คาถาธรรมบท ไม่ใช่คำสอนของพระศาสดาโดยตรง แต่มีการรวมรวมจัดหมวดหมู่ขึ้นมา ภายหลังโดยใช้ภาษาและสำนวนของตน ผู้ศึกษาควรใช้วิจารณญาณ (วิกิพีเดีย) ธรรมบท เป็นชื่อประชุมพระพุทธพจน์ในรูปแบบคาถา และเป็น 1 ในตำราพุทธศาสนาซึ่งได้รับ ความนิยมอ่าน ทั้งเป็นที่รู้จักมากที่สุด ธรรมบทฉบับต้นที่สุดอยู่ในขุททกนิกาย ซึ่งเป็นหมวดหนึ่ง ในพระสุตตันตปิฎก ในพระไตรปิฎก ภาษาบาลี พระพุทธโฆสะ นักวิชาการ และนักวิจารณ์ พุทธศาสนา อธิบายว่า พระพุทธฎีกาแต่ละส่วนที่บันทึกไว้นั้น พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ต่างโอกาส แล้วแต่สถานการณ์จำเพาะ ที่บังเกิดขึ้นใน พระชนม์ และในสังฆมณฑล เขาร่าย รายละเอียดสถานการณ์ดังกล่าวไว้ในงานเขียนเรื่อง "ธัมมปทัฏฐกถา" ซึ่งต่อมากลายเป็นแหล่ง ตำนานพระพุทธประวัติ
ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๕ สุตตันตปิฎก ธรรมบท-อุทาน หน้าที่ ๓๙ ผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก คาถาธรรมบท นิรยวรรคที่ ๒๒ [๓๒] บุคคลผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก หรือ แม้ผู้ใดทำบาปกรรมแล้วกล่าวว่า มิได้ทำ ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก เช่นเดียวกัน แม้คนทั้งสองนั้นเป็นมนุษย์ ผู้มี กรรม เลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า คนเป็นอันมากผู้อันผ้ากาสาวะพันคอแล้ว มีธรรมอันลามก ไม่สำรวมเป็นคนชั่วช้า ย่อม เข้าถึงนรก เพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย ก้อนเหล็กแดงเปรียบด้วยเปลวไฟ อันบุคคลบริโภคแล้วประเสริฐกว่าบุคคล ผู้ทุศีล ไม่สำรวม พึงบริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร นรชนผู้ประมาทแล้ว ทำชู้ภริยาของผู้อื่น ย่อมถึงฐานะ ๔ อย่าง คือ ไม่ได้บุญ ๑ ไม่ได้นอนตามความใคร่ ๑ นินทาเป็นที่ ๓ นรกเป็นที่ ๔ การไม่ได้บุญ และคติอันลามก ย่อมมีแก่นรชนนั้น ความยินดีของบุรุษผู้กลัวกับหญิง ผู้กลัว น้อยนัก และพระราชาทรงลงอาชญาอย่างหนักเพราะฉะนั้น *นรชนไม่ควรทำชู้ภริยา ของผู้อื่น หญ้าคาบุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือ ฉันใด *(ความเห็นจาก anakame.com คำว่า นรชนไม่ควรทำชู้ภริยาของผู้อื่น ไม่น่าจะเป็นคำสอนของศาสดา เพราะดูอ่อนไป ปกติพระองค์จะใช้คำว่า"เว้นขาด" ซึ่งฉบับหลวงและมหาจุฬาก็แปลเหมือนกัน) ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดี ย่อมคร่าเข้าไปในนรก ฉันนั้นการงานอย่างใด อย่างหนึ่งที่ย่อหย่อนวัตรที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ ย่อมไม่มีผลมาก ถ้าจะทำพึงทำกิจนั้นจริงๆ พึงบากบั่นให้มั่น ก็สมณธรรมที่ย่อหย่อน ย่อมเรี่ยรายกิเลส ดุจธุลีโดยยิ่ง ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะความชั่วทำให้เดือดร้อนในภายหลัง ส่วนความดีทำนั่นแลเป็นดี เพราะทำแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเหมือน ปัจจันตนคร ที่มนุษย์ทั้งหลายคุ้มครองไว้ พร้อมทั้ง ภายในและภายนอก ฉะนั้นขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่า ผู้ที่ล่วง ขณะเสียแล้ว เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศก สัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ ย่อมละอายเพราะวัตถุอันบุคคลไม่พึงละอาย (คิดตรงกันข้าม) ย่อมไม่ละอายเพราะวัตถุอันบุคคลพึงละอาย ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ ผู้มีปกติเห็นในสิ่งที่ไม่ควรกลัวว่าควรกลัว (คิดตรงกันข้าม) และมีปกติ เห็นในสิ่งที่ควรกลัวว่าไม่ควรกลัว ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือมั่นมิจฉาทิฐิ มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ (คิดตรงกันข้าม) และมีปกติ เห็นใน สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ ย่อมไปสู่ทุคติ สัตว์ทั้งหลาย ผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ รู้ธรรมที่มีโทษโดยความเป็นธรรมที่มีโทษ (รู้ตามความเป็นจริง) และ รู้ธรรมที่หาโทษมิได้ โดยความเป็นธรรมหาโทษมิได้ ย่อมไปสู่สุคติ จบนิรยวรรคที่ ๒๒