เว็บไซต์ อนาคามี เผยแพร่คำพระศาสดา เผยแพร่คำสอนตถาคต เว็บไซต์เผยแพร่พระสุตรคำสอนของพระพุทธเจ้า คลิปคำสอน คลิปสาธยายธรรม
ค้นหาคำที่ต้องการ    

ทรงตำหนิการจำพรรษาโดยไม่พูดจา (มูควัตร) ว่าเหมือนลี้ยงปศุสัตว์
จึงทรงอนุญาตให้ตักเตือนกันได้ ๓ สถานะ (ได้เห็น ได้ฟัง ด้วยความสงสัย)
2904
  23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
 

(โดยย่อ)
ปวารณาขันธกะ (ให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนกันได้หลังจากออกพรรษา)

๑. เรื่องภิกษุหลายรูป
ภิกษุหลายรูปจำพรรษาในแคว้นโกศล ตั้งกติกาว่าจะไม่พูดจากันตลอดพรรษา (ถือมูควัตร) เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาท เมื่อออกพรรษาแล้วได้พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่กลับถูก พระพุทธองค์ทรงตำหนิอย่างรุนแรงว่า การอยู่ร่วมกันโดยไม่พูดจากันนั้น เป็นการอยู่ร่วมกันเหมือน เลี้ยงปศุสัตว์ หรือเหมือนเดียร์ถีย์ และทรงห้ามไม่ให้ภิกษุสมาทานมูควัตรเช่นนี้อีก

๒. เรื่องธรรมเนียมเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าของภิกษุอาคันตุกะที่ มาจากต่างถิ่นนั้น จะทรงมี พระมหากรุณาธิคุณ ตรัส ปฏิสันถารและทักทายก่อนเสมอ โดยจะทรงถามถึงความเป็นอยู่ สุขภาพร่างกาย ความสัปปายะ ในการบิณฑบาต และความพร้อมเพรียงในการจำพรรษา เพื่อแสดงความห่วงใย และเปิดโอกาส ให้ภิกษุได้กราบทูลเล่าเรื่องราวการปฏิบัติศาสนกิจที่ผ่านมา

๓. เรื่องพุทธประเพณี
พุทธประเพณีระบุไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ทรงทราบเรื่องราวทุกอย่างอยู่แล้ว แต่จะทรงถาม ภิกษุทั้งหลายด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ ทรงถามธรรมเนียมที่ควรประพฤติอย่างหนึ่ง และทรงถามเพื่อจะ บัญญัติสิกขาบทอย่างหนึ่ง พระองค์จะทรงตั้งคำถามที่ประกอบด้วยประโยชน์ อันเป็นทางมาของการแสดงธรรม และการจัดระเบียบสงฆ์เสมอ

๔. เรื่องเตวาจิกาปวารณา (เนื่องจากการอยู่ร่วมกัน โดยไม่พูดจาถูกตำหนิ)
จึงทรงอนุญาต ให้ภิกษุผู้จำพรรษาแล้วทำ "ปวารณา" แทน คือการเปิดโอกาสให้ภิกษุอื่น ว่ากล่าว ตักเตือนกันได้ใน ๓ สถานะ ได้แก่ ได้เห็น ได้ฟัง ด้วยสงสัย โดยเริ่มต้นให้เปล่งวาจาปวารณา ต่อกันรูปละ ๓ ครั้ง (เตวาจิกาปวารณา) เพื่อความบริสุทธิ์และ การอยู่ร่วมกัน อย่างเคารพพระวินัย

๕.ให้นั่งกระโหย่งปวารณา
ภิกษุทุกรูปจะต้องนั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีเพื่อแสดงความเคารพใ นสังฆกรรม ยกเว้นภิกษุชรา และภิกษุป่วยไข้ โดยให้รูปที่ปวารณาเสร็จแล้วสามารถนั่งบนอาสนะ (นั่งราบ) ได้ ส่วนรูปที่ยัง ไม่ได้ปวารณา ก็ให้นั่งกระโหย่งเฉพาะ ตอนที่ตนเองกำลังกล่าวคำปวารณาเท่านั้น

เรื่องสำคัญของพระพุทธเจ้า
การบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ
การประสูติ แสงสว่าง แผ่นดินไหว
แสวงหาสัจจะบำเพ็ญทุกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์หลีก สิ่งที่ตรัสรู้
ตรัสรู้ แสดงเทศนาปัญจวัคคีย์
ปลงสังขาร ปรินิพพาน
ลำดับขั้นการปรินิพพาน
เทวดาแสดงฤทธิ์ขณะถวายเพลิง
แบ่งพระสรีระออกเป็น ๘ ส่วน
 
พระไตรปิฎก 45 เล่ม
พระวินัยปิฎก 8 เล่ม
พระสุตตันตปิฎก 25 เล่ม
พระอภิธรรมปิฎก 12 เล่ม
ข้อมูลและโครงสร้างพระไตรปิฎก
ถาม-ตอบ กับ AI

 


 


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
1)

ปวารณาขันธกะ
เรื่องภิกษุหลายรูป

          [๒๒๔] โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน ซึ่งเคยเห็นร่วมคบหากันมา จำพรรษาอยู่ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในโกศลชนบท จึงภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ พวกเราจึงพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และจะไม่ต้องลำบากด้วยบิณฑบาต

          ครั้นแล้วได้ปรึกษากันต่อไปว่า หากพวกเราจะไม่พึงทักทาย จะไม่พึงปราศรัย ซึ่งกันและกัน รูปใดบิณฑบาตกลับจากบ้านก่อน รูปนั้นพึงปูอาสนะ จัดหาน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างภาชนะ สำหรับถ่ายบิณฑบาตเตรียมตั้งไว้ จัดตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้

          รูปใดบิณฑบาต กลับจากบ้านทีหลัง หากอาหารที่รูปก่อนฉันแล้วยังมีเหลือ ถ้าต้องการพึงฉัน ถ้าไม่ต้องการ ก็พึงเททิ้งเสียในสถานอันปราศจากของสีเขียวสด หรือเทล้างเสียในน้ำที่ปราศจากตัวสัตว์ รูปนั้นพึงรื้ออาสนะ พึงเก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาตเก็บไว้ เก็บน้ำฉัน น้ำใช้ กวาดหอฉัน

          รูปใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้ หม้อน้ำชำระ ว่างเปล่า รูปนั้นพึงจัดหาไว้ หากภิกษุนั้นไม่สามารถ พึงกวักมือเรียกเพื่อนมาช่วยเหลือกัน แต่ไม่พึงเปล่งวาจา เพราะเหตุนั้นเลย ด้วยวิธีอย่างนี้แล พวกเราจึงจะพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และจะไม่ต้องลำบากด้วยบิณฑบาต.

          ครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้น ไม่ทักทาย ไม่ปราศรัยต่อกันและกัน ภิกษุรูปใดบิณฑบาต กลับจากบ้านก่อน ภิกษุรูปนั้นปูอาสนะ จัดหาน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาต เตรียมตั้งไว้ จัดตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้

          ภิกษุรูปใดบิณฑบาต กลับจากบ้านทีหลัง หากอาหารที่รูปก่อนฉันแล้วยังมีเหลือ ถ้าต้องการ ก็ฉัน ถ้าไม่ต้องการก็เททิ้งเสีย ในสถานที่อันปราศจากของเขียวสด หรือ เทล้างเสียในน้ำอันปราศจากตัวสัตว์ ภิกษุรูปนั้นรื้ออาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาตเก็บไว้ เก็บน้ำฉันน้ำใช้กวาด หอฉัน

          ภิกษุรูปใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้ หรือหม้อน้ำชำระว่างเปล่า ภิกษุรูปนั้น ก็จัดหาไว้ หากภิกษุนั้นไม่สามารถ ก็กวักมือเรียกเพื่อนภิกษุ มาช่วยเหลือกัน แต่ไม่เปล่งวาจาเพราะเหตุนั้นเลย.


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
2)

ธรรมเนียมเข้าเฝ้าพระพุทธองค์

          [๒๒๕] ก็การที่ภิกษุทั้งหลาย ออกพรรษาแล้ว เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค นั่นเป็นประเพณี.ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษา โดยล่วงไตรมาศแล้วเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวร หลีกไปโดยมรรคา อันจะไปสู่พระนครสาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี และ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี โดยลำดับแล้ว เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

          อนึ่ง การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะ ทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี.

          ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ร่างกายของ พวกเธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกันไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต หรือ?

          ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ยังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้าอนึ่ง พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า.


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
3)

พุทธประเพณี

          พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ตรัสถาม ก็มี ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมตรัสถามสิ่ง ที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่ง ที่ไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัด ด้วยข้อปฏิบัติ. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสอบถามภิกษุทั้งหลาย ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบท แก่พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง.

          ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเป็น ผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตด้วยวิธีการอย่างไร?

          ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้า บรรดาที่นั่งเฝ้า ณ ที่นี้เป็นภิกษุซึ่งเคยเห็นคบหากันมา จำนวนมากด้วยกัน ได้จำพรรษาอยู่ในอาวาส แห่งหนึ่ง ในโกศลชนบท พวกข้าพระพุทธเจ้าเหล่านั้นได้ปรึกษากันว่า ด้วยวิธีอย่างไร หนอ พวกเราจึงจะพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และจะไม่ต้องลำบากด้วยบิณฑบาต พวกข้าพระพุทธเจ้านั้นได้ปรึกษากันต่อไปว่า หากพวกเราจะไม่พึงทักทาย จะไม่พึงปราศรัยซึ่งกันและกัน

          รูปใดบิณฑบาตกลับจากบ้านก่อน รูปนั้นพึงปูอาสนะ จัดหาน้ำล้างเท้าตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาต เตรียมตั้งไว้ จัดตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้

          รูปใดบิณฑบาต กลับจากบ้านทีหลัง หากอาหารที่รูปก่อนฉันแล้วยังมีเหลือ ถ้าต้องการพึงฉัน ถ้าไม่ต้องการ ก็พึงเททิ้งเสียในสถาน อันปราศจากของเขียวสด หรือเทล้างเสียในน้ำที่ปราศจากตัวสัตว์ รูปนั้นพึงรื้ออาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาตเก็บไว้ เก็บน้ำฉันน้ำใช้ กวาดหอฉัน

          รูปใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้หม้อน้ำชำระว่างเปล่า รูปนั้นพึงจัดหาไว้ หากภิกษุนั้นไม่สามารถ พึงกวักมือเรียกเพื่อนมาช่วยเหลือกัน แต่ไม่พึงเปล่งวาจา เพราะเหตุนั้นเลย ด้วยวิธีอย่างนี้แล พวกเราจึงจะพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และจะไม่ต้องลำบาก ด้วยบิณฑบาตพระพุทธเจ้าข้า ครั้นแล้วพวกข้าพระพุทธเจ้าจึงไม่ทักทาย ไม่ปราศรัยต่อกันและกัน

          ภิกษุรูปใดบิณฑบาตกลับจากบ้านก่อน ภิกษุรูปนั้นย่อมปูอาสนะไว้ จัดหาน้ำ ล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาต เตรียมตั้งไว้ จัดตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้

          ภิกษุรูปใดบิณฑบาต กลับจากบ้านทีหลัง หากอาหารที่รูปก่อนฉัน แล้วยังมีเหลือ ถ้าต้องการก็ฉัน ถ้าไม่ต้องการ ก็เททิ้งเสียในสถาน อันปราศจากของเขียวสด หรือเทล้างเสียในน้ำอันปราศจากตัวสัตว์ภิกษุรูปนั้นย่อมรื้ออาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างภาชนะสำหรับถ่ายบิณฑบาตเก็บไว้ เก็บน้ำฉันน้ำใช้ กวาดหอฉัน

          ภิกษุรูปใดเห็นหม้อน้ำฉัน หม้อน้ำใช้หรือหม้อน้ำชำระว่างเปล่า ภิกษุรูปนั้น ก็จัดหาไว้ หากภิกษุรูปนั้นไม่สามารถ ก็กวักมือเรียกเพื่อนมาช่วยเหลือกัน แต่ไม่พึง เปล่งวาจาเพราะเหตุนั้นเลย ด้วยวิธีอย่างนี้แล พวกข้าพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ต้องลำบากด้วยบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน

          [๒๒๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าโมฆบุรุษพวกนี้ เป็นผู้อยู่จำพรรษาไม่ผาสุกเลย ยังยืนยันว่าอยู่จำพรรษาเป็น ผาสุก ข่าวว่า โมฆบุรุษพวกนี้เป็นผู้อยู่จำพรรษาอย่างปศุสัตว์อยู่ร่วมกันแท้ๆ ยังยืนยันว่า อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก ข่าวว่าโมฆบุรุษพวกนี้ เป็นผู้อยู่จำพรรษา อย่างแพะอยู่ร่วมกัน แท้ๆ ยังยืนยันว่าอยู่จำพรรษาเป็นผาสุกข่าวว่า โมฆบุรุษพวกนี้เป็นผู้อยู่จำพรรษา อย่างคนประมาทอยู่ร่วมกันแท้ๆ ยังยืนยันว่าอยู่จำพรรษาเป็นผาสุก.

ทรงห้ามมูควัตร ติตถิยสมาทาน

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุไฉน โมฆบุรุษพวกนี้จึงได้ถือมูควัตร ซึ่งพวกเดียรถีย์ ถือกัน การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชน ที่ยังไม่เลื่อมใส ....ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสมาทานมูควัตรที่พวกเดียรถีย์สมาทานกัน รูปใดสมาทาน ต้องอาบัติทุกกฏ.


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
4)

พระพุทธานุญาตปวารณา

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลาย อยู่จำพรรษา แล้วปวารณา ด้วยเหตุ ๓ สถานคือ ด้วยได้เห็น ๑ ด้วยได้ฟัง ๑ ด้วยสงสัย ๑ การปวารณานั้น จักเป็นวิธีเหมาะสมเพื่อว่ากล่าวกันและกัน เป็นวิธีออกจากอาบัติ เป็นวิธีเคารพ พระวินัย ของพวกเธอ.


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
5)

วิธีปวารณา

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงปวารณา อย่างนี้:-
          ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจา ว่าดังนี้:-


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
6)

สัพพสังคาหิกาญัตติ

          ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันปวารณา ถ้าความพร้อมพรั่ง ของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงปวารณา.

          ภิกษุผู้เถระ พึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าว ปวารณาอย่างนี้ ว่าดังนี้:-


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
7)
เตวาจิกาปวารณา

          เธอทั้งหลาย ฉันปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย

          เธอทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ฉันปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี
ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย

          เธอทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ฉันปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย.

          ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว กล่าวปวารณาอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

          ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอยู่จักทำคืนเสีย

          ท่านเจ้าข้า แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอยู่จักทำคืนเสีย

          ท่านเจ้าข้า แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลาย จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอยู่จักทำคืนเสีย.


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
8)
พระพุทธานุญาตให้นั่งกระโหย่งปวารณา

          [๒๒๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลาย นั่งกระโหย่ง ปวารณา อยู่ยังนั่งอยู่บนอาสนะ. บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าไฉนพระฉัพพัคคีย์ เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายนั่งกระโหย่งปวารณาอยู่ จึงได้นั่งอยู่บนอาสนะเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พระฉัพพัคคีย์ เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลาย นั่งกระโหย่งปวารณาอยู่ ยังนั่งบนอาสนะ จริงหรือ?

          ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

          พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษพวกนั้น เมื่อภิกษุ ผู้เถระทั้งหลายนั่งกระโหย่งปวารณาอยู่ จึงได้นั่งอยู่บนอาสนะเล่า การกระทำของ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส .... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบรรดาภิกษุ ผู้เถระนั่งกระโหย่งปวารณาอยู่ ภิกษุไม่พึงนั่งบนอาสนะ รูปใดนั่งต้องอาบัติทุกกฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทุกรูปนั่งกระโหย่งปวารณา.

          สมัยต่อมา พระเถระรูปหนึ่งชรา ทุพพลภาพ นั่งกระหย่งรอคอยอยู่ จนกว่าภิกษุ ทั้งหลายจะปวารณาเสร็จทุกรูป ได้เป็นลมล้มลง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

          พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต ให้นั่งกระโหย่งในระหว่างที่ยังปวารณา และอนุญาตให้ภิกษุปวารณาแล้วนั่งบนอาสนะ.


23/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
9)
วันปวารณามี ๒

          [๒๒๘] ครั้งนั้นแล ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า วันปวารณามีกี่วัน? จึงกราบทูล เรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาค.

           พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันปวารณานี้มี ๒ คือ วัน ๑๔ ค่ำวัน ๑๕ ค่ำ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วันปวารณามี ๒ เท่านี้แล.


20/4) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ ข้อ [๒๒๔] - [๒๒๘]
มหาวรรค ภาค ๑
12)
อาการที่ทำปวารณามี ๔

          ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า อาการที่ทำปวารณามีเท่าไรหนอ? จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาการที่ทำปวารณานี้มี ๔ คือ การทำปวารณาเป็นวรรคโดยอธรรม ๑ การทำปวารณา พร้อมเพรียงกันโดยอธรรม ๑ การทำปวารณาเป็นวรรคโดยธรรม ๑ การทำปวารณาพร้อมเพรียงกันโดยธรรม ๑.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในการทำปวารณา ๔ นั้น การทำปวารณานี้ใดเป็นวรรค โดยอธรรมการทำปวารณาเห็นปานนั้น ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต.

          การทำปวารณานี้ใดที่พร้อมเพรียงกันโดยอธรรม การทำปวารณาเห็นปานนั้น ไม่ควรทำและเราก็ไม่อนุญาต.

          การทำปวารณานี้ใดที่เป็นวรรคโดยธรรม การทำปวารณาเห็นปานนั้น ไม่ควรทำ และเราก็ไม่อนุญาต.

          การทำปวารณานี้ใดที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรม การทำปวารณาเห็นปานนั้น ควรทำ และเราก็อนุญาต.

          ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล พวกเธอพึงทำในใจว่า จักทำปวารณากรรม ชนิดที่พร้อมเพรียงกันโดยธรรม ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.

 
  โครงสร้างสุตตันตปิฎก (๒๕ เล่ม)
สุตตันตปิฎก
แบ่งเป็น ๕ นิกาย
(หมวด)    
๑ ทีฆทิกาย ๒ มัชฌิมนิกาย ๓ สังยุตตนิกาย ๔ อังคุตตรนิกาย ๕ ขุททกนิกาย
๕ นิกายโดยย่อ ๕ นิกายแบบลัดสั้น ๒๕ เล่มโดยย่อ ๒๕ เล่มตามหมวด ชุดเต็ม (เล่ม๙-๓๓)
           





หนังสือพุทธวจน ธรรมะของพระศาสดา
90 90 90 90
พุทธประวัติ ขุมทรัพย์ อริยสัจ
ภาคต้น
อริยสัจ
ภาคปลาย
ปฏิจจ ปฐมธรรม ตถาคต อนาคามี อินทรีย์
สังวร
สัตว์
สัตตานัง
ทาน
สกทาคามี
ฆราวาส
ชั้นเลิศ
มรรควิธี
ที่ง่าย
อริยวินัย เดรัจฉานวิชา กรรม สมถะ
วิปัสสนา
โสดาบัน อานา
ปานสติ
จิต มโน
วิญญาณ
ก้าวย่าง
อย่างพุทธะ
ตามรอย
ธรรม
ภพ ภูมิ
พุทธวจน
สาธยาย
ธรรม
สังโยชน์