พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๗ วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ ข้อ [๑๒๐] - [๑๒๕]
1)
เรื่องโพธิราชกุมาร
ทรงห้ามเหยียบแผ่นผ้า และ
อนุญาตให้เหยียบผ้าสำหรับเช็ดเท้าที่ล้างแล้ว
[๑๒๐] สมัยนั้น ปราสาทโกกนุทของ โพธิราชกุมาร สร้างเสร็จใหม่ๆยังไม่มี สมณพราหมณ์ หรือผู้ใดผู้หนึ่งอยู่อาศัย จึงโพธิราชกุมาร รับสั่งกะมาณพสัญชิกาบุตร ว่า พ่อสหายสัญชิกาบุตร เธอจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมพระบาท ด้วยเศียรเกล้า แล้วถามถึงพระประชวรเบาบาง พระโรคน้อย ความทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระสำราญ ตามคำของเราว่า พระพุทธเจ้าข้า
โพธิราชกุมาร ขอถวายบังคมพระบาท ของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า ทูลถาม ถึง พระประชวร เบาบาง พระโรคน้อย ความทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระ สำราญ และจงทูลอาราธนาอย่างนี้ว่า ขอพระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงรับ ภัตตาหาร ของโพธิราชกุมาร เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ พระพุทธเจ้าข้า มาณพสัญชิกาบุตร รับคำสั่งโพธิราชกุมาร แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลปราศรัย กับพระผู้มีพระภาค
ครั้นผ่านการปราศรัย พอเป็นที่ชื่นชม เป็นที่ให้ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า โพธิราชกุมาร ขอถวายบังคมพระบาท ของพระองค์ ผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า ทูลถามพระประชวรเบาบาง พระโรคน้อย ทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระสำราญ และกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอพระโคดมผู้เจริญ พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหาร ของโพธิราชกุมาร เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ พระผู้มีพระภาค ทรงรับด้วยดุษณีภาพ
ครั้นมาณพสัญชิกาบุตรทราบว่า พระผู้มีพระภาค ทรงรับอาราธนาแล้วลุก จากที่นั่ง เข้าไปเฝ้าโพธิราชกุมาร แล้วทูลว่า เกล้ากระหม่อมได้กราบทูลท่าน พระโคดม นั้น ตามรับสั่งของพระองค์แล้วว่า โพธิราช-กุมาร ขอถวายบังคม พระบาท ของ ท่านพระโคดม ผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า ทูลถามถึงพระประชวรเบาบาง พระโรคน้อย ทรงกระปรี้กระเปร่า พระกำลัง ทรงพระสำราญ และกราบทูลอย่างนี้ว่า ขอพระโคดม ผู้เจริญ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงทรงรับภัตตาหารของ โพธิราชกุมาร เพื่อเสวย ในวันพรุ่งนี้ ก็แลพระสมณโคดม ทรงรับอาราธนาแล้ว
[๑๒๑] ครั้นล่วงราตรีนั้น โพธิราชกุมาร รับสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยว ของฉัน อันประณีต แลรับสั่งให้ปูลาดโกกนุทปราสาท ด้วยผ้าขาว ตราบเท่าถึงบันไดขั้นที่สุด แล้วรับสั่งกะมาณพสัญชิกาบุตรว่า พ่อสหายสัญชิกาบุตร เธอจงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ได้เวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหาร เสร็จแล้ว มาณพสัญชิกาบุตรรับคำสั่งโพธิราชกุมาร แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลภัตกาล แด่พระผู้มีพระภาคว่า ได้เวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหาร เสร็จแล้ว
[๑๒๒] ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสก แล้วทรง ถือบาตร จีวร เสด็จเข้าสู่นิเวศน์ของโพธิราชกุมาร ก็แลเวลานั้น โพธิราชกุมาร กำลัง ประทับรอพระผู้มี พระภาคอยู่ที่ซุ้มพระทวารชั้นนอก ได้ทอดพระเนตร เห็น พระผู้มีพระภาค กำลังเสด็จมาแต่ไกล
ครั้นแล้วเสด็จไปรับแต่ที่ไกลนั้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ให้เสด็จไป ข้างหน้า ทรงดำเนิน ไปทางโกกนุทปราสาท พระผู้มีพระภาคได้ประทับยืนอยู่ใกล้ บันไดขั้นแรก
จึงโพธิราชกุมาร กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงเหยียบผ้า ขอพระสุคตจงทรง เหยียบผ้า เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้า พระพุทธเจ้า สิ้นกาลนาน เมื่อโพธิราชกุมาร กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาค ทรงดุษณีภาพ
แม้ครั้งที่สอง ... แม้ครั้งที่สาม
โพธิราชกุมารกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าพระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาค จงทรง เหยียบผ้า ขอพระสุคตจงทรงเหยียบผ้า เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ข้า พระพุทธเจ้า สิ้นกาลนาน
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชำเลืองดูท่านพระอานนท์ จึงท่านพระ อานนท์ ได้ถวายพรแก่โพธิราชกุมารว่า จงม้วนผ้าเถิดพระราชกุมาร พระผู้มีพระภาคจัก ไม่ทรง เหยียบผ้า
พระตถาคตทรงอนุเคราะห์หมู่ชนชั้นหลัง*
* (ทรงเกรงว่าคนรุ่นหลังจะเข้าใจผิดในเรื่อง "กรรม")
จึงโพธิราชกุมารรับสั่งให้ม้วนผ้า แล้วให้ปูอาสนะ ณ เบื้องบนโกกนุท ปราสาท
ครั้นพระผู้มี พระภาคเสด็จขึ้นโกกนุทปราสาท แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะ ที่ปูถวาย พร้อม ด้วยภิกษุ สงฆ์ จึงโพธิราชกุมารทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า เป็นประมุข ด้วย ขาทนียโภชนียาหารอัน ประณีต ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ จนพระ ผู้มีพระภาค เสวยแล้ว ทรงลดพระหัตถ์จากบาตร ห้ามภัตรแล้ว ได้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง พระผู้ มีพระภาคทรงชี้แจงให้โพธิราช กุมาร เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญร่าเริง ด้วยธรรมีกถา เสด็จ ลุกจากอาสนะ เสด็จกลับ
......................................................................................................................................
2)
ทรงห้ามเหยียบแผ่นผ้า
[๑๒๓] หลังจากนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเหยียบผืนผ้าที่ปูไว้ รูปใดเหยียบต้องอาบัติทุกกฏ
[๑๒๔] สมัยต่อมา สตรีผู้หนึ่งปราศจากครรภ์ นิมนต์ภิกษุทั้งหลายไป ปูผ้าแล้ว ได้กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงเหยียบผ้า ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่เหยียบ นางได้กล่าวอีกว่าท่านเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าจงเหยียบผ้า เพื่อประสงค์ ให้เป็นมงคล ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่เหยียบจึงสตรีผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เมื่อเขาขอเพื่อประสงค์ให้เป็นมงคล ไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลาย จึงไม่เหยียบผืนผ้าที่ปูให้ ภิกษุทั้งหลายได้ยินสตรีผู้นั้น เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆ ตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายคฤหัสถ์ ต้องการมงคล เราอนุญาตให้ผู้ที่ถูก คฤหัสถ์ ขอร้องให้ เหยียบเพื่อความเป็นมงคล เหยียบผืนผ้าได้
[๑๒๕] สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจที่จะเหยียบผ้าสำหรับเช็ดเท้า ที่ล้างแล้ว จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคๆตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ เหยียบผ้า สำหรับเช็ดเท้าที่ล้างแล้ว |