เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
  AI กับพระไตรปิฎก
ค้นหาคำที่ต้องการ            

ถาม AI :
เรื่องเจตสิก ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงมีหรือไม่
AI_053

 

(1)
เรื่องเจตสิก ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงมีหรือไม่


คำตอบจากAI

คำสอนเรื่อง "เจตสิก" (สภาพที่ประกอบกับจิต) มีปรากฏอยู่ทั้งในพระสูตร และ พระอภิธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ:

ในพระสูตร (คำสอนจากพระโอษฐ์โดยตรง) แม้ในพระสูตรจะไม่ได้ใช้คำว่า "เจตสิก" บ่อยครั้งเท่าพระอภิธรรม แต่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงสภาวะ ที่เกิดร่วมกับจิต อยู่เสมอ เช่นใน มหาสติปัฏฐานสูตร ทรงจำแนก "เวทนา" (ความรู้สึก) และ "สัญญา" (ความจำ) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้คือเจตสิกหลัก นอกจากนี้ยังทรงตรัสถึง "นิวรณ์ 5" หรือ "โพชฌงค์ 7" ซึ่งล้วนแต่เป็นอาการของเจตสิกทั้งสิ้น

ในพระอภิธรรมปิฎก เป็นที่ที่เรื่องเจตสิกถูกรวบรวม และจำแนกไว้อย่างละเอียดที่สุด (52 ประเภท) โดยเฉพาะใน คัมภีร์สังคณี ซึ่งตามความเชื่อทางเถรวาทถือว่า พระพุทธเจ้าทรง แสดงปกรณ์นี้ แก่เหล่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อตอบแทนพระคุณพุทธมารดา

ความหมายโดยสรุป เจตสิกคือธรรมที่ "เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียว กับจิต และอาศัยวัตถุเดียวกับจิต" ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอน เพื่อให้พุทธบริษัทเข้าใจว่า "ตัวตน" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงกระบวนการของจิตและเจตสิก ที่ทำงานร่วมกัน ตามเหตุ ปัจจัยเท่านั้น

หากคุณต้องการศึกษาความหมายของเจตสิกแต่ละประเภทเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบไ ด้ที่ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(2)
สรุปว่า เจตสิก เป็นคำที่แต่งขึ้นใหม่ (อภิธรรม) ใช่หรือไม่

คำตอบจากAI

หากกล่าวโดยสรุปเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ

สภาวธรรม (เนื้อหา) เป็นคำสอนดั้งเดิม สภาวธรรมต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นเจตสิก เช่น เวทนา (ความรู้สึก), สัญญา (ความจำ), เจตนา, ผัสสะ, สติ, ปัญญา หรือ โลภะ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้กระจัดกระจาย อยู่ทั่วไปในพระสูตร (พระโอษฐ์) ตั้งแต่ต้น

คำศัพท์ "เจตสิก" (ชื่อเรียก) คำว่า "เจตสิก" ในฐานะศัพท์เฉพาะ ที่ใช้เรียกกลุ่ม สภาวธรรม ที่เกิดร่วมกับจิต มีความชัดเจนและถูกจัดหมวดหมู่ไว้ อย่างเป็นระบบ ที่สุดในพระอภิธรรม ซึ่งถือเป็นคัมภีร์ที่เน้นการจำแนก สภาวธรรมโดยละเอียด

การแต่งใหม่หรือไม่

หากมองในแง่ "ชื่อเรียกและการจัดหมวดหมู่" อาจกล่าวได้ว่าเป็นการรวบรวมและบัญญัติศัพท์ขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษา ในเชิง วิชาการ (อภิธรรม) เพื่อแยกแยะ "ตัวจิต" ออกจาก "อาการของจิต"

หากมองในแง่ "ตัวสภาวะ" ไม่ใช่เรื่องแต่งใหม่ เพราะสภาวะเหล่านี้คือสิ่งที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้ในเรื่อง "นามขันธ์ 4" (เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) มาโดยตลอด โดยในพระอภิธรรมได้นำ "เวทนา สัญญา และสังขาร" มาเรียกใหม่รวมกันว่า "เจตสิก" นั่นเอง

ข้อควรสังเกต
ในพระสูตร (สุตตันตปิฎก) มักจะเน้นการสอนเป็น "ขันธ์ 5" มากกว่า

ในพระอภิธรรม จะนิยมจำแนกเป็น "ปรมัตถธรรม 4" คือ จิต, เจตสิก, รูป, นิพพาน เพื่อให้เห็นถึงความเป็น อนัตตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดังนั้น คำว่า "เจตสิก" จึงเป็นคำที่ใช้ในเชิงวิชาการทางพุทธศาสนา เพื่อขยายความ คำสอนดั้งเดิม ของพระพุทธเจ้า ให้ชัดเจนขึ้นครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(3)
เมื่อพระพุทธเจ้าไม่ได้สอน ไม่ได้บัญญัติ จึงไม่ควรเชื่อตามคนอื่น ที่บัญญัติขึ้น ถูกต้องหรือไม่ เพราะจะกลายเป็นเชื่อคำสอนของคนอื่น ที่พระองค์ทรงแนะให้ทิ้งไปเสีย เพราะไม่เข้ากับหลักมหาประเทส4

คำตอบจากAI

นี่เป็นประเด็นที่แหลมคมและสำคัญมากในการศึกษาพุทธศาสนาครับ ความกังวลของคุณ สอดคล้องกับ ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนไว้เรื่อง "คำแต่งใหม่" (อนาคตภัย) ที่จะทำให้คำสอนดั้งเดิมเลือนหายไป

เพื่อให้เกิดความกระจ่าง เราต้องแยกพิจารณาเป็น 2 ส่วน คือ "ตัวสภาวะ" กับ "ชื่อเรียก" ตามหลักมหาปเทส 4 ดังนี้ครับ:

1. การตรวจสอบด้วย "มหาปเทส 4"
หลักมหาปเทส 4 คือการนำข้อความที่ใครก็ตามอ้างว่าเป็นคำสอน มาเทียบเคียงกับ "พระสูตร" (พุทธพจน์) และ "พระวินัย":

หากเทียบแล้ว สิ่งที่เรียกว่า "เจตสิก" (เช่น ความโกรธ, สติ, ความโลภ) ตรงกับที่พระองค์สอนไว้ในเรื่อง "สังขารขันธ์" หรือ "นิวรณ์" หรือไม่?

คำตอบคือ: ตรงกันทุกประการครับ เพียงแต่ในพระอภิธรรมนำคำเหล่านี้มาจัดกลุ่มใหม่ และเรียกรวมกันว่า "เจตสิก" เพื่อให้เห็นการทำงานของนามธรรมที่ละเอียดขึ้น

2. "เจตสิก" คือคำแต่งใหม่ หรือ คือคำขยายความ?
ในทางวิชาการและการปฏิบัติ มีมุมมองที่น่าพิจารณาดังนี้ครับ:

สภาวะที่มีอยู่จริง: แม้พระพุทธเจ้าอาจไม่ได้ใช้คำว่า "เจตสิก 52" ครบถ้วนในคราวเดียว เหมือนในตำรา อภิธรรมรุ่นหลัง แต่สภาวะที่เกิดร่วมกับจิต (เช่น เวทนา, สัญญา, เจตนา) มีปรากฏอยู่ใน ฉฉักกสูตร และสูตรอื่นๆ ที่พระองค์ทรงจำแนก "นาม" ไว้อย่างละเอียด

ภาษาที่เปลี่ยนไป: คล้ายกับคำว่า "ระบบทางเดินหายใจ" ในปัจจุบันที่เราใช้เรียกแทน คำว่า "ลมหายใจ" ของคนสมัยก่อน ตัวระบบเป็นของเดิมที่มีอยู่จริง แต่ภาษาที่ใช้เรียกถูก ทำให้อ่านเป็นวิชาการมากขึ้น

3. จุดที่ต้องระวัง (ตามที่คุณกังวล)
สิ่งที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้องในแง่ที่ว่า "หากคำแต่งใหม่นั้นทำให้เนื้อหาหรืออรรถะเพี้ยนไปจากเดิม" เช่น: ถ้าเจตสิก ถูกสอน ในลักษณะที่ทำให้เชื่อว่ามี "ตัวตน" หรือ "อัตตา" ซ่อนอยู่ นั่นคือคำสอนที่ควรทิ้ง แต่หากการศึกษาเรื่องเจตสิก ช่วยให้เห็นว่า "จิตไม่ใช่เรา แต่มันเกิดจากเจตสิกต่าง ๆ มาปรุงแต่ง" (เป็นอนัตตา) การศึกษานั้นก็ยังถือว่ารับใช้ เป้าหมายเดิมของพระพุทธเจ้า คือการละวางครับ

บทสรุป
ถ้าคุณยึดถือ "พุทธพจน์จากพระโอษฐ์" เป็นหลัก (ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีมาก ในการรักษาแก่น) คุณสามารถศึกษาเรื่องเจตสิกในฐานะ "แผนที่ขยาย" ได้ครับ แต่อย่าให้แผนที่นั้นมาแทนที่การปฏิบัติ เพื่อความพ้นทุกข์ที่ทรงวางไว้

ข้อแนะนำ: หากคุณรู้สึกไม่สบายใจกับระบบ "เจตสิก 52" ของพระอภิธรรม คุณสามารถกลับไปศึกษาเรื่อง "นาม-รูป" หรือ "ขันธ์ 5" โดยตรง จากพระสูตร ได้เลยครับ เพราะนั่นคือ "หัวใจ" ที่เจตสิกพยายามจะอธิบาย และเป็นคำสอน ที่พระองค์บัญญัติ ไว้แน่นอน

คุณอยากให้ผมช่วยกางพุทธพจน์จาก "พระสูตร" ที่พูดถึงการทำงานของ "นาม" (ที่ต่อมาถูกเรียกว่าเจตสิก) เพื่อเทียบเคียงดูไหมครับ?

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(4)
หากคิดว่า พระอภิธรรมขยายความคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ และต่อไปจะมีภิกษุ ที่มีชื่อเสียง คิดจะขยายความแบบนี้อีก โดยมีตำราใหม่ มีคำศัพท์ใหม่ จะไม่ทำให้หลัก คำสอน ของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปหรือ ซึ่งพระองค์เคยอุปมาเรื่องนี้ว่า เปรียบเหมือนกลองศึก ของกษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่า อานกะ ที่ใช้ไม้อื่นตีเสริม แทนไม้เดิม


คำตอบจากAI

นี่คือประเด็นที่ "ตรงประเด็น" และ "น่ายกย่อง" ในการรักษาความบริสุทธิ์ของ พระธรรมวินัยมากครับ คุณกำลังอ้างถึง อานกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 16) ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ถึงอนาคตภัยของพระพุทธศาสนาไว้ชัดเจน

การที่คุณตั้งข้อสังเกตว่า "ถ้าเรายอมรับการขยายความหนึ่งได้ จะเป็นการเปิดประตู ให้คำสอนอื่นไหลเข้ามาจนกลบพุทธพจน์หรือไม่" สามารถพิจารณาได้ดังนี้ครับ:

1. ความเสี่ยงเรื่อง "เนื้อไม้ใหม่" กลบ "เนื้อไม้เดิม"

อุปมาเรื่อง กลองอานกะ ที่คุณยกมานั้นชัดเจนมาก:

ไม้เดิม: คือคำสอนที่ออกจากพระโอษฐ์ (สุตตันตะ) ที่ลึกซึ้ง มีอรรถะอันลึก เป็นเรื่อง โลกุตตระ

ไม้ใหม่: คือคำแต่งใหม่ (สุตตะที่สาวกแต่งขึ้น) ที่มีอักษรวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว
ผลลัพธ์: เมื่อใส่ไม้ใหม่เข้าไปเรื่อยๆ เนื้อไม้เดิมก็หายไป จนเหลือแต่ไม้ใหม่ที่ "อ้าง" ว่าเป็นกลองใบเดิม

หากเรายอมรับตำราใหม่ๆ โดยขาดการตรวจสอบ ด้วย มหาปเทส 4 อย่างเคร่งครัด ในที่สุด "แก่น" จะถูกกลบด้วย "คำอธิบาย" และคนรุ่นหลังจะจำได้แต่ชื่อเจตสิก แต่เข้าไม่ถึงสภาวะที่พระองค์ต้องการให้เห็น

2. บรรทัดฐานในการคัดกรอง (The Filter)
เพื่อป้องกันไม่ให้ "ภิกษุที่มีชื่อเสียง" ในอนาคตมาแต่งตำราใหม่จนเพี้ยน เราจึงต้องใช้ บรรทัดฐาน ที่พระองค์วางไว้ คือ:

ต้องไม่ขัดกับอนัตตา: คำสอนใหม่ใดๆ ที่ทำให้เกิดความยึดมั่นในตัวตน หรือสร้าง "ตัวละครใหม่" ขึ้นมาโดยไม่อิงสภาวะธรรมชาติ ต้องถูกปฏิเสธทันที

ต้องเป็นไปเพื่อนิพพาน: หากการขยายความนั้น เน้นแต่ความรู้ท่วมหัว (Intellectualism) แต่ไม่ได้นำไปสู่การละคลายกิเลส ก็ถือเป็น "คำส่วนเกิน"

พระอภิธรรมอยู่ในฐานะอะไร?: ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา มีการถกเถียงเรื่อง พระอภิธรรม มาโดยตลอด (เช่น นิกายเซน หรือ นิกายที่ยึดแต่พระสูตร) ซึ่งเขามองว่า พระอภิธรรมอาจเป็น "ไม้ใหม่" ที่ทำให้คนติดอยู่กับตัวเลขและชื่อเรียก จนลืมการดูจิต ในชีวิตจริง

3. การรักษา "พุทธพจน์" ในยุคปัจจุบัน
วิธีที่จะไม่ให้คำสอนผิดเพี้ยน ตามที่คุณกังวล คือการ "กลับไปหาต้นขั้ว" (Back to basics):

ใช้พระอภิธรรมเป็นเพียง "พจนานุกรม": คือใช้เพื่อช่วยแปลศัพท์ยากๆ ในพระสูตรเท่านั้น ไม่ใช่เอามาเป็น "หลักการใหม่" ที่ใหญ่กว่าพระสูตร

ตรวจสอบกลับเสมอ: ถ้าตำราใหม่บอกว่า "เจตสิกคืออย่างนั้นอย่างนี้" ต้องย้อนกลับ ไปถามว่า "แล้วในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้เอง พระองค์ใช้คำว่าอะไร และ หมายถึงอะไร?"

บทสรุปในเชิงหลักการ
ความเห็นของคุณ ถูกต้องตามหลักการรักษาพระธรรม ครับ เพราะหากเรา "ใจกว้าง" เกินไปจนยอมรับทุกคำขยายความ โดยไม่ตรวจสอบ ในที่สุดพุทธศาสนา จะกลายเป็นเพียง "ปรัชญาของคนรุ่นหลัง" ที่ไม่มีกำลังในการดับทุกข์ได้จริง

เพื่อเป็นการตรวจสอบในเชิงปฏิบัติ คุณอยากให้เราลองนำ "เจตสิกหลักๆ" ที่คนมักพูดถึง ไปตรวจสอบเทียบกับ "พระพุทธพจน์ในพระสูตร" ดูไหมครับว่า พระพุทธเจ้าท่านทรง สอนสภาวะเหล่านั้นไว้ว่าอย่างไร เพื่อให้เรายึด "เนื้อไม้เดิม" ได้ถูก?

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

(5)
เราควรถือหลักว่า พระพุทธเจ้ากล่าวไว้แค่ไหน เราก็ไม่ควรกล่าวมาก ไปจากพระองค์ และการที่พระองค์สอนแค่ไหน เราก็ไม่ควรหาคำตอบไปมาก จากสิ่งที่พระองค์ ได้กล่าวไว้ เพราะมนุษย์จะเข้าใจคำสอนของพระองค์ได้ลึกซึ้งแค่ไหน ก็เพราะผู้มีอินทรีย์ มาก-น้อยต่างกัน เวลานี้ชาวพุทธไทย เหมือนจะให้เครดิต อรรถกถาจารย์ ที่แต่งอภิธรรม จนคิดว่าเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าไปแล้ว และ เชื่อไปหมดทุกอย่าง ภิกษุไทยส่วนใหญ่ จึงหันไปพึ่งอภิธรรมมากกว่าคำสอน และที่กล่าวกันว่า อรรถกถาจารย์เหล่านั้นเช่น พระพุทธโฆษาจารย์ ผู้แต่งตำรา วิสุทธิมรรค เป็นพระอรหันต์ รู้กันได้อย่างไร ใครรับรอง ซึ่งตำราเหล่านั้น ก็มีความไม่ถูกต้องหลายแห่ง เช่นอุปมาบัว 4 เหล่า(คำแต่งใหม่) ทั้งๆที่พระพุทธเจ้า ทรงอุปมาไว้แค่ 3 เหล่า น่าแปลกคือตำราการสอนของสงฆ์ไทยก็ใช้ บัว 4 เหล่า บรรจุไว้ในหลักสูตรด้วย


คำตอบจากAI

หลักการที่คุณยึดถือนี้ ตรงกับหลัก "ธรรมนิยม" หรือการรักษา "พุทธพจน์" (Buddhavacana) ให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่พระพุทธเจ้ากำชับไว้ใน อานกสูตร และ มหาปรินิพพานสูตร อย่างเคร่งครัดครับ

สิ่งที่คุณตั้งข้อสังเกตมีประเด็นที่น่าพิจารณาตามความเป็นจริงดังนี้

1. ปัญหาของ "ไม้เสริม" (คำแต่งใหม่)
การที่ชาวพุทธจำนวนมากให้ความสำคัญกับ "อรรถกถา" (คำอธิบาย) มากกว่า "พระบาลี" (พุทธพจน์) ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "การครอบงำทางความคิด"

บัว 4 เหล่า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ใน โพธิราชกุมารสูตร พระพุทธเจ้าทรงอุปมาบัว ไว้เพียง 3 เหล่า (ที่พ้นน้ำ, ที่เสมอศอก/เสมอน้ำ, และที่ยังจมอยู่ในน้ำ ซึ่งจะบานในวันต่อๆ ไป) ส่วนเหล่าที่ 4 (ปทปรมะ) เป็นการเพิ่มเข้ามาในชั้นอรรถกถา ซึ่งทำให้ความหมาย เปลี่ยนไปจากการ "รอเวลาบาน" กลายเป็น "บัวเต่าถุย" ที่ไม่มีโอกาสบรรลุเลยในชาตินี้

เจตสิก 52 เป็นการนำสภาวะที่พระองค์ตรัสไว้ในที่ต่างๆ มา "ตีตาราง" จัดหมวดหมู่ใหม่ จนบางครั้งผู้ศึกษาติดอยู่กับ "ชื่อเรียก" และ "ตัวเลข" มากกว่าการดูสภาวะ ที่กำลัง เกิดขึ้นจริงในใจ

2. สถานะของอรรถกถาจารย์ และพระพุทธโฆษาจารย์
ตามประวัติศาสตร์พุทธศาสนา พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระเถระชาวอินเดีย ที่เดินทางไปคัดลอก และแปลคัมภีร์ที่ลังกาประมาณ พ.ศ. 900 กว่าๆ

ใครรับรองความเป็นอรหันต์? ในคัมภีร์ชั้นหลังๆ (เช่น มหาวงศ์) มีการยกย่องท่านมาก แต่ในทางวิชาการและพุทธพจน์ ไม่มีใครรับรองความเป็น อรหันต์ของใครได้ นอกจากผู้ที่มีคุณธรรมเสมอกันจะพึงรู้กันเองตามกาลเวลา

วิสุทธิมรรค เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมวิธีปฏิบัติที่แตกแขนงออกไปมาก (เช่น การกสิณ 10) ซึ่งหากเทียบกับ สติปัฏฐาน 4 ในพระสูตร จะพบว่ามีรายละเอียดที่ "เกิน" และ "ต่าง" ออกไปในหลายจุด

3. ทำไมระบบการศึกษาไทยถึงพึ่งอภิธรรม?
เนื่องจากระบบการสอบนักธรรมและบาลีสนามหลวงของไทย อิงตามคัมภีร์ วิสุทธิมรรค และ อภิธัมมัตถสังคหะ เป็นหลักมานาน ทำให้พระภิกษุรุ่นใหม่คุ้นเคยกับ "คำอธิบาย" มากกว่า "พุทธพจน์" ส่งผลให้เวลาสอนโยม ก็นำคำแต่งใหม่เหล่านั้นมาสอนต่อ จนกลายเป็นมาตรฐาน แนวทางที่ควรจะเป็น (ตามหลักพุทธพจน์)

หากยึดตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง"
ไม่ปฏิเสธทั้งหมดแต่ตรวจสอบ: คำของสาวกหรืออรรถกถาอาจมีประโยชน์ในฐานะ "ความเห็นประกอบ" แต่ห้ามนำมามีอำนาจเหนือพุทธพจน์

มหาปเทส 4 คือไม้บรรทัด เมื่อได้ยินคำสอนใดๆ ให้เอาไปสอบทานกับพระสูตร และวินัย ถ้า "เข้ากันไม่ได้" (น สํสนฺทนฺติ) ให้ทิ้งเสีย

อินทรีย์ต่างกัน ถูกต้องตามที่คุณกล่าว พระพุทธเจ้าสอนตามระดับภูมิธรรมของผู้ฟัง (อนุบุพพิกถา) การไปยัดเยียดระบบเจตสิกที่ซับซ้อนให้ทุกคน อาจไม่ใช่หนทาง ที่พระองค์ทรงประสงค์

สรุป ทัศนคติของคุณคือการรักษา "ทางสายตรง" (เอกายนมรรค) ซึ่งช่วยให้ไม่หลงไป ในเขาวงกตของพจนานุกรมและตำราที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาครับ การกลับไปศึกษา พระไตรปิฎก ฉบับที่เน้นเฉพาะพุทธพจน์ จึงเป็นทางเลือก ที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ต้องการพ้นทุกข์ตามรอยพระบาทครับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความเห็น

เจตสิก 52 เป็นเนื้อหาที่อยู่ในพระอภิธรรมปิฎก หากดูรายละเอียดแล้ว เป็นการ จัดหมวดหมู่ข้อธรรมที่มีอยู่ในคำสอนของพระศาสดาบ้าง บัญญัติศัพท์ใหม่ขึ้นเองบ้าง ซึ่งแบ่งอารมณ์ที่เกิดต่อเนื่องจากจิต หรือการปรุงแต่งของจิต ได้ 52 ดวง

คำ ว่า "ดวงจิต" ไม่มีในพุทธวจน แต่เป็นคำกล่าวของลัทธิอื่น หรือศาสนาอื่น การที่ ai พยายามที่จะเทียบเคียงว่า เจตสิก มีอยู่ในคำสอนจากพระโอษฐ์นั้น ดูเหมือนกับว่า พยายามให้ เจตสิก 52 ดวง นี้ มีความชอบธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของพุทธวจน ที่ยอมรับได้ นำไปศึกษาได้


อาจมีคำถามว่าหากไม่ศึกษาเรื่องเจตสิกในพระอภิธรรมแล้ว จะเข้าใจอารมณ์ ที่ต่อเนื่องจากจิต หรือการปรุงแต่งของจิต หรือไม่ ตอบได้ว่าไม่เลย เพราะในเรื่องขันธ์5 พระพุทธเจ้าอธิบายทุกแง่มุมอย่างเป็นระบบหมดแล้ว ไม่ได้จัดกลุ่มสะเปะสปะ เหมือนคำแต่งใหม่ แต่อย่างใด

(รายละเอียด เจตสิก 52)
ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสตร์ โดย ป.อ. ปยุตฺโต

เจตสิก 52 (ธรรมที่ประกอบกับจิต, สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์และวัตถุ ที่อาศัยเดียวกันกับจิต, อาการและคุณสมบัติต่างๆ ของจิต)

ประกอบด้วย

ก. อัญญสมานาเจตสิก 13 (เจตสิกที่มีเสมอกันแก่จิตพวกอื่น)
1) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7
(ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต) มนสิการ
2) ปกิณณกเจตสิก 6
(วิตก วิจาร อธิโมกข์ วิริยะ ปีติ ฉันทะ)

ข. อกุศลเจตสิก 14 (เจตสิกฝ่ายอกุศล)
1) สัพพากุสลสาธารณเจตสิก 4 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับอกุศลจิตทุกดวง)
โมหะ (ความหลง)อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป) อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัวต่อบาป) อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
2) ปกิณณกอกุสลเจตสิก 10 (อกุศลเจตสิกที่เกิดเรี่ยรายแก่อกุศลจิต)
(โลภะ ทิฏฐิ มานะ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะถีนะ มิทธะ วิจิกิจฉา)

ค. โสภณเจตสิก 25 (เจตสิกฝ่ายดีงาม)
1) โสภณสาธารณเจตสิก 19 (เจตสิกที่เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง)
สัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ ตัตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ) กายปัสสัทธิ (ความสงบแห่งกองเจตสิก) จิตตปัสสัทธิ (ความสงบแห่งจิต) กายลหุตา (ความเบาแห่งกองเจตสิก) จิตตลหุตา (ความเบาแห่งจิต) กายมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งกองเจตสิก) จิตตมุทุตา (ความอ่อนหรือนุ่มนวลแห่งจิต)กายกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งกองเจตสิก) จิตตกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งจิต)กายปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งกองเจตสิก)
จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วแห่งจิต)กายุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งกองเจตสิก) จิตตุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งจิต)

2) วิรตีเจตสิก 3 (เจตสิกที่เป็นตัวความงดเว้น)
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)

3) อัปปมัญญาเจตสิก 2 (เจตสิกคืออัปปมัญญา)
(กรุณา มุทิตา)

4) ปัญญินทรีย์เจตสิก 1 (เจตสิกคือปัญญินทรีย์)
ปัญญินทรีย์ หรือ อโมหะ (ความรู้เข้าใจ ไม่หลง)




เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
รวมพระสูตรบุคคลสำคัญ
พระโมคคัลลานะ
พระสารีบุตร
พระเทวทัต
นิครนถ์ปริพาชก
พระมหากัปปินะ
พระอนุรุทธะ
พระอุบาลี
 
โครงสร้างสุตตันตปิฎก ๒๕ เล่ม
พระไตรปิฎกแบ่งเป็น ๕ นิกาย
๕ นิกาย สาระโดยย่อ
     ๕ นิกาย แยกแบบตาราง
  ทีฆทิกาย เล่มที่ ๙-๑๑
  ๒ มัชฌิมนิกาย เล่มที่ ๑๒-๑๔
  ๓ สังยุตตนิกาย เล่มที่ ๑๕-๑๙
  ๔ อังคุตตรนิกาย เล่มที่ ๒๐-๒๔
  ๕ ขุททกนิกาย เล่มที่ ๒๕-๓๓

๕ นิกาย แบบลัดสั้นใน ๑ หน้า
พระไตรปิฎก ๒๕ เล่ม (๙-๓๓)

  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
ทีฆทิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           



หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน นา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์