เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ            

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (กลุ่มภิกษุ 6 รูป) มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมหัวกันลงโทษภิกษุรูปอื่น เช่น ข่มขู่ ตัดสิทธิ์ ให้ขอขมาคฤหัสถ์ ขับไล่ออกจากหมู่ โดยไม่เป็นธรรม 2641
  18/6 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๕๘๕]- [๕๘๘]
 
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (มูลเหตุการตั้งอธิกรณ์)
พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของพระฉัพพัคคีย์ (กลุ่มภิกษุ 6 รูป) และเกณฑ์ในการตัดสินระงับอธิกรณ์ (ข้อพิพาท) ว่าสิ่งใดเป็นธรรม หรืออธรรม

พระฉัพพัคคีย์ได้รวมหัวกันลงโทษภิกษุรูปอื่น โดยการลงโทษเช่น ตัชชนียกรรม (ข่มขู่), นิยสกรรม (ถอดยศ/ตัดสิทธิ์), ปัพพาชนียกรรม (ขับไล่), ปฏิสารณียกรรม (ให้ขอขมาคฤหัสถ์) และ อุกเขปนียกรรม (ยกออกจากหมู่)

พวกภิกษุจึงเพ่งโทษ ติเตียน และกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงประชุมสงฆ์ สอบสวน และทรงติเตียน พระฉัพพัคคีย์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ

ธรรมวาทึ และอธรรมวาทึ บุคคล 6 จำพวก (อย่างละ 3 จำพวก)
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย และระงับอธิกรณ์ 6 จำพวก เพื่อให้แยกแยะในการทำสังฆกรรม
   1.อธรรมวาทีบุคคล (บุคคลผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม)
   2.ภิกษุอธรรมวาทีมากรูป (กลุ่มภิกษุผู้กล่าวสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม)
   3.สงฆ์อธรรมวาที (คณะสงฆ์ทั้งหมดที่เห็นผิดไปจากธรรมวินัย)
   4.ธรรมวาทีบุคคล (บุคคลผู้กล่าวคำที่เป็นธรรม)
   5.ภิกษุธรรมวาทีมากรูป (กลุ่มภิกษุผู้รักษาธรรมวินัย)
   6.สงฆ์ธรรมวาที (คณะสงฆ์ที่ดำเนินตามธรรมวินัยอย่างถูกต้อง)
(หมายเหตุ: บุคคล-ภิกษุมากรูป-คณะสงฆ์)

หากอธิกรณ์ระงับลง ด้วยวิธีที่ฝ่ายผิด ไปบังคับหรือโน้มน้าวให้ฝ่ายถูกยอมรับตามนี้ จะถือว่า "ระงับโดยไม่เป็นธรรม" และเป็น "สัมมุขาวินัยเทียม" (การระงับต่อหน้าแบบปลอม ๆ)

ทรงหยิบยกความผิดของ พระฉัพพัคคีย์ ที่ชอบกลั่นแกล้งลงโทษคนอื่นลับหลัง มาเป็นเงื่อนไข ในการวางกฎเกณฑ์"การระงับข้อพิพาทในหมู่สงฆ์ว่าจะต้องเกิดจากการยอมรับบนความถูกต้อง (ธรรมฝ่ายขาว) ไม่ใช่การใช้อำนาจพวกมากลากไป หรือข่มขู่ให้ยอมจำนน (ธรรมฝ่ายดำ)

หมายเหตุ
ตัชชนียกรรม คือการข่มขู่ .. นิยสกรรม คือการ ถอดยศ/ตัดสิทธิ์..ปัพพาชนียกรรม คือการขับไล่.. ปฏิสารณียกรรม คือการให้ขอขมาคฤหัสถ์..อุกเขปนียกรรม คือการขับออกจากหมู่
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หัวข้อประจำเรื่อง
1) เรื่องพระฉัพพัคคีย์
2) ทรงสอบถามและติเตียน
3) ธรรมวาทีและอธรรมวาทีบุคคล
4) ธรรมฝ่ายดำ ๙ อย่าง
5) ธรรมฝ่ายขาว ๙ อย่าง

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 

18/6 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๖ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ ข้อ [๕๘๕]- [๕๘๘]
จุลวรรค ภาค ๑
สมถขันธกะ

1)
เรื่องพระฉัพพัคคีย์

           [๕๘๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวันอาราม ของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ กระทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ลับหลัง บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้กระทำกรรมคือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ลับหลังเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค

2)
ทรงสอบถาม

           ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถาม ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์กระทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลา ยผู้อยู่ลับหลัง จริงหรือ

           ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียน

           พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของ โมฆบุรุษเหล่านั้น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้กระทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมบ้าง นิยสกรรมบ้าง ปัพพาชนียกรรมบ้าง ปฏิสารณียกรรมบ้าง อุกเขปนียกรรมบ้าง แก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ลับหลังเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น นั่นไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนผู้ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรม คือ ตัชชนียกรรมก็ดี นิยสกรรมก็ดี ปัพพาชนียกรรมก็ดี ปฏิสารณียกรรมก็ดี อุกเขปนียกรรมก็ดี อันภิกษุไม่พึงทำ แก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ลับหลัง ภิกษุใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ

3)
ธรรมวาทีและอธรรมวาทีบุคคล

           [๕๘๖] อธรรมวาทีบุคคล ๑ ภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ๑ สงฆ์อธรรมวาที ๑ ธรรมวาทีบุคคล ๑ ภิกษุธรรมวาทีมากรูป ๑ สงฆ์ธรรมวาที ๑

4)
ธรรมฝ่ายดำ ๙ อย่าง

           [๕๘๗] ๑. อธรรมวาทีบุคคล ยังธรรมวาทีบุคคล ให้ยินยอม ให้พินิจให้เพ่ง ให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๒. อธรรมวาทีบุคคล ยังภิกษุธรรมวาทีมากรูป ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ พวกท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๓. อธรรมวาทีบุคคล ยังสงฆ์ธรรมวาที ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๔. ภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ยังธรรมวาทีบุคคล ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๕. ภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ยังภิกษุธรรมวาทีมากรูป ให้ยินยอม ให้พินิจให้เพ่ง ให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์พวกท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๖. ภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ยังสงฆ์ธรรมวาที ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๗. สงฆ์อธรรมวาที ยังธรรมวาทีบุคคล ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๘. สงฆ์อธรรมวาที ยังภิกษุธรรมวาทีมากรูป ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ พวกท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม

           ๙. สงฆ์อธรรมวาที ยังสงฆ์ธรรมวาที ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่ง ให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยไม่เป็นธรรม เป็นสัมมุขาวินัยเทียม ฯ

ธรรมฝ่ายดำ ๙ อย่าง จบ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5)
ธรรมฝ่ายขาว ๙ อย่าง

           [๕๘๘] ๑. ธรรมวาทีบุคคล ยังอธรรมวาทีบุคคล ให้ยินยอม ให้พินิจให้เพ่ง ให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรมเป็นสัมมุขาวินัย

           ๒. ธรรมวาทีบุคคล ยังภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ให้ยินยอม ให้พินิจให้เพ่ง ให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์พวกท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

           ๓. ธรรมวาทีบุคคล ยังสงฆ์อธรรมวาที ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

           ๔. ภิกษุธรรมวาทีมากรูป ยังอธรรมวาทีบุคคล ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

           ๕. ภิกษุธรรมวาทีมากรูป ยังภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ให้ยินยอม ให้พินิจให้เพ่ง ให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์พวกท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

           ๖. ภิกษุธรรมวาทีมากรูป ยังสงฆ์อธรรมวาที ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

           ๗. สงฆ์ธรรมวาที ยังอธรรมวาทีบุคคล ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

           ๘. สงฆ์ธรรมวาที ยังภิกษุอธรรมวาทีมากรูป ให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็น ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ พวกท่านจงถืออย่างนี้ จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรมเป็นสัมมุขาวินัย

           ๙. สงฆ์ธรรมวาที ยังสงฆ์อธรรมวาทีให้ยินยอม ให้พินิจ ให้เพ่งให้ใคร่ครวญ ให้เห็นตามว่า นี้ธรรม นี้วินัย นี้สัตถุศาสน์ ท่านจงถืออย่างนี้จงชอบอย่างนี้ ถ้าอธิกรณ์นั้นระงับอย่างนี้ ชื่อว่าระงับโดยธรรม เป็นสัมมุขาวินัย

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์