิสาสะ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ไม่ต้องอาบัติแล.

17)
เรื่องพระฉัพพัคคีย์

          [๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ ไม่ให้คืนจีวรที่เสียสละ บรรดาภิกษุ ผู้มักน้อยสันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงไม่ให้คืนจีวร ที่เสียสละเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

18)
ทรงสอบถาม

          ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรง สอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอ ไม่ให้คืนจีวร ที่เสียสละ จริงหรือ?

          พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

19)
ทรงติเตียน
          พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของ พวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน พวกเธอ จึงไม่ให้คืนจีวร ที่เสียสละเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่ งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชน ที่ยังไม่ เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชุมชนบางพวก ที่เลื่อมใสแล้ว.

20)
ทรงอนุญาตให้คืนจีวรที่เสียสละ

          พระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์ โดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษ แห่งวามเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคน ไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความ เป็นคน บำรุงง่าย ความมักน้อยความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการ ที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถา ที่สมควรแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย จีวรที่ภิกษุเสียสละแล้ว สงฆ์ คณะ หรือ บุคคล จะไม่ คืนให้ ไม่ได้ ภิกษุใดไม่คืนให้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

 

 

 




 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์